Breaking News
Loading...
วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Info Post
          การได้มีช่วงเวลาเป็นของตัวเองอย่างเต็มที่ทำให้มีโอกาสได้พิจารณาถึงวิถีทางของชีวิตได้อย่างอิสระ มองภาพต่างๆ ได้กว้างมากขึ้น หลายคนเรียกวิธีการนี้ว่า การปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก ซึ่งกล่าวได้ว่าในทางสังคมแล้วจะถูกระบุว่าเป็นบุคคลที่ควรเข้าพบจิตแพทย์ได้แล้ว นั่นคือวิธีการคิดของนักวิชาการที่เดินอยู่บนเส้นทางของสังคม เป็นแนวความคิดของกลุ่มบุคคลที่ยังคงวนเวียนอยู่ในกระแสของวัตถุนิยม มองความอิสระทางความคิดและจิตวิญญานของบุคคลอื่นเป็นเพียงสิ่งเพ้อฝันของคนใกล้บ้าทำนองนั้น
          เคยมีผู้กล่าวไว้ว่าระหว่างความบ้ากับอัจฉริยะนั้นมีเส้นแบ่งที่เบาบางมาก อัจฉริยะหลายคนกว่าที่คนอื่นจะรู้ก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปนับร้อยนับพันปี เนื่องจากสังคมในช่วงเวลานั้นไม่ยอมรับ ดังนั้นการตัดสินความคิดของคนอื่นด้วยตัวของเราเองไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะถูกต้องเสมอไป หากเราคิดว่าสิ่งนั้นถูก คนอื่นก็อาจคิดว่าเราผิดได้เช่นกัน ในบางเรื่องอาจมีหลายคนเห็นพ้องกับความคิดของเรา แต่ในขณะเดียวกันอาจมีหลายคนมีความเห็นขัดแย้งไม่เห็นด้วยกับเรา ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีความแตกต่างกันเป็นธรรมดา นี่คือข้อขัดแย้งทางสังคม อันเกิดจากความเป็นตัวตนของแต่ละบุคคล
          หากตัดความเป็นตัวตนออกไปเสียจากความคิดและนำข้อขัดแย้งนั้นมาพิจารณาด้วยเหตุผลที่เป็นธรรม ด้วยคุณธรรม จริยธรรม คำนึงถึงความถูกต้องในความเป็นจริง มากกว่าด้วยเหตุผลทางกฎหมาย ทุกเรื่องก็จะมีทางออกที่สมบูรณ์ก่อให้เกิดประโยชน์กับสาธารณะอย่างแท้จริง สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมได้ในที่สุด
          ต้องยอมรับความจริงในข้อหนึ่งที่ว่า ตัณหา คือบ่อเกิดของปัญหาทั้งปวงในสังคม หากละทิ้งหรือปล่อยวางตัณหาลงแล้ว สังคมก็จะพบกับความสงบสุขได้ในทันที แต่ก็มีเพียงน้อยคนที่จะยอมรับความเป็นจริงในเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันมีอยู่จริง ตัวตนของตัณหานั้นไม่มี น้ำหนักของตัณหานั้นไม่มี แต่กลับมีพลังอำนาจมากพอที่จะสร้างความพินาศ ความขัดแย้ง การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินให้กับคนในสังคมได้อย่างมหาศาลไร้ขีดจำกัด


          ตัณหา นั้นสามารถสร้างความสุขให้กับทางกายเท่านั้น เราพอใจกับความร่ำรวย อำนาจบารมี ตำแหน่งหน้าที่ ทรัพย์สินเงินทอง ดำรงชีวิตอยู่อย่างคนมีระดับในการจับจ่ายใช้สอยอย่างฟุมเฟือย เพื่อแสดงถึงระดับฐานะที่สูงกว่าผู้อื่นในทางสังคม แต่ทุกอย่างก็จะเป็นดังคำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุ ว่าเราต้องลงทุนด้วยการเผาไหม้ใจของเราเอง เรากอบโกยแสวงหาผลประโยชน์มาได้มากเพียงใด ก็ย่อมสร้างความโกรธแค้น ชิงชัง เศร้าเสียใจ ให้กับผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์เพิ่มมากขึ้นเท่าเทียมกัน ซึ่งหากผลประโยชน์ที่ถูกกอบโกยไปเหล่านั้นเป็นของประเทศชาติ ประชาชนทั้งแผ่นดินก็ควรจะมีโอกาสได้รับรู้ถึงความเจ็บแค้นนี้เช่นกัน
          แต่ ตัณหา นั้นตามหลักการแล้วเชื่อว่าสามารถปิดบังได้แม้กระทั่งความคิดอ่านที่มีเหตุ มีผล ของบุคคลที่จมปลักอยู่ในห้วงของมัน


          ผู้นำบางคนพยายามปลูกฝังเยาวชนและคนในชาติให้เป็น คนเก่ง 
          แต่ไม่เคยคิดที่จะปลูกฝังเยาวชนและคนในชาติให้เป็น คนดี

          ..... นั่นคือวิสัยทัศน์ของผู้นำ? 
          ..... แล้วประเทศชาติจะเดินไปในทิศทางใด?
          ..... และประชาชนจะมุ่งหวังอะไรจากการทำความดีเพื่อบ้านเมือง?
          ..... หากประเทศชาติเกลื่อนกลาดไปด้วยผู้นำที่มีแต่ตัณหา