Breaking News
Loading...
วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วันเวลาที่ผ่านไปในช่วงนี้หมดไปกับอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนมาก
เหตุผลก็เพราะเกิดมาก่อนวิวัฒนาการสมัยใหม่จึงจำเป็นที่จะต้องวิ่งกวดตามให้ทันเทคโนโลยีเพื่อหวังผลประการเดียวคือ การติดตามสืบค้นข้อมูลข่าวสารที่ถูกบิดเบือนตามกาลเวลา ระบบการสื่อสารแบบใหม่เปิดทางให้กับการหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสารจากหลากหลายเส้นทาง ทำให้มีโอกาสได้พิจารณา กลั่นกรอง ตรวจสอบและตกลงใจว่า
ข่าวสารที่มีมาก่อนหน้านั้น ถูกต้องแล้วหรือไม่?
มีการเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนไปในประเด็นใด?
ผลที่เกิดตามมาเป็นอย่างไร?
สิ่งหนึ่งที่ได้รับรู้มาจากสื่อประเภทนี้ก็คือ ความมุ่งมาดปราถนาของรัฐบาลทุกประเทศในโลกนี้
ต้องการมีอิทธิพล มีความโดดเด่น เป็นชาติมหาอำนาจ
ไม่เว้นแม้แต่ประเทศกระจอกงอกง่อย
ที่รัฐบาลซึ่งหลุดเข้ามาบริหารประเทศจะประกาศตนอย่างองอาจห้าวหาญว่า จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเทียบทันอารยะประเทศ โดยลืมนึกไปว่าประเทศชาติที่ตนเข้ามารับผิดชอบนำทางนั้น ประกอบไปด้วยปัจจัยหลายประการ
ปัจจัยสำคัญก็คือ ประชากรส่วนมากของประเทศไม่ได้หลงไหลได้ปลื้มไปกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตามที่รัฐบาลมุ่งหวัง เพราะประชาชนเกือบทั้งประเทศไม่ได้ประกอบธุรกิจติดต่อการค้ากับชาวโลก แต่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้เวลาของชีวิตหมดไปกับการดิ้นรนปากกัดตีนถีบหาข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงชีวิตของตนและครอบครัวเท่านั้น แต่การเจริญเติบโตทางธุรกิจนั้นสร้างความร่ำรวยให้กับคนบางคนที่ประกอบธุรกิจและทั้งหมดนั้นเป็นคนที่ร่ำรวยอยู่ก่อนแล้ว
จะเห็นได้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยากจนลง
รัฐบาลมุ่งหวังให้ประชาชนได้มีการจับจ่ายใช้เงินเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของส่วนรวม
แต่รัฐบาลโง่พอที่จะไม่รู้ว่า การที่ประชาชนต้องนำเงินที่ควรเก็บไว้ซื้อหาอาหารในวันข้างหน้า แต่กลับนำเงินนั้นมาใช้จ่ายซื้อรถยนต์ ซื้อโทรศัพท์มือถือ ซื้อบ้านจัดสรร ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย นั่นเป็นวิธีที่ถูกที่ควรแล้วหรือ?
สินค้าที่ถูกซื้อหาไม่ได้มีส่วนทำให้ประชาชนที่ซื้อไปร่ำรวยขึ้นมาได้แน่นอน
แต่คนร่ำรวยก็คือเจ้าของธุรกิจเหล่านั้นต่างหาก
รัฐบาลหวังผลเพียงภาษีอากรที่จะได้จากการค้าเท่านั้นเอง
ไม่ได้มีความเป็นห่วงประชาชนที่ใช้เงินนั้นไปว่าวันข้างหน้ามันจะมีเงินซื้อข้าวกินหรือเปล่า?
มันดูจะเป็นหลักเศรษฐศาสตร์สากลระหว่างประเทศที่ทุกประเทศพยายามก้าวเข้าไปผูกมัดตัวเองไว้กับมัน
โดยไม่เคยเหลียวหลังมามองดูผู้คนในประเทศของตน
ว่ามันจะอยู่กันอย่างไร?
กับความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อแลกกับความยากจนสิ้นหนทางของประชาชนส่วนใหญ่
ที่ใช้ชีวิตเลื่อนลอยไปกับ วัตถุ
ยกให้วัตถุมีคุณค่าสูงสุดต่อชีวิต
ลืมคุณค่าของจิตใจและสำนึกที่ดีต่อผู้คน
ลืมคำสอนของนักปราชญ์โบราณ ที่เคยสั่งสอนสั่งสมมานานนับศตวรรษ
หันมารับฟังการปลุกเร้าของบรรดานายทุน นักธุรกิจ นักวิชาการ ที่เชิดชูวัตถุ
.............
"...ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันคงจะอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งอยู่ในความสงบและตั้งหน้าหากิน อย่าทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริย์” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า"
ข้อความข้างบนนี้เป็นวรรคสุดท้ายของประกาศคณะราษฎร เมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ อันถือได้ว่าเป็นการประกาศแนวนโยบายการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดแรกในประเทศไทย อ่านๆ ดูแล้วยังกับประกาศโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยช่วงต้นๆ ของ พ.ศ. 2500
เวลาผ่านไปเกือบร้อยปี แนวนโยบายในการบริหารประเทศกล้าประกาศตนในการนำระบบเศรษฐกิจมานำทางในการบริหารประเทศมากกว่าความห่วงใยวิถีชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่
...........
ถึงเวลานี้ก็ยังมุ่งหวังให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาในแนวทางที่ถูกต้อง
การปลูกฝังความสำนึกในหน้าที่ต่อบ้านเมือง และเพิ่มพูนจริยธรรมให้กับความเป็นคน
หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางด้านจิตใจมากกว่าวัตถุ
เผื่อประเทศชาติวันข้างหน้าจะได้มีคนเห็นแก่ตัวน้อยลงกว่านี้
ฝันไว้อย่างนั้นนะ.....