บทความยอดนิยม

Archive for กุมภาพันธ์ 2009

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
การใช้ชีวิตอยู่ในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ เป็นภาพที่คาดได้ถึงความสงบสุข ความอบอุ่น มีน้ำใจของชาวบ้าน
แต่นั่นเป็นอดีตไปแล้ว มันผ่านไปพร้อมกับวิวัฒนาการของโลก
วันก่อนได้เห็นการทะเลาะวิวาทของชาวบ้าน ด้วยเรื่องปกติธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง
จากนั้นก็ลุกลามไปเมื่อมีญาติพี่น้องเข้ามาร่วมวงและเพิ่มความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น
บรรดาญาติของแต่ละฝ่ายก็ทวีจำนวนมากขึ้น จากเรื่องธรรมดากลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
จนเกือบจะกลายเป็นการตัดสินกันด้วยอาวุธ ซึ่งแม้จะมี เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำหมู่บ้านมาห้ามปรามก็ตาม
ก็ไม่อาจยุติความขัดแย้งนั้นลงได้
แต่ก็มีผู้มาไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทสงบลงในที่สุด
วงสนทนาของแต่ละฝ่ายยังคงไม่เลิกรา
คำๆ หนึ่งที่ได้ยินมากับหูในระหว่างที่เกิดเรื่องวุ่นวาย คือ
.... ญาติพี่น้องเรามากมาย มันทำอะไรเราไม่ได้หรอก .....
รู้สึกสะดุดอยู่ในใจว่า แม้แต่ในชนบทก็ยังมีความคิดเป็นของตนเอง
ความคิดที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตยในบ้านเมืองเรา
ความยืดมั่นต่อ กฎหมู่ และคนหมู่มาก ว่าต้องอยู่เหนือเหตุผลทั้งปวง
และนี่คือ แนวคิดที่สร้างความวุ่นวายให้กิดขึ้นกับโลกใบนี้มาโดยตลอด
กฎหมู่นั้น มีอำนาจเหนือกฎหมายมาช้านานแล้ว
กฎหมายไม่สามารถกล้ำกรายเข้าไปใกล้บรรดาผู้คนที่ยึดกฎหมู่เป็นที่พึ่ง
แม้ว่าคนหมู่นั้นจะกระทำผิดกฎหมายก็ตาม
เหตุผลก็เป็นเพราะ
กฎหมายที่บัญญัติออกมาและมีผลบังคับใช้นั้น ถูกต้อง เหมาะสมและสมควรแล้วหรือไม่?
กฎหมายที่บัญญัติออกมาและมีผลบังคับใช้นั้น ขัอต่อผลประโยชน์ของผู้ใดหรือกลุ่มบุคคลใดหรือไม่?
กฎหมายที่บัญญัติออกมาและมีผลบังคับใช้นั้น เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใดหรือกลุ่มบุคคลใดหรือไม่?
กฎหมายนั้นเกิดขึ้นเพราะ มติของสังคม?
กฎหมู่เกิดขึ้นเพราะ มติของหมู่ชน?
ใครจะเป็นผู้พิจารณาความชอบธรรมของสิ่งที่เกิดขึ้น?
ใครจะเป็นผู้แยกแยะระหว่างความถูกต้องและความไม่ถูกต้อง?
คำตอบ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ
เพราะไม่เคยมีใครคิดจะค้นหาคำตอบเหล่านี้
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
มีอยู่เรื่องหนึ่งที่พยายามทำอยู่อย่างจริงจัง ก็คือการหลีกลี้หนีให้ห่างจากข่าวสารจากทางหนังสือพิมพ์ จากทางวิทยุโทรทัศน์ หรือจากการสื่อสารที่ถ่ายทอดออกไปสู่ประชาชนจากองค์กรสื่อสารมวลชน เพราะภัยที่ร้ายแรงบางเรื่องนั้นมีที่มาจากการรับรู้ข่าวสารของประชาชนเอง
คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าในศตวรรษนี้ องค์กรที่มีบทบาทอย่างสูงในการชี้นำทางความคิดของประชาชนคือ องค์กรสื่อสารมวลชน
คงจะต้องลืมไปได้แล้วว่าองค์กรที่มีบทบาทในการชี้นำแนวทางการเมืองการปกครองในบ้านเราเป็น ทหาร
และก็ต้องไม่หลงไประแวงสงสัยข้าราชการชั้นสูงที่เป็นข้าราชการประจำอีกต่อไป
ความน่ากลัวและทิศทางของการเมืองการปกครองในศตวรรษนี้ ควรจะต้องมองไปยังบทบาทของ นักการเมือง(ของคนที่อ้างว่าเป็นโดยอาชีพ)มองไปยังบทบาทของนักธุรกิจระดับใหญ่ และที่สำคัญที่จะลืมไปไม่ได้ บทบาทและแนวทางการดำเนินการขององค์กรสื่อสารมวลชนว่ามีอิสระเพียงใดต่อการนำเสนอข่าวสารที่มปากว่าจะไม่เอนโอนไปตามกระแสของสังคมหรือกระแสของธุรกิจที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงอยู่ของอาชีพนักธุรกิจด้านการสื่อสาร
ทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง อย่ามองข้ามองค์กรสื่อสารมวลชน
ทุกความเคลื่อนไหวทางการเมือง อย่ามองข้ามองค์กรนี้เช่นกัน
ยิ่งเปิดช่องทางให้เป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐบาลมากเท่าไหร่ ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้นักธุรกิจได้เข้ามาครอบงำแทนที่และแสวงหาผลประโยชน์อย่างเป็นกอบเป็นกำและมั่นคง ปลอดภัยจากการถูกเปิดโปง เพราะเข้ามาควบคุมธุรกิจสื่อสารมวลชนโดยสมบูรณ์ได้แล้วในที่สุด ปิดปาก ป้องกันการเปิดโปง ควบคุมกำกับดูแลการนำเสนอข่าว บิดเบือนข้อเท็จจริง
นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในบ้านเมืองเรา
ทรราชย์ ... ไม่เคยขาดหายไปจากโลกนี้
ทรราชย์ ... ย่อมมีการสืบทอดอำนาจอย่างต่อเนื่อง
เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น
ขอให้ความคิดนี้เป็นเพียงความฝันของคนขาดสติคนหนึ่ง
เพื่อวิญญานของนักสื่อสารมวลชนที่แท้จริงในอดีตจะได้ไม่ต้องมาเสียน้ำตาให้กับลูกหลานที่เผาผลาญความเสรีจนหมดสิ้นไปกับ อำนาจและเงินตรา

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -