บทความยอดนิยม

Archive for กรกฎาคม 2009

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
แม้ว่าตามปกติจะไม่ชอบที่จะให้มีใครเข้ามาก้าวก่ายกับความคิดหรือวิถีชีวิตของเราและรวมไปถึงไม่ชอบที่จะเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตของคนอื่นเหมือนกัน แต่หลักการย่อมมีแกว่งไกวไปบ้างเป็นปกติของมนุษย์ ทำให้นึกอยากรู้ว่าคนอื่นเค้าคิดอะไรกันอยู่ในเวลานี้
....ในเมื่อมีเงินมากมายมหาศาลจนล้นเกินความต้องการใช้สอยตามธรรมชาติของมนุษย์ แล้วยังจะขวานขวายแสวงหาไปบำรุงบำเรอลูกหลานมันทำไม ไอ้ลูกหลานที่เราทำมันขึ้นมาน่ะมันไม่มีปัญญาหาเองหรือไง? เท่าที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้มันก็ทำอะไรด้วยตัวเองไม่เป็นแล้ว ผลที่ตามมาก็คือสมองมันจะฝ่อเหี่ยวแห้งในที่สุดเข้าสูตร สวยใสไร้สมอง หรือควายทรงเครื่อง แล้วชีวิตในลำดับต่อไปของลูกหลานนั่นยังจะหายใจด้วยตัวเองเป็นหรือเปล่านะ? คงขะดูแปลกพิลึกถ้ามีเงินทองมากมายจนต้องจ้างคนอื่นมาหายใจแทน และก็ต้องขอบคุณไปถึงบรรพบุรุษต้นตระกูลที่สร้างความปัญญาอ่อนทิ้งไว้ให้เป็นมรดกต่อลูกหลานสืบต่อไป
....ยอมรับว่าแปลกใจที่มีควมแตกต่างกันมหาศาลในเรื่องความเป็นอยู่กับภาพที่เห็นรอบตัว ที่เด็กหนุ่มอายุเพิ่งจะ 18 ต้องทิ้งกระเป๋านักเรียนมาทำงานก่อสร้าง รับจ้างแบกหาม ทำไร่ไถนา เพื่อแลกกับเงินรายได้ปีละไม่กี่บาท(หากจะคิดคร่าวๆ น่าจะเท่ากับรองเท้าที่คุณหญิงใช้เวลา 2 นาทีในการตัดสินใจซื้อมาเพื่อที่จะใส่เพียง 1 ชั่วโมงครั้งเดียวเท่านั้นในงานเลี้ยง)มันเป็นความแตกต่างของชนชั้นอย่างแท้จริงแม้จะมีรูปลักษณ์ของความเป็นมนุษย์ที่เหมือนกันต้องกินเหมือนกัน ต้องขี้เหมือนกัน ต้องมีเวลาระบายความใคร่เหมือนกัน แล้วทำไมมันจะต้องมีข้อแตกต่างกันด้วยในการปฏิบัติตนแต่ละกิจกรรมเหล่านั้น
....คนทุกคนย่อมมีเหตุผลในการกระทำของตน แต่มีข้อแตกต่างอยู่ที่เหตุผลดังกล่าวว่าเป็นเหตุผลที่สมควรหรอไม่? เพราะการกระทำบางอย่างสร้างผลประโยชน์ให้กับตนแต่กลับสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น หรืออย่างน้อยก็สร้างผลกระทบในทางที่ไม่ดีต่อผู้อื่นและในความเป็นจริงนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมไม่เกิดผลใดๆ ต่อผู้สร้างความเดือดร้อนแน่นอน หากจะคิดในแง่ของสัจธรรมแล้วเรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องปกติวิสัยของมนุษย์ที่ต้องมีความขัดแย้งกันเกี่ยวกับเหตุผลในทุกกรณีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถขจัดช่องว่างของความขัดแย้งลงได้ คำตอบก็คือ ไม่มีทาง เพราะมนุษย์ทุกคนมักจะคิดถึงตนเองก่อนผู้อื่นไม่ว่าคนอื่นนั้นจะเป็นบรรพบุรุษ หรือเป็นลูกหลานของตนก็ตามที คนอื่นนั้นย่อมจะต้องเป็นข้อพิจารณลำดับหลังๆ
....วิถีชีวิตของทุกคนถูกกำหนดให้เป็นไปตามอารมณ์และความต้องการของตน ไม่มีใครหรืออำนาจใดๆ มาเป็นตัวกำหนดได้ หากรักที่จะเป็นผู้ตามไปตลอดชีวิตนั่นก็เป็นเพราะเราเลือกไว้อย่างนั้นแล้ว การเป็นผู้ตามทำให้เราพบว่าเราไม่ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาใดๆที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีผู้รับผิดชอบแทนแล้วซึ่งอาจหมายความรวมถึงชีวิตทั้งชีวิตของเราด้วยเช่นกัน เป็นลักษณะของการมีชีวิตอยู่โดยที่ไม่ต้องใช้ความคิด อาศัยผู้อื่นคิดแทนและเป็นผู้ออกคำสั่งให้เราทำเท่านั้น ส่วนจะเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่? นั่นไม่ใช่ปัญหาที่เราจะต้องไปคิด ผลประโยชน์ที่ได้รับอาจจะไม่เพียงพอแต่ก้อาจจะเป็นความต้องการของเราที่ยอมรับเพียงเท่านั้น .. ความสุขของคนไร้สมอง
....ในอีกเสี้ยวหนึ่งของชีวิตผู้ที่ถูกกำหนดมาให้เป็นผู้สั่งสอน ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ บุพการี หรือพระภิกษุสงฆ์ คำสอนทั้งหลายทั้งปวงที่มีย่อมเกิดผลต่อผู้รับการสั่งสอนหากกระทำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้สั่งสอนจึงเป็นต้นแบบของความคิดและแนวทางการปฏิบัติตนของผู้ถูกสอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อยู่ที่ว่าคำสอนนั้นถูกบิดเบือนออกไปจากความเป็นจริงมากน้อยเพียงไร? และผู้สอนต้องการจะให้เกิดผลเช่นไร?
....สภาพการณ์ปัจจุบันย่อมเป็นผู้ให้คำตอบเกี่ยวกับวิถีทางของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ว่าต้องการดำเนินไปอย่างไร?
....ผลประโยชน์ส่วนตนนั้นย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด?
....การคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน นั่นเป็นเพียงแนวความคิดที่ถูกเขียนลงบนกระดาษเท่านั้นเอง ไม่ใช่แนวทางการปฏิบัติในความเป็นจริงของชีวิตในสังคมปัจจุบัน
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
อย่างที่เคยว่าไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่องราวที่เขียนลงในบล็อคนี้ว่าไม่เคยย้อนกลับไปอ่านเองเลยซักครั้งและก็เพิ่มเติมอีกนิดว่าแม้แต่เนื้อหาทั้งหลายทั้งปวงที่เขียนลงไปก็ไม่มีปัญญาที่จะไปจดจำมันเหมือนกัน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางอารมณ์ที่เป็นอยู่ว่ามีทิศทางเอนเอียงไปมุมไหน แต่ขอยืนยันแน่นหนักว่า ในความคิดนี้ไม่เคยมีอคติต่อความคิดของผู้อื่นและเคารพในความคิดของผู้อื่นเช่นกัน แต่ในบางกรณีหากมีความขัดแย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับแนวความคิดในบางเรื่อง ก็ต้องการที่จะรู้ถึง เหตุและผลรวมถึงที่มาที่ไปของแนวความคิดที่ว่านั้นว่าสมเหตุสมผลหรือไม่? ประการใด?
ขอร้องอย่างหนึ่งอย่ามาอ้างถึงความรักชาติมากนัก บอกตรงๆ ว่าทนฟังไม่ค่อยได้ เองจากฟังมาบ่อยจนเลี่ยนเหมือนกับคนอ้วนนั่งกินข้างขาหมูจานที่สาม เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงที่มีความคิดความอ่าน แม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังรู้จักรักและหวงแหนที่อยู่อาศัยของมันและพร้อมที่จะปกป้องจนตัวตาย พอดีฟังภาษาสัตว์ไม่ออกเลยไม่กล้ายืนยันว่ามันเคยมาพูดป่าวประกาศว่ารักบ้านของมันเหมือนกับมนุษย์หรือเปล่า
อันที่จริงมีข้ออ้างอีกมากมายของบรรดาผู้นำทุกระดับชั้นที่มักจะกล่าวอ้างถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่อยู่เหนือตน เหนือความเป็นธรรมดาสามัญ เพื่อที่จะอาศัยยึดเกาะเหนี่ยวโหนไปสู่จุดมุ่งหมายของตน หรือเพื่อกลบเกลื่อนเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง มันเป็นกลยุทธ์ของการเบี่ยงเบนความสนใจอันเป็นหัวใจสำคัญของยุทธการทั้งมวลที่มีอยู่ในโลกของเรา แต่เชื่อหรือไม่ว่าในบรรดาผู้นำทีเคยมีมานั้นทุกคนมีรอยแผลที่บาดลึกติดตัวเป็นริ้วรอยอยู่ทุกคน เปรียบเสมือนนักรบที่ฝ่าฟันสมรภูมิมาอย่างโชกโชน เพียงแต่ในแวดวงการเมืองนั้นบาดแผลจะอยู่ลึกและถูกปิดบังซ่อนเร้นไม่สามารถงัดเอาออกมาอวดมาโชว์ให้เห็นได้ง่ายๆ รอจนกว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นผู้เปิดบาดแผลนั้นออกมาประจานให้ประชาชนได้รับรู้ในวาระอันสมควร
ถึงวันนี้ยุทธการยึดเมืองของฝ่ายแดงที่มีต่อคณะรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ด้วยการสนับสนุนของใครก็ไม่ทราบได้ บอกตรงๆ ว่าเวลามีการชุมนุมกันเป็นกลุ่มก้อนต้องใช้งบประมาณมากมายมหาศาล แล้วยังจะชุมนุมกันทำไมให้มันเปลืองกะตังค์ สู้บางแห่งเขาดำเนินกลยุทธ์ไม่ได้ เพราะในทางทำมะทัมโมท่านเกณฑ์เด็กนักเรียนทั่วประเทศด้วยการเหมารถทัวร์ไปรับมาชุมนุมกันมากมายจนแทบนึกไม่ถึงว่าเงินทองท่านช่างหาง่ายกันเหลือเกิน ทีตัวเราเองจะหามาซื้อข้าวกินก็ช่างยากเย็นแสนเข็ญ
รอโอกาสให้เขาเอารถมารับไปร่วมงานดีกว่า เพราะรู้สึกว่าจะมีข้าวกล่องกินครบทุกมื้อ เรื่องที่นอนช่างหัวมันเถอะธรรมดาก็แทบจะไม่มีที่ซุกหัวนอนอยู่แล้ว อย่ามาว่ากันเลยนะ
เอ หรือว่าจะรับเขียนป้ายต้อนรับกับป้ายด่าคนดีวะ น่าจะเข้าท่านะงานไม่มีขาดมือเลยช่วงนี้

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -