บทความยอดนิยม

Archive for มีนาคม 2009

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
พอมีเวลาเป็นของตัวเองบ้างเล็กน้อย ความคิดก็มักจะไหลเลื่อนไปตามกระแสของอารมณ์ในขณะนั้น ซึ่งเหมือนกับในขณะนี้เมื่อได้รับฟังข่าวสารมาเข้าหูเพียงไม่กี่ประโยคก็ฉุดความคิดให้ไหลไปเรื่อยๆ
บอกได้เลยว่าไม่เคยห้ามความคิดของตนเองแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นจึงไม่ต้องการให้ใครมาห้ามความคิดของเราเองเช่นกัน เพราะนี่เป็นสิทธิที่แท้จริงเพียงอย่างเดียวที่เรายังมีอยู่เป็นของตนเองและไม่มีใครมาบงการได้อย่างแน่นอน โดยที่ไม่ผิดกฎหมายฉบับใดทั้งสิ้น
เรื่องที่ว่าคือเรื่อง รัฐ หรือ ประเทศ ที่เป็นสาเหตุแห่งความวุ่นวายอยู่ทั่วไปเพราะมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเป็นตัวกำกับการกระทำของผู้คน มีผู้ให้คำนิยามเกี่ยวกับองค์ประกอบหลากหลายของ รัฐ ไว้มากมาย เช่น
1. จะต้องมีคน (แน่นอนล่ะ ถ้าไม่มีคนแล้วจะไปตั้งประเทศหาพระแสงอะไรล่ะ) ซึ่งประชาชนที่อาศัยอยู่จะมีมากน้อยเพียงไร ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ถ้ามีมาก ประเทศนั้นก็จะมั่นคงในเรื่องอำนาจการต่อรอง การทุบตีเพื่อนบ้านตามสมัยนิยม(อันนี้คิดเอาเองตามสถานการณ์)และที่สำคัญก็คือ คนในประเทศนั้นควรจะเป็นพวกเดียวกันเอง(ยิ่งถ้ามีแต่ครอบครัวหรือตระกูลของตนเองหรือมีโคตรของลูกสมุนรวมมาด้วยก็ยิ่งประเสริฐเลิศล้ำ) พูดภาษาเดียวกัน(แปลว่าพูดภาษาคนกันรู้เรื่อง)นับถือศาสนาเดียวกัน (แปลว่าอาจจะไม่นับถือศาสนาใดเลย)
2. มีแผ่นดินที่ครอบครองมั่นคงมีขอบเขตแน่นอน (ไม่ใช่เปิดแผนที่แล้วชี้ๆ เอาว่าอยู่ตรงนี้ตรงนั้น ซึ่งมันจะไปทับหลังคาบ้านใคร ข้าไม่รับรู้ทั้งสิ้น)มันจะมีอยู่แค่คืบแค่ศอก ถ้าเป็นของเราก็ถือว่าเป็นดินแดนของเราแน่นอน(แต่ถ้าจะให้ดีควรจะกว้างเกิน 1 ศอกแล้วก็ยาวเกินหัวสักเล็กน้อย เวลานอนลงไปใต้ดินมันจะได้ไม่อึดอัด)
3. มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง หมายความว่ามีผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการดำเนินกิจการของประเทศ อาจจะตั้งตัวเป็นพระเจ้า หรือประธานประเทศ หรือ ท่านเหนือฟ้าอะไรก็ช่างเถอะ
4. บางตำราท่านว่าต้องมีรัฐบาลเป็นของตนเอง ซึ่งอันนี้บอกตรงๆ ว่า ถ้ามีข้อที่ 3. แล้ว มองไม่เห็นความจำเป็นเท่าไหร่ เพราะเท่าที่เห็นผ่านมาหลายยุคหลายสมัยของบางประเทศ มันวุ่นวายก็เพราะแย่งกันเป็น รัฐบาลนี่แหละ พออีกฝ่ายขึ้นมีอำนาจ อีกฝ่ายก็โจมตีแบบไม่ลืมหูลืมตาทุกวิถีทาง พอตัวเองได้เป็นบ้างก็จะถูกอีกฝ่ายถล่มกลับคืนมาบ้าง ผลก็คือ ประชาชนตาเหลืองๆ พากันอดตายหรือไม่ก็ฆ่าตัวตายกว่าค่อนประเทศเพราะความช้ำใจ
5. บางแนวทางก็จะมีเรื่องระบบเศรษฐกิจเข้ามาเป็นตัวกำกับคำว่า รัฐ อีกด้วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ยึดกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสำคัญ อันถือได้ว่ามีความสำคัญสูงเหมือนกันสำหรับโลกยุคปัจจุบัน ที่จะต้องเกาะแข้งเกาะขาประเทศใหญ่ๆ เอาไว้เป็นเกราะกำบังกันสุนัขกัดหน้าแข้ง
แต่สรุปก็คือ การทะเลาะเบาะแว้งที่กำลังเกิดขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเชิดชูความเป็นเทวดาของตัวบุคคลหลายๆ คน ขึ้นมาเปรียบเทียบ แข่งขัน เพื่อชิงคะแนนนิยมจากประชาชนเป็นวิถีทางประชาธิปไตยที่เฮงซวยที่สุดเท่าที่เคยประสบมา เพราะการทำสงครามครั้งนี้มีประชาชนและประเทศชาติเป็นเหยื่ออย่างสมบูรณ์ ไม่ได้เป็นแค่เดิมพันอย่างที่คาดคิดเท่านั้น
ไม่ว่าผลของการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้จะออกมาอย่างไร ประเทศชาติและประชาชนก็จะประสบกับความพินาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อนี้สรุปจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเนื่องจากการแบ่งฝ่ายของประชาชนจากการชักจูงอย่างไม่มีความเป็นคนของประเทศนี้ที่แท้จริง
ไม่มีใครสามารถอ้างได้ว่ามีความรักประเทศนี้มากล้นรำพันเหนือกว่าผู้อื่น
และก็ไม่มีใครจะไปสามารถอวดรู้ได้ว่า คนที่อ้างว่าออกมาทำเพื่อชาตินั้น มันทำเพื่อชาติของมันหรือชาติของใครหรือเพื่ออะไรกันแน่
เทวดายังไม่กล้าฟันธงเลย เชื่อเหอะ
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
สถาบัน ...
หัวข้อที่กล่าวถึงในวันนี้ ไม่ใช่สถาบันทางการเมืองที่มักกล่าวถึงกันในวงการวิชาการ
แต่เป็น สถาบัน ที่ชาวบ้านทั่วไปพากันกล่าวถึงจนติดปากติดลึกในความรู้สึกและความคาดคะเน
นั่นคือ สถาบันทางการศึกษา
ทุกชีวิตที่มีวิถีทางของชีวิตเป็นปกติสามัญจะต้องผ่านการย่างก้าวเข้าสู่สถาบันมาแล้ว
ได้เป็นศิษย์เก่าของสถาบันใดก็ตามมาแล้วมากกว่า 1 สถาบัน
บางคนอาจมากถึงกว่า 10 สถาบัน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติสามัญ
แต่ที่ต้องการกล่าวถึงก็คือ การนำความรู้สึกส่วนตัวมาผูกพันร่วมกับความเป็นสถาบันที่ตนเคยผ่านมา
การนำเอาสถาบันมาเป็นตัวแบ่งความเป็นมนุษย์ปกติสามัญทั่วไป กับความเป็นคนของสถาบัน
ให้มีความแตกต่างกัน
สถาบัน .. ในปัจจุบันเป็นตัวแบ่งแยกความดีงามของจริยธรรมและความถูกต้องตามคุณธรรม ออกจากความเป็นจริง
แต่กลับเชิดชูความเป็นคนของสถาบันให้อยู่เหนือเหตุผลและความถูกต้อง
มีการปกป้องคุ้มครองคนไม่ดีที่เคยอยู่ในสถาบัน
โดยกล่าวอ้างถึงคุณค่าของสถาบันว่ามีศักดิ์ศรี เหนือกว่าความเป็นจริงของสังคมคนทั่วไป
สังคมเราทุกวันนี้ก็ยิ่งเป็นตัวช่วยเผยแพร่ความคิดความงมงายเรื่องสถาบัน
พยายามส่งเสริมผลักดันบุตรหลานให้ได้เข้ารับการศึกษาในสถาบันที่มีชื่อเสียง
ในสถาบันที่ผู้เป็นใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนเคยผ่านมา
การจะเข้าสถาบันเหล่านั้นก็ต้องสิ้นเปลืองทั้งกำลังทรัพย์ กำลังกายในการฝากฝัง
แต่ใช่ว่าทุกคนจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือผู้มีอำนาจเหนือแผ่นดินได้
คนที่ร่ำเรียนศึกษามาด้วยกำลังทรัพย์ ไม่ใช่ว่าจะฉลาดล้ำเลิศเหนือผู้อื่นไปเสียทุกคน
คนที่จะอยู่เหนือผู้อื่นต้องอาศัยปัจจัยมากมายกว่านั้น
แต่ต้องยอมรับความจริงที่ว่า สถาบัน เป็นบันไดขั้นหนึ่งของอำนาจในอนาคตนั้น
ความเป็นสถาบัน สามารถปัดเป่าเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้มากมายหลายเรื่อง
ความรักหมู่เหล่า ความสามัคคีของคนในสถาบัน สามารถปกป้องคนของตนให้พลิกผันอนาคตได้มากมายหลายเรื่อง
คนชั่วร้ายมากหน้า จึงอาศัย สถาบัน เป็นแหล่งเพาะตัวขยายความสัมพันธ์กับผู้คนมากหน้า หลายระดับ
เพื่ออาศัยเป็นเกราะกำบังกายในภายภาคหน้า เมื่อความชั่วที่มีอยู่ในสันดานถูกชาวประชาพบเห็น
ระบบอุปถัมภ์ ยังคงอยู่คู่สังคมไทย
ระบบคุณธรรม เป็นเพียงคำที่มีความหมายโก้หรูและติดปากผู้เป็นใหญ่ในบ้านเมืองทุกยุคทุกสมัย
ลืมไปว่า คำพูดนั้นเมื่อถ่มน้ำลายลงดินแล้ว มันไม่ได้ไหลลงไปด้วยกันกับน้ำลาย
คำพูดจะยังคงดังอยู่ก้องในหูของชาวประชา
เพียงแต่จำไม่ได้หรอกว่า ท่านพูดอะไรไว้บ้าง เพราะมันมากมายพร่ำเพ้อจนจำไม่หวาดไม่ไหว
แต่โปรดระลึกไว้ว่า
1 ในความชั่วร้ายของระบบคุณธรรมคือ ความยึดมั่นผุกพันในสถาบันของท่านนั่นเอง

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -