บทความยอดนิยม

Archive for มกราคม 2009

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
วันนี้ไปอ่านหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งมาหลังจากที่ห่างเหินการเหลือบแลมานานนับปีเพราะเบื่อหน่าย แต่เมื่อมาหยิบอ่านวันนี้ก็พบว่ามีการพัฒนาการขึ้นมากแล้ว เป็นพัฒนาการในทางที่เลวร้ายลงไปมากกว่าเมื่อก่อนหลายเท่าทวีคูณ
ใครจะแย้งก็ช่างเถอะ แต่ควรจะยอมรับความจริงบ้างว่าไม่มีความเป็นกลางในทางการเมืองซึ่งแทรกแซงลึกเข้าไปทั่วทุกวงการเป็นการวางหมากกลให้ซึมลึกลงไปในทุกหย่อมหญ้าของแผ่นดินเพื่อปูทางให้กับแนวความคิดตามแนวทางของกลุ่มผลประโยชน์ที่กำหนดไว้อย่างแยบยลและ
ไม่มีทางที่จะเยียวยาแก้ไขได้ในศตวรรษนี้
นักธุรกิจเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์รายวันหลายท่านเป็นนักการเมืองโดยอาชีพ แต่กำกับควบคุมกิจการหนังสือพิมพ์อย่างลับๆ อาจจะด้วยการเป็นหุ้นส่วนใหญ่ที่ถือหุ้นไว้มากกว่าครึ่ง มีบทบาทในการชี้นำวิถีทางในการนำเสนอข่าว การสร้างกระแสปลุกระดมความคิดของประชาชนที่อ่านข้อมูลข่าวสาร การสร้างความน่าเชื่อถือให้กับข่าวที่สร้างขึ้นมาเองเพื่อวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง
และนึกถึงแต่ผลประโยชน์ที่ต้องการได้รับจนลืมนึกถึงความเป็นประเทศชาติที่ควรหวงแหนและรักษาไว้ ไม่ว่าจะเป็นความสามัคคีภายในชาติ ความมั่นคงภายในชาติและคนไทยทุกคนที่มีส่วนในการเป็นเจ้าของประเทศเช่นกัน
ก่อนนั้นพาดหัวข่าวเป็นเพียงการสร้างความเร้าใจในการขายโดยหวังเพียงทรัพย์สินเท่านั้น
แต่ในยุคปัจจุบันพาดหัวข่าวเป็นการสร้างความเบี่ยงเบนทางการเมือง เป็นการปลุกเร้าความรู้สึกบางอย่างของประชาชน บางครั้งก็สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนโดยไม่ต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นความจริง เป็นการนำเสนอข่าวเพียงด้านเดียวโดยไม่ต้องมีการวิเคราะห์ทั้งสองด้าน บางครั้งก็วิจารณ์ในเรื่องต่างๆ โดยใช้ความคิดของตัวเองเป็นตัวตั้งและมีความเชื่อมั่นว่าตนเองนั้นคิดถูกต้อง(แม้ว่าจะผิดพลาดไปก็ไม่เคยสนใจจะย้อนกลับมาสำนึกผิดแต่อย่างใด)
ผลประโยชน์นั้นก้าวลึกลงไปในระบบอย่างหมดทางแก้
เช่นเดียวกับการคอรัปชั่นในระบบราชการที่มีการปลูกฝังกันมารุ่นต่อรุ่น ในทุกระบบงาน ในทุกระดับชั้นลดหลั่นกันไป
และถูกถ่ายเทเข้าไปสู่ระบบการเมืองให้มีการคอรัปชั่นเชิงนโยบายที่มีความรัดกุมแต่กล้าหาญชาญชัยที่จะกินคำโตมากกว่าที่ระบบราชการทำได้
แล้วทำไมวงการหนังสือพิมพ์จะมีบ้างไม่ได้กับการเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องเหล่านี้ ในเมื่อมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเป็นหัวใจ
ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายคนยังคงเคยชินกับการทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่เดินตีนไม่ติดดิน จนถึงขั้นเหยียบดินไม่เป็น โดยมีผู้ใต้บังคับบัญชาบางคนที่คอยยกประคองอุ้งเท้าไว้เพียงมุ่งหวังผลตอบแทนบางอย่าง
วันเวลาผ่านไป แต่ใจคนบางคนไม่เคยเปลี่ยน
และยังถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน
เหมือนกับเป็นวัฒนธรรมที่ดีของผู้คนในบ้านเมืองนี้
การได้ยืนอยู่เหนือผู้อื่นเป็นสิ่งที่สร้างความชอบธรรมให้กับสังคมทุกวันนี้
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ต้องขอทำความเข้าใจกับท่านที่บังเอิญเปิดบล็อคนี้ขึ้นมาและก็บังเอิญอ่านทุกข้อเขียนว่า ท่านอาจจะมองเห็นความขัดแย้งกันเองของข้อเขียนเหล่านี้และก็ต้องคิดออกเองว่าผู้เขียนน่าจะไม่สมประกอบทางความคิดเพราะสับสนวกวนทางการแสดงออก
ขอยอมรับในความสับสนนี้ว่าเป็นไปตามธรรมชาติของความคิดคน ซึ่งไม่ปฏิเสธในเรื่องนี้แต่ขอชี้แจงว่าในการเขียนนั้นไม่เคยหันกลับไปอ่านข้อเขียนเดิมแม้แต่น้อย ทุกอย่างเป็นไปตามความคิดที่เกิดขึ้นมาในขณะที่ดำเนินการเขียนข้อความอยู่วินาทีต่อวินาที ความคิดนี้จึงมีการผันแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและอารมณ์
คิดอยู่เหมือนกันว่าอีกซัก 4-5 ปี ถ้าไม่ตายก่อนจะย้อนกลับไปอ่านข้อเขียนของตัวเองซักครั้ง แต่ก็เป็นเพียงความคิดเหมือนกันเพราะไม่อยากจะย้อนกลับไปแก้ไขอะไรก็ตามที่เปิดเผยออกไปสู่สาธารณชนแล้ว การที่จะไปเสียใจในความผิดพลาดกับเรื่องอดีตเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะทำที่สุดของคน
ช่วงเวลาที่สำคัญคือการลงมือทำหลังจากที่ผ่านการตัดสินใจอย่างถี่ถ้วน นั่นคือความถูกต้อง
ผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเป็นเรื่องที่ควรจะอยู่ในความคาดคิดแล้วและจะต้องยอมรับผลที่เกิดตามมา
ดังนั้น ไม่มีคำว่าผิดพลาดในแง่ของความเป็นจริงของการตัดสินใจของตัวเอง
ทุกอย่างเป็นเพราะการตัดสินใจหรือเพราะสันดานของคน นั่นเป็นคำถามที่แท้จริง
บอกตรงๆ ว่ารู้สึกดีใจที่ผ่านวันที 31 ธันวาคม มาได้อีกครั้ง
จนไม่อยากจะเขียนอะไรที่ก่อให้เกิดความบาดหมาง .. ในใจของตัวเอง
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ขอเรียนให้ทราบไว้ในที่นี้ว่า ข้อความทั้งหมดที่มีอยู่นั้น มิใช่บทความทางวิชาการและก็ไม่มีเจตนาจะให้เหมือนบทความทางวิชาการแต่อย่างใด และผู้เขียนก็ไม่ใช่นักวิชาการหรือใกล้เคียงนักวิชาการ ดังนั้นบรรดาข้อความทั้งหมดที่เห็นอยู่จึงเป็นเพียงความคิดของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียวและไม่มีความมุ่งหมายที่จะให้ใครผู้ใดมาเห็นคล้อยตามนี้ รวมถึงไม่มีความต้องการให้ผู้หนึ่งผู้ใดมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านต่อแนวความคิดของผู้เขียน เพราะความคิดนี้เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ผู้เขียนสามารถที่จะคิดได้อย่างมีอิสระ โดยไม่มีผู้ใดมาครอบงำความคิดอันเป็นสิทธิส่วนตัวนี้ได้ และผู้เขียนก็สามารถแสดงความคิดได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องการให้ผู้หนึ่งผู้ใดมาตัดสินว่าความคิดนี้ถูกหรือผิดเพราะมันเป็นความคิดของผู้เขียน ความถูกต้องหรือความไม่ถูกต้องในเรื่องต่างๆ ที่ผู้เขียนกล่าวถึงด้วยความคิดส่วนตัวย่อมเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่คนทุกคนมีสิทธิที่จะคิด โดยไม่ให้สิทธิต่อผู้อื่นเข้ามาแทรกแซงได้
แม้ว่าจะพยายามหันเหออกจากเรื่องของการเมืองเพราะเกิดความเบื่อหน่ายแต่ด้วยความที่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีสิทธิในความเป็นคนไทยอย่างสมบูรณ์ ย่อมอดไม่ได้ที่จะเหลียวมามองเป็นระยะด้วยความเป็นห่วงกับภาพลักษณ์ของ การเมือง ของนักการเมือง และของผู้ที่อาศัยการเมืองเป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีพ ทำให้ย้อนระลึกถึงภาพลักษณ์บางประการที่เคยพบเห็นมาในอดีต
- ลูกชาวนาก็ต้องเป็นชาวนา
- ลูกพ่อค้าก็ต้องเป็นพ่อค้า
- ลูกข้าราชการก็ต้องเป็นข้าราชการ
- ลูกคนรถไฟก็ต้องทำงานรถไฟ
- ลูกลิเกก็ต้องเป็นลิเก
- ลูกกำนันก็ต้องเป็นกำนัน
ฯ ล ฯ
นี่เป็นสัจธรรมในสมัยที่ยังไม่มีนักการเมืองอาชีพและดูเหมือนจะกลายเป็นวัฒนธรรมไปเสียแล้ว แต่มาถึงพุทธศักราชใหม่ในยุคปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เริ่มผันแปรไปเมื่อลูกชาวนากำลังเปลี่ยนไปรับราชการ ลูกข้าราชการหันมาเป็นพ่อค้า ลูกพ่อค้าหันกลับไปรับราชการ ลูกลิเกหันไปเป็นนักร้องอาชีพ ลูกกำนันกลายไปเป็นชาวนา ชาวไร่ ฯลฯ
แล้วทำไมเราจะต้องดึงวัฒนธรรมที่ไม่น่าชื่นชม ซึ่งกำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีให้หันกลับมาอยู่ในวงจรอุบาทว์อีกครั้งด้วยการสืบทอดอาชีพของบรรพบุรุษ ด้วยอาชีพที่กำลังเป็นแหล่งทำรายได้มหาศาลให้กับครอบครัวและวงศาคณาญาติ เป็นทางลัดในการขึ้นสู่อำนาจในรูปแบบต่างๆ นั่นคืออาชีพนักการเมือง ไม่ว่าต้นตระกูลจะก่อกำเนิดมาจากที่ใดแต่เมื่อมาถึงยุคนี้ ลูกหลานของนักการเมืองเหล่านี้รวมถึงบรรดาญาติมิตรต่างพากันหันเหเข้าสู่แวดวงการเมืองอย่างต่อเนื่องและทุ่มเท
เพราะเหตุผลใด? นั่นไม่ใช่คำถามที่ควรถาม เพราะคำตอบนั้นคือ เพื่อประเทศชาติ
คำตอบที่แท้จริงนั้นอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ เป็นจิตใจมนุษย์ที่รู้กันดีว่า ยากแท้หยั่งถึง
แต่ถ้ามองกันแบบโง่ๆ ก็จะเห็นว่าความมุ่งหมายที่แท้จริงนั้นมีเพียงสิ่งเดียว คือ ได้รับผลตอบแทนที่ควรค่าแก่ความพยายาม
- ผลตอบแทนที่มาในรูปของ ทรัพย์สิน
- ผลตอบแทนที่มาในรูปของ ชื่อเสียง
- ผลตอบแทนที่มาในรูปของ อำนาจ
มีเพื่อนพ้องหลายคนกำลังก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ด้วยการสั่งสมบารมีชื่อเสียงตามลำดับขั้นบันได ตามรูปแบบวิธีการมาตรฐานที่ทำกันอยู่ เพื่อก้าวขึ้นสู่จุดตั้งต้นของกระบวนการทางการเมือง เป็นเรื่องจริงที่หลายคนมีความปราถนาดีต่อบ้านเมืองต้องการก้าวเข้ามาสู่การเมืองโดยมีจุดมุ่งหมายชัดเจน มีความบริสุทธิ์ใจ มีความจริงใจ แต่บุคคลเหล่านี้ไม่มีใครก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดของความต้องการได้เลย
เหตุผลก็เพราะ
- ในวงการนี้มีแรงเสียดทานมากจนเกินกว่าที่จะรับไหว
- ในวงการนี้มีความก้าวร้าว รุนแรง มากจนไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้
- ในวงการนี้ไม่มีความจริงใจให้กับใครทั้งสิ้น แม้แต่ประชาชนที่เป็นผู้ลงคะแนน
- ทุกคนในวงการนี้มุ่งถึงผลประโยชน์ของตนเป็นลำดับแรก
มีผู้ใหญ่ที่เคยรับราชการและหันเหมาสู่แวดวงการเมืองด้วยเหตุผลที่ว่ายังคงมีไฟ มีความรู้ความสามาถที่จะช่วยเหลือบ้านเมืองได้ต่อไป แต่ในความเป็นจริงมีผู้ใหญ่สักกี่คนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่สมบูรณ์พร้อมเช่นนั้น เพราะส่วนมากแม้จะรับราชการอยู่ก็เต็มไปด้วยความผิดพลาดในชีวิตส่วนนั้น ทั้งการโกงกิน การเอารัดเอาเปรียบผู้ใต้บังคับบัญชา การขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้นำที่ได้มาเพราะการวิ่งเต้น การช่วยเหลือของผู้มีอำนาจ ฯลฯ
บุคคลเหล่านี้ขาดสำนึกในความเป็นคนที่แท้จริง ยังคงหลงมัวเมาอยู่ในอำนาจและชื่อเสียง ไม่สามารถมีชีวิตอยู่อย่างผู้สูงอายุทั่วไปได้ เป็นวิบากกรรมที่ยังคงต้องชดใช้ภายในชาตินี้
ขอบคุณสำหรับความหวังดีต่อประเทศชาติ
ประเทศชาติของเรายังคงมีเลือดให้สูบกินได้อีกนาน
แต่จะนานเพียงใด คงต้องรอดูกันต่อไป

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -