บทความยอดนิยม

Archive for พฤษภาคม 2009

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ถึงวันนี้ ...
ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ก็ยังคงวนเวียนเสนอข่าวเหมือนปลาทองที่เลี้ยงไว้ในอ่างแคบๆ กำลังว่ายน้ำมองหาทางออก ก็จะออกไปทางไหนได้เล่าในเมื่อวัฎจักรของชีวิตมันถูกลิขิตให้วนเวียนอยู่อย่างนี้มานานนับศตวรรษแล้ว เพราะการมองการเมืองแบบมืออาชีพคือการผูกพันชีวิตของประชาชนไว้กับหลักที่ตอกไว้มั่นคงยากที่จะโยกคลอนหรือถอนออก นับวันนักการเมืองกำลังทำตัวเป็นนักการเมืองอาชีพมากขึ้นทุกที คือไม่ได้มองประชาชนทั่วไปเหมือนกับคนธรรมดาสามัญที่มองกระจกเงาแล้วก็จะเห็นหน้าตัวเองอยู่ในนั้น แต่บางท่านกำลังมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้นในกระจกเงาบานนั้น
ไม่เห็นแม้แต่เงาหัวของตัวเอง
วิวัฒนาการของโลกกำลังฉุดรั้งความเป็นคนให้ห่างออกไปจากจิตใจ
หากจะอยู่รอดได้ในสังคมทุกวันนี้ ก็จะต้องไม่คิดอย่างคน
แต่จงคิดอย่างสัตว์เดรัจฉาน (นี่ใช้ภาษาธรรมะนะนี่)
เพราะสัตว์เดรัจฉานไม่ต้องมามัวพะวงคิดถึงเรื่องอื่นใด มันจะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ด้วยการทำทุกวิถีทางเพื่อให้ท้องตัวเองอิ่ม เพื่อให้ตัวเองแคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวงที่จะมาแผ้วพาน
ส่วนชีวิตของผู้อื่นไม่ใช่ปัจจัยที่จะต้องไปคำนึงถึงทั้งสิ้น
เพราะมันไม่ได้มีค่าพอที่จะไปห่วงให้เสียความรู้สึก(ทั้งๆ ที่ตัวของมันเองก็ไม่เคยมีความรู้สึกอะไรกับเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของตนอยู่แล้ว)ดังนั้นความเป็นอยู่ของมัน ชีวิตของมันจึงเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด
อย่าได้เอาอะไรมาเป็นข้ออ้างให้เลิกรักตัวของมันเอง
จิตใจของความเป็นมนุษย์ไม่ใช่คุณสมบัติของนักการเมือง ?
เอาล่ะเครียดนักพักหน่อย มาอ่าน พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)ซักนิดนะ
[161] พรหมวิหาร 4 (ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ, ธรรมประจำใจอันประเสริฐ, หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์, ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจและกำกับความประพฤติ จึงจะชื่อว่าดำเนินชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ - holy abidings; sublime states of mind)
1. เมตตา (ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า - loving-kindness; friendliness; goodwill)
2. กรุณา (ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์ - compassion)
3. มุทิตา (ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป - sympathetic joy; altruistic joy)
4. อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน - equanimity; neutrality; poise)
ผู้ดำรงในพรหมวิหาร ย่อมช่วยเหลือมนุษย์สัตว์ทั้งหลายด้วยเมตตากรุณา และย่อมรักษาธรรมไว้ได้ด้วยอุเบกขา ดังนั้น แม้จะมีกรุณาที่จะช่วยเหลือปวงสัตว์แต่ก็ต้องมีอุเบกขาด้วยที่จะมิให้เสียธรรม
พรหมวิหารนี้ บางทีแปลว่า ธรรมเครื่องอยู่ของพรหม, ธรรมเครื่องอยู่อย่างพรหม, ธรรมประจำใจที่ทำให้เป็นพรหมหรือให้เสมอด้วยพรหม, หรือธรรมเครื่องอยู่ของท่านผู้มีคุณยิ่งใหญ่ - (abidings of the Great Ones)
พรหมวิหาร 4 เรียกอีกอย่างว่า อัปปมัญญา 4 (unbounded states of mind; illimitables) เพราะแผ่สม่ำเสมอโดยทั่วไปในมนุษย์สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีประมาณ ไม่จำกัดขอบเขต
พรหมวิหารมีในผู้ใด ย่อมทำให้ผู้นั้นประพฤติปฏิบัติเกื้อกูลแก่ผู้อื่น ด้วยสังคหวัตถุเป็นต้น.
อนึ่ง ในการที่จะเข้าใจและปฏิบัติพรหมวิหาร 4 ให้ถูกต้อง พึงทราบรายละเอียดบางอย่าง โดยเฉพาะสมบัติและวิบัติของธรรม 4 ประการนั้น ดังนี้
ก. ความหมายโดยวิเคราะห์ศัพท์
1. เมตตา = (มีน้ำใจ)เยื่อใยใฝ่ประโยชน์สุขแก่คนทั้งหลาย หรือน้ำใจปรารถนาประโยชน์สุขที่เป็นไปต่อมิตร
2. กรุณา = ทำความสะเทือนใจแก่สาธุชน เมื่อคนอื่นประสบทุกข์ หรือถ่ายถอนทำทุกข์ของผู้อื่นให้หมดไป หรือแผ่ใจไปรับรู้ต่อคนสัตว์ทั้งหลายที่ประสบทุกข์
3. มุทิตา = โมทนายินดีต่อผู้ประกอบด้วยสมบัติหรือผลดีนั้นๆ
4. อุเบกขา = คอยมองดูอยู่ โดยละความขวนขวายว่า สัตว์ทั้งหลายจงอย่าผูกเวรกัน เป็นต้น และโดยเข้าถึงความเป็นกลาง
ข. ลักษณะ หน้าที่หรือกิจ (รส) ผลปรากฏ (ปัจจุปัฏฐาน) และปทัสถาน (เหตุใกล้)
1. เมตตา = (ในสถานการณ์ที่คนอื่นอยู่เป็นปกติ)
ลักษณะ = เป็นไปโดยอาการเกื้อกูลแก่คนสัตว์ทั้งหลาย
หน้าที่ = น้อมนำประโยชน์เข้าไปให้แก่เขา
ผลปรากฏ = กำจัดความอาฆาตแต้นเคืองให้ปราศไป
ปทัสถาน = เห็นภาวะที่น่าเจริญใจของคนสัตว์ทั้งหลาย
2. กรุณา = (ในสถานการณ์ที่คนอื่นตกทุกข์เดือดร้อน)
ลักษณะ = เป็นไปโดยอาการปลดเปลื้องทุกข์แก่คนสัตว์ทั้งหลาย
หน้าที่ = ไม่นิ่งดูดาย/ทนนิ่งอยู่ไม่ได้ต่อทุกข์ของคนสัตว์ทั้งหลาย
ผลปรากฏ = ไม่เบียดเบียน/อวิหิงสา
ปทัสถาน = เห็นภาวะไร้ที่พึ่ง/สภาพน่าอนาถของคนสัตว์ทั้งหลายที่ถูกทุกข์ครอบงำ
3. มุทิตา = (ในสถานการณ์ที่คนอื่นมีสุขสำเร็จหรือทำอะไรก้าวไปด้วยดี)
ลักษณะ = พลอยยินดี/ยินดีด้วย
หน้าที่ = ไม่ริษยา/เป็นปฏิปักษ์ต่อความริษยา
ผลปรากฏ = ขจัดความริษยา ความไม่ยินดีหรือความทนไม่ได้ต่อความสุขสำเร็จของผู้อื่น
ปทัสถาน = เห็นสมบัติ/ความสำเร็จของคนสัตว์ทั้งหลาย
4. อุเบกขา = (ในสถานการณ์รักษาธรรมตามความรับผิดชอบต่อกรรมที่เขาทำ)
ลักษณะ = เป็นไปโดยอาการเป็นกลางต่อคนสัตว์ทั้งหลาย
หน้าที่ = มองเห็นความเสมอภาคกันในคนสัตว์ทั้งหลาย
ผลปรากฏ = ระงับความขัดเคืองเสียใจและความคล้อยตามดีใจ
ปทัสถาน = มองเห็นภาวะที่ทุกคนเป็นเจ้าของกรรมของตนว่า สัตว์ทั้งหลายจักได้สุข พ้นทุกข์ ไม่เสื่อมจากสมบัติที่ได้ที่ถึง ตามใจชอบได้อย่างไร
ค. สมบัติ (ความสมบูรณ์หรือความสัมฤทธิ์ผล) และวิบัติ (ความล้มเหลว หรือการปฏิบัติผิดพลาด ไม่สำเร็จผล)
1. เมตตา: สมบัติ = สงบหายไร้ความแค้นเคืองไม่พอใจ
วิบัติ = เกิดเสน่หา
2. กรุณา: สมบัติ = สงบหายไร้วิหิงสา
วิบัติ = เกิดความโศกเศร้า
3. มุทิตา: สมบัติ = สงบหายไร้ความริษยา
วิบัติ = เกิดความสนุกสนาน
4. อุเบกขา: สมบัติ = สงบหายไม่มีความยินดียินร้าย
วิบัติ = เกิดความเกิดความเฉยด้วยไม่รู้ (เฉยโง่ เฉยเมย เฉยเมิน)
ง. ข้าศึก คือ อกุศลซึ่งเป็นศัตรูคู่ปรับที่จะทำลายหรือทำธรรมนั้นๆ ให้เสียไป
1. เมตตา: ข้าศึกใกล้ = ราคะ
ข้าศึกไกล = พยาบาท คือความขัดเคืองไม่พอใจ
2. กรุณา: ข้าศึกใกล้ = โทมนัส คือความโศกเศร้าเสียใจ
ข้าศึกไกล = วิหิงสา
3. มุทิตา: ข้าศึกใกล้ = โสมนัส (เช่น ดีใจว่าตนจะพลอยได้รับผลประโยชน์)
ข้าศึกไกล = อรติ คือความไม่ยินดี ไม่ใยดี ริษยา
4. อุเบกขา: ข้าศึกใกล้ = อัญญาณุเบกขา (เฉยไม่รู้เรื่อง เฉยโง่ เฉยเมย)
ข้าศึกไกล = ราคะ (ความใคร่) และปฏิฆะ (ความเคือง) หรือชอบใจและขัดใจ
จ. ตัวอย่างมาตรฐาน ที่แสดงความหมายของพรหมวิหารได้ชัด ซึ่งคัมภีร์ทั้งหลายมักยกขึ้นอ้าง
1. เมื่อลูกยังเล็กเป็นเด็กเยาว์วัย
แม่ - เมตตา รักใคร่เอาใจใส่ ถนอมเลี้ยงให้เจริญเติบโต
2. เมื่อลูกเจ็บไข้เกิดมีทุกข์ภัย
แม่ - กรุณา ห่วงใยปกปักรักษา หาทางบำบัดแก้ไข
3. เมื่อลูกเจริญวัยเป็นหนุ่มสาวสวยสง่า
แม่ - มุทิตา พลอยปลาบปลื้มใจ หรือหวังให้ลูกงามสดใสอยู่นานเท่านาน
4. เมื่อลูกรับผิดชอบกิจหน้าที่ของตนขวนขวายอยู่ด้วยดี
แม่ - อุเบกขา มีใจนิ่งสงบเป็นกลาง วางเฉยคอยดู
พึงทราบด้วยว่า
ฉันทะ คือ กัตตุกัมยตาฉันทะ (ความอยากจะทำให้ดี หรือความต้องการที่จะทำให้คนสัตว์ทั้งหลายดีงามสมบูรณ์ปราศจากโทษข้อบกพร่อง เช่น อยากให้เขาประสบประโยชน์สุข พ้นจากทุกข์เป็นต้น) เป็นจุดตั้งต้น (อาทิ) ของพรหมวิหารทั้ง 4 นี้
การข่มระงับกิเลส (เช่นนิวรณ์) ได้ เป็นท่ามกลาง
สมาธิถึงขั้นอัปปนา (คือ ภาวะจิตที่มั่นคงเรียบรื่นสงบสนิทดีที่สุด) เป็นที่จบของพรหมวิหารทั้ง 4 นั้น

... อ่านแล้วได้อะไรบ้างหรือเปล่าก็แล้วแต่คนนะ
พระพุทธเจ้าท่านเคยกล่าวถึงดอกบัวไว้อย่างหนึ่ง ท่านใดไม่เคยทราบก็ไปลองค้นคว้าดูก็แล้วกันแล้วค่อยมาตกลงใจว่า จะเป็นดอกบัวชนิดใดดี
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
หัวข้อการสนทนาของประชาชนมักจะเป็นไปตามกระแสของการนำเสนอข่าวจากสื่อมวลชน ดังนั้นในชั่วโมงนี้จึงเป็นการติดตามข่าวเกี่ยวกับกิจการทางการเมือง(เหมือนเคย) และหัวข้อการสนทนาก็เป็นแนวทางสมานฉันท์ของหลากหลายความคิดหลากหลายแนวทาง ทั้งจากนักการเมืองอาชีพ จากนักวิชาการ บางคนก็พอฟังได้ บางคนก็ยังพอทนฟังได้แม้จะค่อนข้างขัดหูขัดอารมณ์ แต่บางคนก็เสนอแนวความคิดแบบคนปัญญาอ่อนที่ไม่ยอมปิดกั้นความโง่ของตัวเองไว้ภายใน แต่อาศัยความเป็นคนที่พอจะมีหน้ามีตาในวงการ(เมือง) เลยเสนอแนวคิดโง่ๆ ออกมาแบบสมองไร้ไขมันจริงๆ ให้ประชาชนได้รับฟังอย่างสง่าผ่าเผย
ถึงตรงนี้ก็อยากจะพูดแบบคนโง่ๆ คนหนึ่งของบ้านเมืองนี้ว่า คนตั้งแต่สมัยโบราณเค้ายังรู้กันเลยว่า การแก้ปัญหาทุกอย่างต้องแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่มาตามตูดคอยแก้ปัญหามันซะทุกเรื่อง(ที่พวกท่านๆ นั่นแหละเป็นผู้ก่อ) ถ้าอยากจะรู้ชื่อคนโบราณที่มีแนวคิดแบบนี้ก็จะบอกให้เอาบุญ ก็พระพุทธเจ้านั่นไง เห็นพากันทำบุญเป็นหมื่นเป็นแสนสร้างวัดทั่วประเทศ จนวัดบางวัดรวมมูลค่าทั้งหมดจะถึงหมื่นล้านบาทอยู่แล้ว แต่ดันไม่เคยศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าซะบ้าง
เพราะฉะนั้น พวกท่านก็ต้องคิดให้ออกว่า อะไร? คือต้นตอของปัญหา
มันไม่ใช่บางมาตราของรัฐธรรมนูญที่มักจะถูกอ้างถึงด้วยความฉลาดเฉลียวสุดสติปัญญาของท่าน
แต่ต้นตอของปัญหามันมีอยู่ในความเป็นจริงและไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มันเป็นสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ มาถึงตรงนี้ถ้าไม่เฉลยสงสัยว่าต้องโดนด่าลงข่าวหน้า 1 เป็นแน่ เอ้า บอกให้ก็ได้
ตัณหา ....
ย่อหน้าข้างต้นคือคำตอบทั้งหมดแล้ว และไม่ต้องมาถามเลยว่ามันเป็นยังไง
ถ้าอยากจะรู้ก็ตักน้ำใส่กะลามะพร้าวแล้วก้ก้มลงไปมองเอาเอง จะเห็นไอ้ตัวตัณหาชัดเจน
เคยพูดถึงบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วว่า เป็นตัวแทนของประชาชนในการเข้าไปร่วมร่างกฎหมายในการบริหารประเทศและการปกครองประชาชน แต่ใคร? มั่นใจว่าผู้แทนของท่านได้เสนอร่างกฎหมายที่เกิดประโยชน์กับท่านคนเดียว หรือร่างกฎหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ
ขอโทษที นั่นเป็นความคิดความฝันของท่านเท่านั้น
ตัวตัณหา กำหนดไว้เด็ดขาดชัดเจนว่า ผลประโยชน์ที่ได้รับจะต้องเป็นของตัวกูและพวกพ้องเป็นอันดับแรก
กฎหมายมาตราใดที่มีทีท่าว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเข้ามามีอำนาจแสวงหาผลประโยชน์จะต้องถูกแก้ไขให้กลับมาเป็นผลดีต่อตนและพวกพ้องให้มากที่สุด
บ้านเมืองถึงใกล้จะฉิบหายอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะไอ้วิธีการแบบนี้แหละ
พอถูกจับได้ก็ไล่เตะตูดกันทีนึง
พอหายโกรธก็หันมาจูบก้นกันใหม่แล้วก็จับมือกันสร้างความเสียหายให้บ้านเมืองต่อไปอีกซักพัก
พออยู่ๆ ไปผลประโยชน์เริ่มไม่ลงตัวก้หันมาสาวใส้กันแล้วก็ไล่เตะตูดกันให้ประชาชนยืนมอง
พอเห็นท่าว่าจะสู้ไม่ไหวก็ดึงประชาชนใกล้มือลงมาร่วมเล่นด้วย
ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ยอมน้อยหน้า หันไปหาคนข้างทางกระชากลงมาเล่นเพิ่มขึ้น
ทำให้บ้านเมืองกลายเป็นสมรภูมิรบก็เพราะไอ้ตัณหาตัวเดียวนี่เอง
ตัณหา ตัวที่มีชื่อว่า ผลประโยชน์
ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า คนเราต่อให้รวยล้นฟ้าแต่ไม่มีคนรู้จัก มันเป็นความเหงาทางอารมณ์อย่างมาก
เพราะความอยากร่ำอยากรวยมันไม่สนองความอยากได้ครบถ้วน
แต่ความมีชื่อเสียงมีคนรู้จักทั่วไป เป็นความอยากที่ท้าทายความสามารถซึ่งคนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถจะกระทำได้แน่นอน จำเป็นที่จะต้องอาศัยทรัพย์สินเงินทองเป็นผู้เบิกทางเดิน จากนั้น อำนาจบารมีก็จะตามมา
และผลประโยชน์ก็จะเป็นที่หมายต่อไปของความอยากแบบไร้จุดสิ้นสุด
มีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลจนนับไม่ทัน มีบริวารล้อมหน้าล้อมหลังมากมาย
อยากจะเชื่อจริงๆ ว่า ไอ้มนุษย์ประเภทนี้มันตายไม่เป็น
เพราะเวลาใกล้ตายมันคงจะเอาเงินไปติดสินบนยมบาลจนได้
แถมจ่ายเงินสร้างวิมานหลังเท่าเขาพระสุเมรุไว้พักร้อนบนสวรรค์ทั้งๆ ที่ยังไม่ตาย
นับถือจริงๆ
แต่เที่มองๆ อยู่ อดีตผู้ยิ่งใหญ่หลายคนก็ยังอยู่ในคุก หลายคนไปตายนอกประเทศ
หลายคนก็ยังอยู่ระหว่างการหลบหนีคดี
ฟังบ้างซักนิดก็ยังดีนะ
นรกนั่นมีจริง มันอยู่ในใจท่านนั่นแหละ (ถ้ายังมีหัวใจของมนุษย์อยู่นะ)
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
เคยพูดถึงการส่งเสริมการศึกษาของประชาชนให้ทั่วถึงเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักการสากลต่างๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ศึกษาเรียนรู้แล้วหลับหูหลับตาเอาอย่าง โดยที่ไม่ได้มีการพิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมเสียก่อน เพราะของนอกทุกอย่างมันไม่ได้ดีเลิศเหมือนกับของเล่นเทวดา ดังเช่นที่ผู้นำหลายท่านคิดเอาเอง แต่ละท้องถิ่นย่อมมีภาวะของสิ่งแวดล้อม ภูมิประเทศ ภูมิอากาศผิดแผกแตกต่างกันออกไป ความคิดของผู้คนในท้องถิ่นก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
ที่อยากพูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับการศึกษาก็คือ การเปลี่ยนทัศนคติและแนวความคิดที่กำลังปลูกฝังลงในสมองของคนยุคนี้ ให้รู้จักกับคำว่า
"ทำตัวให้เป็นคนดีมากกว่าทำตัวให้เป็นคนเด่นคนดัง"
หากมองไปทั่วในสังคมก็จะเห็นว่า วัยรุ่นแต่ละคนพยายามจะหาทางส่งเสริมสร้างสรรค์ตัวเองให้เป็นคนเด่นคนดัง ทั้งจากการเข้าประกวดสารพัดเรื่อง สารพัดหัวข้อ ทั้งจากการจูงใจของโฆษณาสินค้าฟุ่มเฟือยร้อยแปดชนิด ที่มีแต่ช่องทางผลาญเงินทองพ่อแม่ โดยเฉพาะเรื่องความเร็ว ทั้งรถยนต์ จักรยานยนต์ ที่ช่วยส่งเสริมให้ลูกหลานหลายคนเดินทางไปนรกเร็วกว่าที่คาดคิด เรื่องโทรศัพท์ที่มีแต่ชักนำความสิ้นเปลือง ความไร้สาระมาสู่สมอง จากแฟชั่นนำสมัยก็มี
สำหรับเรื่องเหล่านี้บอกตรงๆ ว่ามันไม่จำเป็นจะต้องมานั่งอบรมสั่งสอนกันหรอก เท่าที่เรียนหนังสือมาหลายปีมันก็น่าจะคิดกันเองได้แล้ว แต่อย่างที่ว่าไว้ตอนต้นว่าการศึกษาของเรามันไม่ได้ส่งเสริมให้คนใช้สมองกันหรอก แต่มันจะเป็นการฝึกฝนเรียนรู้ศิลปะการเดินตามตูดผู้นำมากกว่า แล้วก็ใช้ชีวิตไปวันๆ ตามนโยบายที่ได้รับเหมือนกับวัวควายที่เขาเลี้ยงไว้คอยฟังคำสั่งเจ้าของนั่นแหละ
มาถึงตรงนี้ก็นึกถึงสื่อมวลชนบางสาขาพยายามสนับสนุนให้มีการช่วยเหลือเด็กที่ยากจนแต่มีความมานะพยายาม ขยันอดทนและที่สำคัญก็คือรู้สำนึกในบุญคุณของบุพการี แต่รายการเหล่านี้ก็นำเสนอเพียงเสี้ยวเวลาเท่านั้น
ขณะที่เวลาส่วนใหญ่ถูกผลาญให้หมดไปกับความไร้สาระของคนมีเงิน เช่น การถ่ายทอดสดการแข่งขันกอล์ฟ ที่ทั้งประเทศมีคนดูอยู่ไม่เกิน 500 คน แต่พอจะหลบไปดูอีกสถานีก็ดันไปเจอรายการสอนทำกับข้าวที่หมาในบ้านยังไม่อยากจะดู อีกสถานีก็ยังอยู่ระหว่างการโฆษณาบ้าเลือดไม่หยุดหย่อน อีกสถานีก็มีมิวสิควิดีโอ โฆษณาขายเทป อีกสถานีก็ละครน้ำเน่าร้องให้กันระงมทั้งในจอนอกจอ
เพราะนางเอกซื่อบื้อถูกนางร้ายแย่งเอาผัวไปผสมพันธุ์ อีกช่องก็มีข่าวพอจะนั่งดูมันก็กลายเป็นฝ่ายขวาจัดไปซะอีก เลยต้องเปลี่ยนใจปิดมันซะเลย
สื่อมวลชนจึงเป็นสื่อสำคัญในการปลูกฝังความไร้สาระให้กับชีวิตของผู้คนยุคนี้
อย่าไปหวังในความเปลี่ยนแปลงด้านดีถ้าโลกนี้ยังต้องอาศัยเงินเป็นปัจจัยในการดำเนินกิจการ
ความไร้สาระสามารถจ่ายเงินซื้อเวลาได้อย่างแน่นอน เพราะหวังในยอดขายสินค้าเฮงซวยที่มีอยู่
ถ้าโฆษณากรอกหูกรอกตาทุกวันเดี๋ยวมันก็ขายได้เองแหละ
ถ้าอยากจะทำรายการเพื่อประชาชน ... ก็หาเงินมาซื้อเวลาซิ
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
วันก่อนไปงานแจกข้าวของคนในหมู่บ้านได้รับรู้และได้ยินเรื่องราวต่างๆ มากมายจากชาวบ้าน
เรื่องแรก .. เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้ว ครบรอบปีบ้าง ครบ สิบสองปีบ้าง หกปีกว่าๆ บ้าง สรุปแล้วก็คือจัดขึ้นวันไหนเดือนไหนปีไหน ก็แล้วแต่ผู้จัดจะเห็นสมควร(โดยมีทุนทรัพย์มาเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดวันจัดงาน)
จุดประสงค์หลักคือการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
จุดประสงค์แฝงก็คือเป็นการวัดค่านิยมและบารมีของตนเองว่ายังมีญาติมิตรเพื่อนพ้องเหลืออยู่มากน้อยเท่าใด?
ดังนั้น การจัดงานจึงเน้นหนักไปในเรื่องการต้อนรับแขกเหรื่อว่าต้องสมบูรณ์ อิ่มหนำถ้วนหน้าและมีบางรายที่หนีบกลับไปฝากคนที่บ้านด้วย ระหว่างรับประทานอาหารเคล้าสุราก็จะต้องมีดนตรีพื้นบ้านมากระตุ้นอารมณ์ให้คึกคักไปด้วย ที่เหมาะสมที่สุดคือลำซิ่งนั่นเอง มีเด็กสาวรุ่นๆ อายุบางคนไม่ถึง 10 ขวบด้วยซ้ำไปมาเต้นเด้งหน้าเด้งหลังปลุกสันดานดิบของผู้ชาย ซึ่งพอดึกๆ หน่อยก็จะมีเด็กวัยรุ่นที่แอบไปดวดเหล้ามาแล้วเข้ามาร่วมแจมด้วยพร้อมกับลีลาการเต้นกวนส้นเท้าพวกพ้องจากแหล่งอื่น
จากนั้นก็จะจบลงด้วยการชกต่อยทุบตีกันพอเป็นกระสายหรือบางครั้งก็ได้เลือด บางหนก็ได้เก็บศพ เรื่องนี้เป็นปกติวิสัยของงาน
จากการสอบถามมาพบว่างานประเภทนี้เกือบทุกงานใช้งบประมาณนับแสนบาท อย่างต่ำสุดก็ หกเจ็ดหมื่นบาท
ถ้าผู้ที่ตายไปแล้วมีฐานะหน่อย อาจจะเป็นอดีตกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต.และคนจัดงานก็ไม่ใช่ชาวบ้านพื้นๆ งบประมาณจะทะลุไปถึง 3 - 6 แสนบาท
นี่คือความจริง
งานที่ไปมาครั้งนี้เป็นงานเล็กๆ ฐานะค่อนไปทางยากจน ต้องอาศัยเงินเลี้ยงชีพจาก ลูกเขย ลูกสะไภ้ ลูกสาว ลูกชาย ที่มีอาชีพรับจ้าง แต่พอผู้อาวุโสต้องการจะจัดงานลูกทุกคนก็ต้องดิ้นรนหาเงินมาสมทบรวมกันสนองความต้องการ
อาจจะมาจากเงินเก็บออมเพื่อการศึกษาบุตร
อาจจะเป็นเงินที่เก็บออมไว้ซื้อที่ดินปลูกบ้าน
อาจจะต้องไปกู้ยืมมาโดยเสียดอกเบี้ยรายเดือนในราคาสูงลิ่ว
เงินทั้งหมดรวมแล้วไม่ต่ำกว่าหกหมื่นบาทถูกละลายหายไปในโต๊ะอาหารกับเสียงเพลงในวันนั้นและยาวต่อเนื่องไปตลอดคืนนั้น
บอกตรงๆ ว่านึกภาพไม่ออกว่า คนที่ล่วงลับไปแล้วหลายสิบปีหรือหลายปีมาแล้ว จะมาร่วมวงนั่งกินเหล้าอยู่มุมไหน? และมานั่งดูดนตรีกันตรงไหน? และมีโอกาสโดนลูกหลงจากการวิวาทหรือเปล่า?
ไม่มีคำตอบจากคำถามนี้แน่นอน
ทำไมไม่ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ท่านเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่ เคยมีญาติพี่น้องคนไหนมาเอาใจใส่เหลียวแล หาเงินทองมาจุนเจือช่วยเหลือ หาหยูกยามารักษายามเจ็บไข้ ให้เงินทองไว้ใช้จ่ายยามขัดสน
เปล่าเลยทั้งนั้น
ยามมีชีวิตอยู่ญาติพี่น้องมักจะไม่สนใจใยดีต่อญาติผู้ใหญ่ที่ยากจน ขาดอำนาจบารมี ไม่มีใครอยากมาข้องแวะให้เปลืองตัว เปลืองเงินทอง ทำเป็นเหมือนไม่รู้จัก ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ว่าต้องทำมาหากินเลี้ยงลูกหลานไม่มีเวลามาดูแลคนอื่น ทั้งที่เป็นญาติร่วมสายโลหิต บางคนเป็นพี่น้อง บางคนเป็นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เป็นบรรพบุรุษที่ตนเองควรบำรุงรักษาอุ้มชูไว้
ไม่ใช่มานึกถึงเฉพาะในตอนตายไปแล้วและมาทำบุญเพื่อรำลึกถึงแบบจอมปลอมเพื่อรักษาหน้าตาของตนเองไว้เท่านั้น
ชีวิตในชนบทยังคงดำเนินไปกับความสิ้นเปลืองที่ไร้เหตุผลตามหลักความเป็นจริง
แต่เป็นการสิ้นเปลืองด้วยเหตุผลที่อ้างว่าเพราะประเพณีแบบธรรมเนียมของท้องถิ่น
ที่มุ่งถึงการดื่มกินหาความสำราญแบบไม่มีเหตุผล ไม่มีฤดูกาล
โดยอ้างญาติที่ล่วงลับไปแล้วเป็นบันไดไต่ไปสู่ความหายนะในที่สุด
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
วันเวลาที่ผ่านไปในช่วงนี้หมดไปกับอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนมาก
เหตุผลก็เพราะเกิดมาก่อนวิวัฒนาการสมัยใหม่จึงจำเป็นที่จะต้องวิ่งกวดตามให้ทันเทคโนโลยีเพื่อหวังผลประการเดียวคือ การติดตามสืบค้นข้อมูลข่าวสารที่ถูกบิดเบือนตามกาลเวลา ระบบการสื่อสารแบบใหม่เปิดทางให้กับการหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสารจากหลากหลายเส้นทาง ทำให้มีโอกาสได้พิจารณา กลั่นกรอง ตรวจสอบและตกลงใจว่า
ข่าวสารที่มีมาก่อนหน้านั้น ถูกต้องแล้วหรือไม่?
มีการเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนไปในประเด็นใด?
ผลที่เกิดตามมาเป็นอย่างไร?
สิ่งหนึ่งที่ได้รับรู้มาจากสื่อประเภทนี้ก็คือ ความมุ่งมาดปราถนาของรัฐบาลทุกประเทศในโลกนี้
ต้องการมีอิทธิพล มีความโดดเด่น เป็นชาติมหาอำนาจ
ไม่เว้นแม้แต่ประเทศกระจอกงอกง่อย
ที่รัฐบาลซึ่งหลุดเข้ามาบริหารประเทศจะประกาศตนอย่างองอาจห้าวหาญว่า จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเทียบทันอารยะประเทศ โดยลืมนึกไปว่าประเทศชาติที่ตนเข้ามารับผิดชอบนำทางนั้น ประกอบไปด้วยปัจจัยหลายประการ
ปัจจัยสำคัญก็คือ ประชากรส่วนมากของประเทศไม่ได้หลงไหลได้ปลื้มไปกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตามที่รัฐบาลมุ่งหวัง เพราะประชาชนเกือบทั้งประเทศไม่ได้ประกอบธุรกิจติดต่อการค้ากับชาวโลก แต่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้เวลาของชีวิตหมดไปกับการดิ้นรนปากกัดตีนถีบหาข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงชีวิตของตนและครอบครัวเท่านั้น แต่การเจริญเติบโตทางธุรกิจนั้นสร้างความร่ำรวยให้กับคนบางคนที่ประกอบธุรกิจและทั้งหมดนั้นเป็นคนที่ร่ำรวยอยู่ก่อนแล้ว
จะเห็นได้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยากจนลง
รัฐบาลมุ่งหวังให้ประชาชนได้มีการจับจ่ายใช้เงินเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของส่วนรวม
แต่รัฐบาลโง่พอที่จะไม่รู้ว่า การที่ประชาชนต้องนำเงินที่ควรเก็บไว้ซื้อหาอาหารในวันข้างหน้า แต่กลับนำเงินนั้นมาใช้จ่ายซื้อรถยนต์ ซื้อโทรศัพท์มือถือ ซื้อบ้านจัดสรร ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย นั่นเป็นวิธีที่ถูกที่ควรแล้วหรือ?
สินค้าที่ถูกซื้อหาไม่ได้มีส่วนทำให้ประชาชนที่ซื้อไปร่ำรวยขึ้นมาได้แน่นอน
แต่คนร่ำรวยก็คือเจ้าของธุรกิจเหล่านั้นต่างหาก
รัฐบาลหวังผลเพียงภาษีอากรที่จะได้จากการค้าเท่านั้นเอง
ไม่ได้มีความเป็นห่วงประชาชนที่ใช้เงินนั้นไปว่าวันข้างหน้ามันจะมีเงินซื้อข้าวกินหรือเปล่า?
มันดูจะเป็นหลักเศรษฐศาสตร์สากลระหว่างประเทศที่ทุกประเทศพยายามก้าวเข้าไปผูกมัดตัวเองไว้กับมัน
โดยไม่เคยเหลียวหลังมามองดูผู้คนในประเทศของตน
ว่ามันจะอยู่กันอย่างไร?
กับความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อแลกกับความยากจนสิ้นหนทางของประชาชนส่วนใหญ่
ที่ใช้ชีวิตเลื่อนลอยไปกับ วัตถุ
ยกให้วัตถุมีคุณค่าสูงสุดต่อชีวิต
ลืมคุณค่าของจิตใจและสำนึกที่ดีต่อผู้คน
ลืมคำสอนของนักปราชญ์โบราณ ที่เคยสั่งสอนสั่งสมมานานนับศตวรรษ
หันมารับฟังการปลุกเร้าของบรรดานายทุน นักธุรกิจ นักวิชาการ ที่เชิดชูวัตถุ
.............
"...ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันคงจะอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งอยู่ในความสงบและตั้งหน้าหากิน อย่าทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริย์” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า"
ข้อความข้างบนนี้เป็นวรรคสุดท้ายของประกาศคณะราษฎร เมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ อันถือได้ว่าเป็นการประกาศแนวนโยบายการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดแรกในประเทศไทย อ่านๆ ดูแล้วยังกับประกาศโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยช่วงต้นๆ ของ พ.ศ. 2500
เวลาผ่านไปเกือบร้อยปี แนวนโยบายในการบริหารประเทศกล้าประกาศตนในการนำระบบเศรษฐกิจมานำทางในการบริหารประเทศมากกว่าความห่วงใยวิถีชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่
...........
ถึงเวลานี้ก็ยังมุ่งหวังให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาในแนวทางที่ถูกต้อง
การปลูกฝังความสำนึกในหน้าที่ต่อบ้านเมือง และเพิ่มพูนจริยธรรมให้กับความเป็นคน
หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางด้านจิตใจมากกว่าวัตถุ
เผื่อประเทศชาติวันข้างหน้าจะได้มีคนเห็นแก่ตัวน้อยลงกว่านี้
ฝันไว้อย่างนั้นนะ.....

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -