บทความยอดนิยม

Posted by : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

               เคยตั้งคำถามกับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง เมื่อประสบกับข้อขัดข้องหมองใจในเรื่องความลำเอียงหรือการเลือกปฏิบัติของข้าราชการ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างชัดเจน แต่เมื่อย้อนกลับไปมองอดีตก็ต้องยอมรับความจริงในข้อที่ว่า “ระบบอุปถัมภ์” นั้นอยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่ยุคโบราณนานมาแล้ว จนยึดถือเป็นส่วนหนึ่งของขนบธรรมเนียมประเพณีไทยเมืองแห่งวิถีพุทธ ที่มีเรื่อง “บุญคุณ” และ “ความแค้น” เป็นแนวทางชีวิต(ยังกะละครน้ำเน่าแน่ะ) แม้กาลเวลาจะผ่านเลยไปไกลเพียงใดก็ตามที แม้ว่าโลกจะหมุนเอาวิวัฒนาการก้าวหน้าทางการเมืองการปกครอง ทางสังคม มาให้เราชื่นชมมากมายหลายเรื่องแตเราก็ยังคงยึดมั่นอยู่กับ “ระบบอุปถัมภ์” ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการขจัดช่องว่างระหว่างชนชั้นทางสังคมไทยที่นับวันก็ยิ่งห่างออกไป มีการแบ่งแยกเป็นกลุ่มเป็นพวกชัดเจนมากยิ่งขึ้น

               ก่อนหน้านั้นบ้านเมืองมีปัญหาจากสาเหตุหลากหลายปัญหาที่คนเราเพียรพยายามสร้างกันขึ้นมาเอง มีการแบ่งแยก ”ที่มา” อาจจะโดยสถาบัน โดยชาติกำเนิด โดยฐานะทางการเงิน โดยอำนาจบารมี โดยอิทธิพลมืด ฯลฯ แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเพราะจากเรื่องนั้นจะเริ่มขยายขอบเขตออกเป็นวงกว้างด้วยวิธีการต่างๆ ต่อเนื่องกันขึ้นมาเป็นระบบอุปถัมภ์มีการเอื้อเฟื้อเกื้อหนุนกันและกัน มีการช่วยเหลือเจือจานกันและกัน พร้อมกันนั้นก็จะกีดกันบุคคลอื่นให้ห่างออกไปไกลจากวิถีทาง ก่อให้เกิดข้อบาดหมางกับกลุ่มอื่นๆ ที่มีการก่อร่างสร้างเครือข่ายขึ้นมาด้วยวิธีการเดียวกัน จากนั้นความบาดหมางก็จะทวีขอบเขตกว้างออกไป ใหญ่ขึ้น มากขึ้น ทุกช่วงระยะเวลา

               เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างอยู่นอกเหนือการควบคุม ความสูญเสียของประเทศชาติจะเกิดขึ้น ณ จุดนี้

               ตราบใดที่ประชาชนยังคงเลื่อมใสศรัทธาต่อตัวบุคคลที่มีฐานะสูงส่งทางด้านทรัพย์สินและพูดจาในสิ่งที่ประชาชนต้องการได้ฟัง มากกว่าที่จะมองถึงคุณค่าของจริยธรรมในตัวบุคคลว่ายังมีหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -