บทความยอดนิยม

Posted by : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยคิดแม้แต่น้อยว่าจะต้องมีความรู้สึกร่วมไปกับความเป็นไปของประเทศนี้
เพราะสังคมที่รายล้อมอยู่รอบตัว บอกให้เราทำอย่างนั้น
และรับรู้ว่างานหลายๆ เรื่องเป็นงานของข้าราชการประจำที่ต้องปฏิบัติหน้าที่
งานหลายๆ ด้านก็เป็นงานของนักการเมืองซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังคงไม่รู้ว่างานจริงๆ ของตนคืองานอะไร
หรืออาจจะพอรู้บ้างแล้ว แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ เนื่องจากการที่ต้องคอยเดินสายไปเป็นประธานงานบวช งานแต่งงาน งานศพ งานทำบูญขึ้นบ้านใหม่ งานวันเกิด ของบรรดาท่านผู้ใหญ่ หรือนายทุน แล้วก็งานต่างๆ ของชาวบ้านที่หัวคะแนนเจาะจงมาว่าต้องไปให้ได้ด้วยเหตุผลบางประการ นั่นก็รวมไปถึงบรรดางานศพของใครก็ไม่รู้ ที่ท่านเสนอหน้าไปเองโดยที่เจ้าภาพไม่ได้เชื้อเชิญ เนื่องจากมาตายเอาช่วงกำลังหาเสียงพอดี เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นงานหนักหนาสาหัสของบรรดานักการเมือง
และก็มีคำถามตามมาว่า งานเหล่านี้สร้างความเจริญให้กับประเทศชาติในด้านใด
งานเหล่านี้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร กับประชาชนในภาพรวมของประเทศ
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ระบบอุปถัมภ์กำลังเจริญเติบโตควบคู่ไปกับความอยุติธรรมในบ้านเมือง ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันในสังคมกำลังถูกท้าทาย
ประชาชนบางส่วนบ่มเพาะความเห็นแก่ตัวเพิ่มมากขึ้นในสันดาน เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนก็ต้องวิ่งไปพึ่งพานักการเมือง แม้ว่าจะผิดต่อกระบวนการยุติธรรม และนักการเมืองเหล่านี้ก็จำเป็นที่จะต้องให้ความช่วยเหลือเพราะความผูกพันจอมปลอมที่สร้างขึ้นเป็นฐานอำนาจนี้ แม้จะฝืนต่อกระบวนการที่ถูกต้องชอบธรรมของบ้านเมืองก็ตามที และมีเหตุผลในการกล่าวอ้างได้เสมอในทุกเรื่อง แม้ว่ามันจะขัดต่อความรู้สึกของคนโดยทั่วไป
ขณะที่บรรดาประชาชนอีกมากมายยังคงถูกกดขี่ไว้ภายใต้กระบวนการทางกฎหมาย เพราะการเคารพในกฎหมายอย่างเคร่งครัดพร้อมๆ กันกับที่บรรดาประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ฝ่าฝืนกฎหมายกลับถูกละเลยต่อการลงโทษตามกระบวนการของกฎหมาย ยังคงยืนหยัดลอยนวลท้าทายต่ออำนาจของกฎหมาย เช่นเดียวกับผู้รักษากฎหมายที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปฏิบัติเหมือนกับว่า กฎหมายที่ถืออยู่ในมือเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า อยากจะนำมาใช้เมื่อใดก็ทำ เมื่อไม่อยากใช้ก็ถือเอาไว้เฉยๆ
อนาคตในแผ่นดินนี้คาดเดาได้ว่า ประชาธิปไตยเมื่อขึ้นถึงขีดสุดนั้น ประชาชนไม่มีทางได้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเช่นเคย อำนาจส่งผ่านจากเผด็จการรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งตามกระแสของสังคมโลก ซึ่งมุ่งหวังในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าทางสังคม และให้ความสำคัญกับวัตถุให้อยู่เหนือคุณค่าของจิตใจ


สัตว์สองตัวนี้เรียกว่า "แพะ" ต้องใช้เวลาเลี้ยงดูเอาใจใส่ตลอดมา แม้ไม่มากมายแต่ก็ต้องพอสมควรที่จะให้มีชีวิตรอด อาจจะดูเหมือนกับการที่นักการเมืองมองเห็นประชาชนทั่วไปเป็นเหมือนสัตว์จำพวกนี้ เมื่อย่ำยีประเทศชาติจนย่อยยับไปในวันหนึ่งข้างหน้าก็จะโยนความผิดให้กับประชาชนที่ไม่เคยให้ความสนใจในความถูกต้องของชีวิต ไม่มีโอกาสรู้เท่าทันปีศาจที่หิวกระหายในอำนาจ ในผลประโยชน์ของบ้านเมือง กลับให้ความสำคัญแต่กับตนเองเท่านั้น มุ่งทำแต่ในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับตน แม้จะเป็นเพียงเศษอาหารจากบรรดานายทุนและนักการเมือง โหยหาแต่อำนาจของประชาชนจากระบอบประชาธิปไตยที่ตนเองก็ไม่สามารถรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของคำนี้ มีโอกาสได้รับรู้เฉพาะคำกล่าวที่ป้อนใส่หูและเชื่อไปตามนั้นโดยไม่เคยได้นำมาไตร่ตรองด้วยสติปัญญาของตนเอง
ปล่อยชีวิตไปตามการชักจูง และชี้นำ
โดยขาดเหคุผลอย่างสิ้นเชิง

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -