Breaking News
Loading...
วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552

เปิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
ขออนุญาตยกมากล่าวถึงเป็นบางช่วงบางตอนท่านั้น เพื่อเตือนสติคนหลายๆ คนที่กำลังมองการเมืองเป็นเรื่องสนุก มองความวุ่นวายที่เกิดขึ้นว่าเป็นชัยชนะของประชาชน และมองความเสื่อมสลายของประเทศชาติว่าเป็นโลกาภิวัฒน์
"ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จัดทำใหม่นี้มีสาระสำคัญเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันของประชาชนชาวไทย ในการธำรงรักษาไว้ซึ่งเอกราชและความมั่นคงของชาติ การทำนุบำรุงรักษาศาสนาทุกศาสนาให้สถิตสถาพร การเทิดทูนพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและเป็นมิ่งขวัญของชาติ
การยึดถือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นวิถีทางในการปกครองประเทศ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม การกำหนดกลไกสถาบันทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตเที่ยงธรรม"

ขอยกมาอีกนิดเป็นวรรคสุดท้ายจากช่วงต้นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้

"ขอปวงชนชาวไทย จงมีความสมัครสโมสรเป็นเอกฉันท์ ในอันที่จะปฏิบัติตามและพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ เพื่อธำรงคงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย และนำมาซึ่งความผาสุกสิริสวัสดิ์พิพัฒนชัยมงคลอเนกศุภผลสกลเกียรติยศสถาพรแก่อาณาประชาราษฎรทั่วสยามรัฐสีมา สมดั่งพระบรมราชปณิธานปรารถนาทุกประการ เทอญ"

ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการปกครองคนหมู่มากในโลกใบนี้ยังคงแปลกแตกต่างกันไปซึ่งก็แล้วแต่คนส่วนใหญ่ในสังคมจะเห็นชอบ
ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ(ในความคิดของคนบางคน) ที่ทุกอย่างถูกกำหนด
โดยประชาชนที่คัดเลือกตัวแทนขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศ
ใครจะรับรองได้ว่าตัวแทนนั้นถูกเลือกขึ้นมาโดยชอบธรรมด้วยเสียงของคนหมู่มาก ?
ใครจะยืนยันได้ว่า กฎหมายที่ถูกบัญญัติขึ้นและมีผลบังคับใช้นั้น ประชาชนเป็นผู้กำหนด ?
ใครจะเป็นผู้กำกับควบคุมการปฏิบัติของคณะรัฐบาล ในเมื่อรัฐบาลเป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งถอดถอน ?
ใครจะรับรองได้ว่า โลกใบนี้มีความยุติธรรมและความเสมอภาค ?
ณ ช่วงเวลานี้มีการกระทำหลายๆ อย่างที่ส่อไปในทางที่จะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2
และตาม "มาตรา 8 องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคาระสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้"
หากจะถามว่ามีผู้ใดกล้ากระทำดังที่กล่าวถึงจริงหรือ?คงไม่ต้องตอบคำถามนี้ หากมีการติดตามอ่านข่าวขากสื่อสารมวลชนในวันนี้
เพราะการกล่าวโจมตี พาดพิงถึงองคมนตรีอย่างต่อเนื่องรายวัน สร้างผลกระทบอย่างชัดเจนต่อความรู้สึกของคนหลายคน

"มาตรา ๑๒ พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธาน
องคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี
คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายควาเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชณียกิจ
ทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้"

จากมาตรา 12 ข้างต้น เชื่อว่าประชาชนคนทั่วไป ถึงจะโง่เพียงใดก็พอจะรู้ความหมายของประโยคเหล่านี้ได้ดี
หากจะแปลภาษาไทยให้กลายเป็นภาษาคนทั่วไปย่อมหมายความว่า องคมนตรี ทุกท่านถูกเลือกและแต่งตั้งขึ้นมาโดยพระมหากษัตริย์
การกล่าวโจมตีคณะองคมนตรีจึงหมายถึงการกระทำที่มีผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และผู้ที่กระทำเช่นนั้นย่อมจะไม่มีความปราถนาดีต่อระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ในขณะนี้
มันไม่ใช่การโจมตีต่อการบริหารงานของคณะรัฐบาล
มันไม่ใช่การโจมตีต่อความอยุติธรรมของการปกครอง
มันไม่ใช่การโจมตีเพื่อต่อต้านเผด็จการ
แต่มันเป็นการโจมตีเพื่อมุ่งหวังทำลายล้าง สถาบันกษัตริย์ อย่างชัดเจน

ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่
เสียงของประชาชนย่อมเป็นสิ่งสำคัญ และมีพลังสูงยิ่ง โดยเฉพาะประชาชนที่สามารถชักจูงได้ง่ายด้วยอามิส
แต่ผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์สูงสุดในการปกครองที่พูดถึงเป็นเพียงกลุ่มอิทธิพลทางการเมืองที่อาศัยทรัพย์สินปูเส้นทางเดิน
ด้วยการหว่านโปรยสินจ้างรางวัลเหมือนเติมปุ๋ยให้กับดิน
เพื่อที่ผืนดินจะอุดมสมบูรณ์คุ้มค่าในการเก็บเกี่ยวผลผลิต(ผลประโยชน์)ในวันข้างหน้า
จากนักการเมืองจะกลับกลายเป็นเทวดา
จากชาวนาก็จะกลายเป็นซากศพ .... ของชาวนา

เป็นความใฝ่ฝันของนักประชาธิปไตยที่อยู่มาจนแก่เฒ่าแล้วก็ได้แต่ฝันถึงประชาธิปไตยเต็มใบ
ประชาธิปไตยที่ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
โดยลืมไปว่า มีประชาชนสักกี่คนที่เข้าใจถึงอำนาจในมือของตนว่าควรใช้อย่างไร?
โดยลืมไปว่าในแผ่นดินยังคงมี ... นักการเมือง
ที่พร้อมจะกระโจนเข้าหา อำนาจ ทรัพย์สิน และ แสวงหาผลประโยชน์ทุกอย่างที่มีอยู่ในแผ่นดินนี้
โดยไม่ใยดีต่อความรู้สึกของประชาชนคนใด
โดยไม่ใยดีต่อวิญญาณและเถ้ากระดูกของต้นตระกูลของตนเอง
ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อ ตัวกู โครเหง้าและพวกพ้องเท่านั้น

"มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล
ย่อมได้รับความคุ้มครอง
มาตรา ๕ ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ใน
ความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน"

หากใครเคยไปห่างจากเมืองหลวงและเข้าร่วมในงานศพ งานแต่งหรืองานพิธีอะไรก็ตาม จะพบกับสิ่งที่หาดูได้ไม่ยาก
อดีตนักการเมืองหรือลูกหลานมักจะได้รับการติดต่อมาเป็นประธานในงานทุกงาน
โดยมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้นำชุมชนมาเข้าแถวต้อนรับอย่างหรูหรา
ทั้งๆ ที่นักการเมืองคนนั้นถูกเลือกขึ้นมาโดยประชาชน มีอำนาจเพียงชั่วคราวและหมดสิ้นอำนาจไปแล้ว
แต่อิทธิพลบางอย่างของสังคมไทยยังคงอยู่
อำนาจที่มองไม่เห็น?
บทตรวจสอบสังคมง่ายๆ อีกซักกรณี
ในจังหวัดหนึ่ง คนที่มีนามสกุลธรรมดาๆ ตระกูลหนึ่ง
ลงสมัครเข้ารับเลือกตั้งทุกอย่าง แม้จะมีการเลือกตั้งทุกระดับ ทุกพื้นที่ในจังหวัดนั้น
และก็ชนะคู่แข่งมาโดยตลอด แม้จะไม่ได้ไปเดินหาเสียงด้วยตนเองก็ตาม
จังหวัดนั้น จึงมี ส.ส. , นายก อบจ., นายก อบต., ส.ท., ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายคน, ประธานหอการค้า ,
กำนัน , ผู้ใหญ่บ้าน นามสกุลเดียวกันทั้งหมด
เชื่อว่าอีกไม่นาน จังหวัดที่ยกตัวอย่างมาก็จะมีเหลือเพียงคนที่มีนามสกุลเดียวกันนี้เท่านั้นทั้งจังหวัด
อำนาจอะไร? ที่คนมองไม่เห็น แต่รู้ว่ามีอยู่จริง

วิจารณญานและความรู้ได้ถึง เหตุและผล
เป็นสิ่งที่คนทั่วไปพึงกระทำ
ด้วย สติ และปัญญา
มันสมองของเราไม่ได้มีไว้แกว่งเล่นอยู่ในกระโหลกศีรษะเพียงเท่านั้น
มันน่าจะมีประโยชน์มากกว่าที่เป็นอยู่
หากรู้จักใช้ประโยชน์จากสมองของเรา
คิดได้ด้วยมันสมองของเราเอง พิจารณาถึงความเหมาะสมในทุกเรื่อง
คนที่ถูกชักจูงไปอย่างง่ายดายตามที่มีคนดึงรั้ง
ไม่เคยเห็นมาก่อน
แต่สมัยเด็กเคยเห็นมา แต่ไม่ใช่คน
เป็นเพียง วัวควาย ที่เขาใช้ไถนาเพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับเจ้าของเป็นทุ่งนาสีทอง
ขณะที่วัวควายก็ยังคงเป็นสุขสำราญอยู่กับเศษฟางข้าวที่เหลือไว้ให้
ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้สมอง