บทความยอดนิยม

Archive for สิงหาคม 2009

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ข่าวตามหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ยังคงเวียนวนอยู่กับสถานการณ์ความวุ่นวายจากเรื่องไร้สาระที่มีบุคคลที่ไม่หวังดีต่อผู้อื่นพยายามสร้างกระแสให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้สนใจใยดีกับผลที่จะติดตามมา คนบางคนยังคงทำตัวเป็นทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์เพียงมุ่งหวังเศษเสี้ยวของเงินรายได้จากการกอบโกยของผู้อื่น บางคนก็ต้องการเพียงตำแหน่งที่ดีในการยืนอยู่บนถนนการเมือง บางคนต้องการเพียงมีชื่อเสียงติดปากผู้คนเพื่อหวังผลในการเข้าสมัครรับเลือกตั้งในอนาคตไม่ว่าจถูกกล่าวถึงในลักษณะใดก็ตาม แต่ก็เป็นบันไดขึ้นไปสู่ทำเนียบคนการเมืองได้เช่นกัน
อาจจะดูแปลกไป หากจะไม่ให้ความสนใจกับบุคคลเหล่านี้เพราะแต่ละคนมีที่มาแตกต่างกันก็จริงแต่ก็คล้ายกันในจุดประสงค์ ในอดีตนั้น นักการเมือง มีที่มาจากไม่กี่แหล่ง เช่น อดีตนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์บางอย่าง อดีตผู้นำนักศึกษา อดีตผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น อดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่ อดีตผู้นำเฉพาะกาล
แต่ปัจจุบันนี้ เกือบเต็มร้อยของทั้งหมด มีที่มาจาก พ่อค้าและนักธุรกิจ
ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า อะไร? คือสิ่งจูงใจที่ทำให้บุคคลเหล่านี้หันเข้ามาสู่แวดวงการเมือง
ไม่อยากจะวิเคราะห์ให้เกิดคำถามตามมา เนื่องจากคำตอบนั้นมีอยู่แล้วในใจ
ไม่ใช่การเสียสละความมั่งมี ความสุขสบายเพราะความรักชาติอย่างแน่นอน ความร่ำรวยที่มีมาในอดีตนั้นเป็นคำตอบในตัวของมันเองอยู่แล้ว
อาจจะเป็นการเสียสละอย่างจริงใจก็เป็นได้ สำหรับคนบางคนที่รู้สำนึกว่าตนเองร่ำรวยมาบนความทุกข์ของผู้อื่น แต่คงไม่มีให้เห็นแน่
หากแต่เป็น ผลประโยชน์และอำนาจ ต่างหาก ที่เป็นสิ่งจูงใจให้บุคคลเหล่านี้หลั่งไหลหันเหวิถีชีวิตของตนเข้ามาสู่ถนนการเมือง
เพียงเพื่อให้ได้เป็น รัฐมนตรี สักครั้งหนึ่งในชีวิต มีอำนาจในการควบคุม สั่งการบรรดาข้าราชการที่เคยต้องก้มหัวให้เมื่อในอดีตที่ผ่านมา เพราะการทำธุรกิจต่างๆ จะสำเร็จได้ก็ต้องรู้จักกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และใช้เป็นบันไดสู่ความสำเร็จ ต้องยอมให้ทุกอย่างมาแล้ว มันคงจะเป็นการยุติธรรมหากมีโอกสกลับมาเป็นผู้สั่งการบ้าง แม้จะเป็นการชั่วคราวก็ตามทีแต่สุภาษิตไทยว่าไว้ น้ำขึ้นให้รีบตัก เวลานาน 4 ปีเพียงพอให้ทำอะไรต่อมิอะไรให้กับบริษัทและกิจกรของตน ของลูกหลาน ของเพื่อนพ้องน้องพี่ได้มากมาย
เคยได้ยินใครบางคนพูดถึงผู้ร่ำรวยที่ก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมืองอย่างชื่นชมสุดชีวิตว่า
"ท่านร่ำรวยอยู่แล้ว มารับตำแหน่งนี้ก็เพราะต้องการรับใช้ประเทศชาติด้วยความจริงใจ เงินทองท่านมีมากมายท่านจะมาโกงกินทำไมให้เสียชื่อเสียง ท่านนอนอยู่เฉยๆ ท่านก็มีกินไปถึงลูกหลาน จะมาทำให้ตัวเองถูกสาปแช่งทำไม"
ขอยอมรับเลยว่าท่านผู้พูดประโยคนี้ ท่านมองโลกในแง่ดีจริงๆ แต่ออกจะไร้เดียงสาไปนิด
ถามจริงๆ เถอะว่าท่านเกิดมานานพอที่จะเข้าใจคำว่า "คน" หรือไม่?
และอีกคำคือคำว่า "สันดาน"
เมื่อรวมคำทั้งสองเข้าด้วยกันแล้วนั่นคือคำตอบของเรื่องนี้ คนเราแม้จะร่ำรวยล้นฟ้าหากแต่สันดานยังคงเป็นคนที่แสวงหาผลประโยชน์อยู่แล้วล่ะก็ พร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ตนได้สิ่งที่ต้องการ พร้อมที่จะพูดทุกคำที่ทำให้คนเชื่อถือ และพร้อมทุกเวลาที่จะกระโจนเข้าตะครุบผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น โดยไม่สนใจต่อความถูกต้องของโลกใบนี้
และแน่นอนว่าคุณสมบัตินี้สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานโดยธรรมชาติ
จนลืมนึกไปว่าตัวเองยังเป็นคนอยู่เหมือนกัน
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
หลายวันก่อนได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์จากผองเพื่อนเกี่ยวกับกระแสความคลั่งไคล้ที่มีต่อ ลูกหมีแพนด้า ซึ่งมีบทสรุปในตอนท้ายชวนให้คิดต่อว่า เคยมีบรรพบุรุษของไทยท่านใดควงดาบขี่หมีแพนด้าออกไปรบกับข้าศึกต่างชาติบ้างสักหนมั้ย? มันเป็นเรื่องธรรมดาพื้นๆ ที่ไม่ต้องมีมันสมองมากมายนักก็น่าจะคิดกันได้ว่าเราทอดทิ้งช้างที่ถือได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของวีรชนไทยเช่นเดียวกับชาวบ้านหมู่บ้านบางระจัน เฉกเช่นทหารเสือของเราอีกมากมายในอดีต
แต่ในทุกวันนี้คนไทยเราส่วนมากพากันลืมเลือนวีรกรรมเหล่านี้ในอดีต นอกจากจะไม่เชิดชูแล้วยังพากันหยามหมิ่นด้วยการจำกัดเขต จำกัดพื้นที่ ห้ามเข้าไปในเขตโน้น ห้ามผ่านเขตนี้ ปล่อยให้ช้างไทยต้องหาอาหารยังชีพด้วยการขอทาน แสดงจำอวด ต้องเสี่ยงกับการถูกรถชน การเดินตกท่อ แล้วก็ล้มอย่างน่าอนาถ เป็นข่าวให้เห็นทางหนังสือพิมพ์ไม่ขาดระยะ แม้จะมีมูลนิธิหลายมูลนิธิ ท่านผู้ใจบุญหลายท่านพยายามเกื้อหนุนต่อสู้เพื่อสิทธิอันชอบธรรมของช้างไทย ในฐานะเชื้อสายของวีรชนไทย ในฐานะของสัตว์คู่บ้านคู่เมือง ในฐานะของสัตว์โลกชนิดหนึ่ง แต่ทว่าไม่อาจต้านทานกระแสความเป็นไปของสังคมยุคใหม่ที่เห่อวัฒนธรรมนอกแถว วัฒนธรรมการเลียนแบบสิ่งไร้สาระหลากหลายจากต่างประเทศ ที่ชักจูงกล่อมเกลาเยาวชนไทยยุคใหม่ให้เปลี่ยนไปเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ ที่ไร้ความเป็นไทยโดยสิ้นเชิง

รายชื่อมูลนิธิเกี่ยวกับช้างที่พอจะหามาได้
- www.asian-elephant.org/ มูลนิธิช้างแหงประเทศไทย
ซึ่งมีคำขึ้นต้นที่คัดออกมาให้อ่านกันนิดหน่อย "......โดยที่ช้างเองก็เคยเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณต่อคนไทยนานับประการ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการทำสงคราม การบรรทุก การเดินทาง การทำไม้ และการท่องเที่ยวบางกลุ่มฯ จึงมีความเชื่อมั่นว่าคนไทยที่ รักช้าง สงสารช้าง และอยากจะช่วยช้างนั้นน่าจะมีอยู่จำนวนมาก เพียงแต่ว่าทุกคนยังไม่รู้ว่าช้างกำลังมีปัญหาอะไร และจะช่วยช้างได้อย่างไร ..."
- http://www.thailandelephant.org สถาบันคชบาลแห่งชาติ
ที่อยู่ กม.28-29 ถนนลำปาง-เชียงใหม่ ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จังหวัดลำปาง 52190 ประเทศไทย Tel:66-5424-7876,Fax:66-5424-7896 email: info@thailandelephant.org
- www.changdee.com
- www.elephanthospital.com
- www.thaichang.com
ที่เหลือก็ไปหากันเอาเองก็แล้วกัน แล้วจะได้รู้จักช้างไทยได้ดีขึ้น รู้จักแบ่งแยกความเป็นจริงกับกระแสสังคมออกจากกันให้เด็ดขาด รู้จักกับความจริงที่มันเป็นไปและที่มันควรจะเป็นไป ไม่ใช่ไปหลงไหลงมงายอยู่กับวัฒนธรรมต่างชาติที่มาฉุดกระชากเอาความเป็นไทยออกไปจากจิตใจของเรา ปล่อยความคิดความอ่านใหถูกครอบงำจนไม่หลงเหลือความเป็นไทยติดค้างอยู่ภายในสันดานอีกเลย

ตอนท้ายนี่ก็ขอคัดลอกเอาบางเรื่องที่น่าสนใจมาให้อ่านกันเล้กน้อย เพื่อกระตุ้นต่อมสติปัญญาเป็นบทบาทของช้างกับสถาบันชาติ

"......ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด มาท่เมืองตากพ่อกูไปรบ ขุนสามชนหัวซ่ายขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเกลื่อน เข้าไพร่ฟ้าหน้าใส พ่อก็หนี ญญ่ายพายจแจ้ - (น กู) บ่หนี กูขี่ช้างแบกพลกูขับ เข้าก่อนพ่อกู กูต่อ(ช้า) งด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้างขุนสามชน ตัวชื่อ มาส เมืองแพ้ ขุนสามชนพ่าย หนี
ข้อความที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่หนึ่งนี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าในสมัยที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ครั้งที่พระเจ้ารามคำแหงมหาราชกระทำยุทธหัตถี "ช้าง" คือขุนพลที่ร่วมรบอยู่ในสมรภูมิจนมีชัยชนะต่อขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด ......"

ใครสนใจอยากอ่านต่อก็เชิญทัศนากันได้เลยที่ http://www.thailandelephant.org/elephant1.php3 เผื่อว่าหูตาจะสว่างไสวจนสมองเกิดนิมิตที่ดีต่อประเทศชาติกันบ้าง
สำหรับคนที่เป็นคนสมัยใหม่ก็คงไม่ทราบหรือแกล้งไม่รู้ก็ได้ว่า ชาติไทยเราเคยใช้ธงช้างเผือกเป็นธงชาติสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ยาวนานมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ถึงได้เปลี่ยนมาใช้ธงไตรรงค์เช่นปัจจุบันนี้ เหตุผลก็คือเพื่อให้เป็นไปตามกระแสของโลกที่มีอารยธรรม(ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้มีอำนาจกำหนด แล้วไอ้มนุษย์หน้าไหนเป็นคนวางกฎเกณฑ์)ที่นิยมใช้ธงชาติเป็นสีพื้นๆ สลับกัน ทำให้ผู้นำต้องคล้อยตามกระแสโลกาภิวัฒน์ เป็นสาเหตุให้ลืมเลือนช้างไทยไปในที่สุด
สาธุ....
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
กระแสข่าวเกี่ยวกับวันสิ้นโลก ไม่ได้มีผลกระทบใดๆ ต่อวิถีชีวิตของชาวโลกส่วนมาก(โดยเฉพาะคนไทย)แต่มีบางส่วนเตรียมพร้อมที่จะเอาตัวเองหนีรอดไปจากหายนะที่จะเกิดขึ้นตามประสาคนที่ไม่ค่อยยอมรับความจริง ด้วยการเสาะแสวงหาข่าวสารที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือเพื่อมองหาทำเลในการเข้าไปซุกหัวหลบภัย ทำให้นึกถึงคนบางคนของบ้านเราที่ร่ำรวยมหาศาลสามารถทำทุกเรื่องที่สร้างประโยชน์ให้กับตนโดยไม่มีความละอายใจแต่กลับไม่ยอมรับความจริงว่าทรัพย์สินที่ได้มานั้นหาได้บริสุทธิ์ผุดผ่องไปเสียทุกส่วนตามที่ตนคิดไว้และก็พยายามกล่อมให้ผู้อื่นหลงเชื่อเช่นนั้น
ปัญหาบางเรื่องในสังคมที่นักวิชาการต่างพากันโต้แย้งทะเลาะวิวาทกันเกี่ยวกับความถูกต้องเที่ยงธรรม ว่าควรจะต้องยึดหลักนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ ในการตัดสินคดีทางการเมือง ขณะที่บางส่วนขอให้นำหลักพุทธศาสตร์เข้ามามีเอี่ยวในการตัดสินด้วยซึ่งก็น่าสนใจเพราะหลักของพุทธศาสตร์หลายแนวทางถูกนำมาเป็นหลักในการตัดสินความถูกต้องได้เช่นกัน ยกตัวอย่างการนำหลักเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม มาประกอบการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ มันเป็นความถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะหลักกฎหมายถูกร่างขึ้นโดยผู้ที่กล่าวอ้างว่าเป็นผู้แทนของราษฎร แต่หลักศีลธรรมนั้นเป็นของพระพุทธองค์ที่ร่างขึ้นมาเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์
..... โดยไม่เลือกว่าเป็นประชาชน หรือนักการเมือง
ทุกคนในสังคมควรจะเคารพต่อความถูกต้องในฐานะที่เป็นมนุษย์ทัดเทียมกัน
ไม่ใช่การอาศัยความได้เปรียบเสียเปรียบตามกฎหมายมาเป็นข้ออ้าง หากวันใดกฎหมายนั้นก่อให้เกิดผลเสียก็พยายามแก้ไขกฎหมายนั้นเสียใหม่ให้กลับมาสร้างประโยชน์ให้กับฝ่ายตน
..... ความผิดถูกไม่ได้เกิดจากตัวบทกฎหมายฉบับใดทั้งสิ้น หากเกิดจากความต้องการเรื่องผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจในขณะนั้น ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายจะต้องเกิดขึ้นโดยไม่มีวันสิ้นสุด เพียงแต่อ้างถึงวิวัฒนาการทางสังคมก็สามารถขอแก้ไขกฎหมายเสียใหม่ทุกคราไป
..... หากเปลี่ยนเป็นการแก้ไขที่ตัวคนให้ปฏิบัติตนตามกฎหมายอย่างเที่ยงตรง คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม มีคุณธรรมและจริยธรรมเต็มเปี่ยม ก็จะไม่มีกฎหมายฉบับใดล้าหลัง มีจุดอ่อน เป็นผลเสียต่อการบริหารราชการแผ่นดินหรือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอีกต่อไป
แต่นั่นเป็นเพียงความหวังที่เลื่อนลอย ตราบใดที่ผู้คนยังคงมัวเมาอยู่ในลาภยศสรรเสริญ อำนาจบารมีและทรัพย์สินเช่นทุกวันนี้
..... การจูงใจ โฆษณาชวนเชื่อให้กลุ่มวัยรุ่นหรือประชาชนทั่วไปให้เลื่อนลอยอยู่กับสิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลายรูปแบบ หลงไหลอยู่กับสิ่งแสดงฐานะบนความฟุ้งเฟ้อมากหลาย ความเพ้อฝันในชื่อเสียงความเด่นดังของเหล่าดารานักร้อง เป็นเพียงสิ่งมอมเมาความคิดของประชาชนให้เบี่ยงเบนไปเสียจากความเป็นจริงของชีวิต
เป็นการสร้างสิ่งเสพติดที่มีผลร้ายรุนแรงที่สุดในโลกของความเป็นคน
ยากที่จะเยียวยารักษาให้หายขาดได้ในเสี้ยวชีวิตของโลกใบนี้
คงต้องรอให้วันสิ้นโลกเป็นผู้กำหนดก้แล้วกัน ... ได้แต่หวังอย่างนั้น
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
เคยใช้เวลาว่างๆ ของวันมานั่งพิจารณาถึงงานของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยว่าเค้าทำอะไรกันบ้าง เพราะมีช่องว่างอยู่มากมายที่ประชาชนแหงนชะเง้อมองหาผู้ช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน
มองไปที่การสื่อสารมวลชน จะเห็นว่ารายการจากโทรทัศน์ระบบฟรีทีวีที่เรามีชมกันอยู่ ทั้งช่อง 3 5 7 9 ไทยพีบีเอส เอ็นบีทีของรัฐบาล ต่างพากันขวนขวายหาผู้อุปถัมภ์รายการให้มากที่สุดเป็นหลัก(ไม่เว้นแม้แต่ช่องที่เป็นของรัฐ)โดยไม่เคยให้ความสนใจกับสาระของรายการที่นำเสนอว่ามันจะออกมาอีรูปไหน เกิดประโยชน์อะไรกับผู้ชมบ้างหรือไม่ ดังนั้นรายการส่วนมากที่ถ่ายทอดออกไปสู่ผู้ชมในภาพรวมจึงไม่เกิดผลประโยชน์ใดๆ ต่อภาพรวมของประเทศชาติและประชาชน ซึ่งถ้าเป็นสามัญสำนึกของคนทั่วไปที่ไม่สอบตกวิชาคณิตศาสตร์ก็น่าจะอธิบายเหตผลในข้อนี้ได้ ยกตัวอย่าง การถ่ายทอดสดการแข่งขันกอล์ฟจากต่างประเทศ ถามทีเถอะว่าจะมีใครซักคนที่เปิดดูในจำนวนผู้ชมทั้งประเทศ แล้วมันจะเกิดประโยชน์อะไรกับประชาชนที่หาเช้ากินค่ำทั่วไป (แต่ถ้าไม่มีอะไรจะดูจริงๆ ก็ลงไปจับหมากัดกับจิ้งหรีดดูสนุกกว่ากันเยอะ)ส่วนคนที่ดูน่ะส่วนมากจะเป็นคนมีอันจะกินอยู่แล้ว เค้าก็คงชอบที่จะเปิดเคเบิ้ลทีวีหรือดูการถ่ายทอดผ่านดาวเทียมมันจะสมฐานะมากกว่ากันเป็นพะเรอ อีกตัวอย่างคืดการถ่ายทอดสดการชกมวยไทยจากสนามมวยต่างๆ โดยอ้างว่าเป็นการรักษาศิลปะการต่อสู้ของไทย ถามจริงๆ เถอะว่าคนที่ดูมวยนั่นน่ะเป็นคนประเภทไหน ใช่คนที่ต้องการรักษาศิลปะนี้จริงหรือ? คำตอบก็คือไม่ใช่ทั้งเพ เพราะเกือบร้อยเปอร์เซนต์ของคนดูเป็นนักพนันตัวยงทั้งสิ้น อาศัยการถ่ายทอดนี้เป็นแหล่งการพนันอย่างเปิดเผยรับรู้กันทั่วไป ซึ่งผลประโยชน์ของการพนันนี้ขยายรวมไปถึงผู้เป็นเจ้าของค่ายมวย การถ่ายทอดมวยนับว่าเป็นศูนย์รวมของอาชญากรรมอีกมากมายตามมา ตามติดมาอีกรายการบันเทิงที่เป็นขวัญใจของแม่ค้า แม่บ้าน ได้แก่ละครน้ำเน่าที่ต้องมีรักรันทด พ่อแง่แม่งอน อิจฉาริษยา พูดจาใส่กันแว๊ดๆ เนื้อหาไร้สาระ กลับกลายเป็นจุดยึดเหนี่ยวให้ผู้คนนั่งซาบซึ้งน้ำตาไหลคลั่งไคล้เหล่าดารานักแสดงจนไม่มีเวลาไปใส่ใจกับปัญหาบ้านเมือง ซึ่งต่อยอดไปถึงรายการสนทนาพาทีและเกมโชว์ที่ขนเอาเหล่าดารามาแสดงความไม่สำรวม ความบกพร่องทางความคิดเอาประวัติความเป็นอยู่มาพูดถึงกันแบบเพ้อเจ้อ ทุกสิ่งทุกอย่างมิได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ กับชีวิตความเป็นอยู่ขงประชาชนเลยแม้แต่น้อย แต่รายการเหล่านี้ยังคงอยู่อย่างถาวรตลอดมา
เหตุผลก็เพราะ รัฐบาลเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาครอบงำการดำเนินกิจการด้านนี้อย่างเสรีเป็นเวลานานมากแล้ว ขาดความเอาใจใส่ทำให้รายการดีๆ มีสาระแต่ขาดผู้สนับสนุนไม่สามารถเผยอหน้าเข้ามานำเสนอสาระต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้เลย พูดตรงๆ ก็คือผู้ที่เป็นเจ้าของสื่อนี้ต้องการเพียงผลประโยชน์ตอบแทนเท่านั้น อย่างน้อยก็เป็นโบนัสกรรมการ(กิตติมศักดิ์)ที่ไม่เคยทำงานอะไรเลย แต่หากมีรายการที่มีสาระและมีผู้ชมหนาแน่นก็จะมีผู้อุปถัมภ์เสนอตัวเข้ามามากมาย และช่วงเวลาต่อมาก็จะเริ่มการแสวงหาผลประโยชน์ตามมาอีก เช่นเคย
สาเหตุที่ปัญหาทุกอย่างยังไม่เคยได้รับการแก้ไขก็เพราะผลประโยชน์เท่านั้นที่ไม่ลงตัวเสียที
ปล่อยให้เกิดเจ้าพ่อ เจ้าแม่ ของวงการโทรทัศน์อย่างเปิดเผย ซึ่งเจ้าตัวก็แอ่นอกยอมรับฉายาอย่างเต็มอกเต็มใจในศักดิ์ศรี
เขียนวันนี้ก็เพราะรำคาญเต็มทีกับท่าทีของรัฐ กับความเจ็บแค้นที่ถูกบังคับให้ดูโทรทัศน์ฟรี(แต่เสียค่าโทรทัศน์กับค่าไฟฟ้า)ที่ไร้สาระ ไม่คุ้มค่ากับภาษีที่ต้องจ่ายไปรอบด้าน(ทุกๆ เรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องกับการหายใจ)
แต่อย่าปล่อยเอกชนทำฟรีทีวีมาแข่งกันมากนักล่ะ เพราะมันก็ต้องการหาผลประโยชน์เหมือนกันน่ะแหละ

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -