Breaking News
Loading...
วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อาทิตย์หน้าจะมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านในละแวกใกล้เคียง เสียงรถโฆษณาหาเสียงได้ยินอยู่ทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น นโยบายที่ใช้็เลียนแบบมาจากเวทีระดับชาติอย่างครบถ้วนกระบวนความ คนเก่าก็ต้องพูดว่าเพื่อสานต่อนโยบายในการพัฒนาหมู่บ้านให้มีความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง(ทั้งที่มองดูแล้วก็ไม่ได้เคยสร้างประโยชน์อะไรไว้ให้เห็นซักอย่าง เคยเป็นยังไงมันก็เป็นอยู่อย่างนั้น) ส่วนคู่แข่งที่อาจจะเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้าน หรือ อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หรืออดีตสารวัตรกำนัน หรือผู้สมัครหน้าใหม่จริงๆ ที่ได้ลูกยุจากหัวคะแนนนักการเมืองใหญ่ ฝ่ายนี้ก็จะชูนโยบาย คิดใหม่ ทำใหม่ (ก็ลอกเค้ามานั่นแหละ เพราะมองๆ ดูแล้วมันก็คงไม่มีทางที่จะเข้าไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรอกถ้าเข้ามาเพราะการชักจูงของคนอื่นมันมองดูแล้วเหมือนตัวอะไรก็ไม่รู้) ที่พูดถึงนี่ไม่ใช่เพราะเหคุผลที่มาจากความเกลียดชังหรือไม่ชอบหน้าผู้สมัคร แต่เป็นเพราะมองดูรูปแบบการหาเสียงและแนวทางที่ใช้แล้วมันชวนให้เบื่อหน่ายกับ "สังคมประชาธิปไตย" ที่เป็นได้แค่ชื่อเท่านั้น การแจกเงินมีให้เห็นอย่างโจ่งแจ้ง เป็นการแจกแข่งกันเหมือนการประมูลสินค้า แต่นี่เป็นการเปิดประมูลตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน และคุณค่าของชาวบ้านก็จะตกอยู่ประมาณหัวละ 200 - 300 บาทเท่านั้น ไม่เหมือนกับชาวบ้านที่อยู่ในเขตเทศบาลที่มีค่าหัวในระบอบประชาธิปไตยโดยเฉลี่ย 500 - 1,000 บาท ทีเดียว ซึ่งปัจจัยนั้นขึ้นอยู่กับความเจริญของท้องถิ่น(งบประมาณของท้องถิ่น)

จะเห็นได้ว่าประชาชนโดยทั่วไปในระดับหมู่บ้านไม่เคยให้ความสำคัญกับ "สิทธิ" และ "หน้าที่" ตามระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากมองว่าไม่ได้มีส่วนทำให้ปากท้องของตนอิ่มขึ้นและมองว่าผลของการเลือกตั้งไม่ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ กับชีวิตของตนเลยแม้แต่น้อย ซึ่งพวกเค้าก็คิดถูก ความไม่ใส่ใจในปัญหาของประชาชนจากผู้นำท้องถิ่นเป็นมานานมากแล้ว เชื่อว่าคงจะยาวนานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2475 ประชาชนในระดับล่างที่อยู่ในวัยทำงานเกินกว่าครึ่งหนึ่งไม่มีความรู้ พูดตรงๆ ก็คือไม่สนใจที่จะหาความรู้โดยอ้างว่าต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว มีลูกก็ออกจากโรงเรียนตั้งแต่ ป.6 เพื่อมาช่วยพ่อแม่ทำงาน (แปดสิบเปอร์เซนต์ในจำนวนนี้เป็นกรรมกร สูบบุหรี่ กินเหล้า เที่ยวกลางคืน ตั้งแต่อายุ 13-14 ปี ถ้าพ่อแม่มีฐานะดี มีตำแหน่ง ก็จะมีโทรศัพท์มือถือ มีรถจักรยานยนต์ไว้โฉบเฉี่ยวไปมา งานก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง เงินก็ใช้ไปในทางฟุ่มเฟือยเสียมากกว่าจะสร้างตัว) ประชาชนบางกลุ่มที่ปลีกตัวจากการศึกษาหาความรู้โดยอ้างเหตุผลต่างๆ นาๆ แม้จะมีโอกาสแต่ก็เกียจคร้านเกินกว่าจะสนใจ มุ่งแต่การแสวงหาทรัพย์สินเพื่อแข่งขันกันกับเพื่อนบ้าน ยอมแม้แต่การทำสิ่งผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ นี่คืออันตรายในเส้นทางการดำเนินชีวิตของประชาชนบางกลุ่มที่ขาดความรู้

ดังนั้น เมื่อมามองประชาธิปไตยแล้วมุ่งหวังให้ประชาชนได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้นด้วยการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาในปัจจุบันคือ ประชาชนมองเห็นแต่ในด้านของความเสื่อมทรามในระบอบประชาธิปไตย จากวิธีการในกาารแข่งขันหรือเสนอตัวเข้ามาทำงานในท้องถิ่นของผู้สมัคร ... ที่เลียนแบบมาจากระดับประเทศ

ความหวังที่จะได้เห็น คนดี มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ มาทำงานให้กับท้องถิ่น ดูริบหรี่แต่ยังไม่ถึงกับหมดหวัง เพราะความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของประชาชนต้องใช้เวลาอีกยาวไกล ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของประชาชนเองว่าต้องการทำอะไรเพื่อประเทศชาติของตน

เมื่อมีความหวังก็ต้องมีการรอคอย จนกว่าโอกาสนั้นจะมาถึง
ไม่ใช่มาคอยเร่งเร้าด้วยคำพูดปลุกระดมว่าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ
จะทำอะไรก็ได้ รัฐบาลไม่มีอำนาจมายับยั้ง
นี่คือหายนะแน่นอน
ประชาชนจะแตกแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่ายรบราฆ่าฟันกันตลอดไปชั่วชีวิต