บทความยอดนิยม

Archive for ตุลาคม 2008

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
วันนี้อยากจะพาย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ คำว่า กฎหมาย และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งมีผลบังคับใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ (และบางครั้งก็ดูแล้วไม่เห็นจะบังคับใช้กับคนหลายกลุ่มได้)

ความหมายของกฎหมาย
1. ความหมายในทางปรัชญา
1.1 ความหมายของกฎหมายตามความคิดทางกฎหมายของสำนักกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law)
สำนักนี้มีความคิดว่ากฎหมายนั้นมีอยู่เองตามธรรมชาติ หรืออาจกล่าวได้ว่าเกิดจากรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ ที่ไม่ต้องการให้ผู้ใดกดขี่ข่มเหง และขณะเดียวกันก็ไม่ควรไปข่มเหงผู้อื่นเช่นเดียวกัน ดังนั้น กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่มิได้มี ผู้ใดเป็นผู้สร้างขึ้นมาแต่มีที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องของศีลธรรมที่มนุษย์ควรต้องมีทุกคน
1.2 ความหมายของกฎหมายตามความคิดของสำนักกฎหมายฝ่ายบ้านเมือง(Positive Law)
นักปรัชญาชาวอังกฤษท่านหนึ่งได้แก่ จอห์น ออสติน(john Austin) ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า กฎหมาย คือ คำสั่งคำบัญชาของรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งบังคับใช้กฎหมายทั้งหลาย ถ้าผู้ใดไม่ปฏิบัติตามโดยปกติแล้วผู้นั้นต้องรับโทษ
2. ความหมายของกฎหมายในปัจจุบัน สรุปได้คือ เป็นคำสั่ง หรือข้อบังคับของรัฐซึ่งบัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดความประพฤติของบุคคลที่อยู่ในประเทศของตน หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยอมประพฤติปฏิบัติตามก็จะมีความผิดและต้องถูกลงโทษหรือได้รับผลเสียหายด้วย

คุณลักษณะทั่วไปของกฎหมาย
1.กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับ โดยคำสั่ง หรือ ข้อบังคับนั้นออกโดยผู้มีอำนาจในการออกคำสั่งหรือ ข้อบังคับและใช้บังคับแก่บุคคลในสั่งคมเพื่อให้ทุกคนได้ปฏิบัติตาม ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่ากฎหมายนั้นต้องอยู่ในรูปของคำสั่ง คำบัญชา
2.กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์ คำสั่งหรือข้อบังคับต้องมาจากรัฏฐาธิปัตย์ และคำว่ารัฏฐาธิปัตย์นั้น จอห์น ออสติน (John Austin) ได้อธิบายไว้ว่า คือผู้ซึ่งประชาชนส่วนมากยอมรับนับถือว่า เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน หรือบ้านเมืองนั้น ดังนั้น คณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการปกครองประเทศ ก็สามารถออกคำสั่ง หรือข้อบังคับในฐานะที่เป็น กฎหมายของประเทศ
3.กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไป กฎหมายเมื่อมีผลใช้บังคับแล้ว บุคคลทุกคนย่อมต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรืออยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน และเมื่อมีการใช้บังคับแล้วย่อมมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าจะถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิก
4.กฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อให้บุคคลปฏิบัติตาม หลักการดังกล่าวนี้เป็นไปตาม ทฤษฎีว่าด้วยการปฏิบัติตาม ของ จอห์น ออสติน(John Austin) กล่าวคือหากไม่ปฎิบัติตามคำสั่ง หรือข้อบังคับย่อมเกิดสภาพตามกฎหมายได้ และบุคคลที่จะปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อบังคับ ต้องเป็นบุคคลตามกฎหมายด้วย
5.กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ เพื่อให้ประชาชนภายในประเทศปฏิบัติตามคำสั่งข้อบังคับ สภาพบังคับ(Sanction)ของกฎหมาย เช่น สภาพบังคับในทางอาญาคือโทษประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์ หรือสภาพบังคับทางแพ่งได้แก่ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นต้น

ที่มาของกฎหมาย
ที่มาของกฎหมายย่อมมีความแตกต่างกันตามระบบของกฎหมาย คือ ที่มาของกฎหมายในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร กับระบบกฎหมายไม่เป็นรายลักษณะอักษร
1. ที่มาของกฎหมายในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร
ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรนั้นเป็นระบบที่มีที่มาจากกฎหมายโรมันซึ่งยึดถือกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่บัญญัติขึ้นใช้ แต่อย่างไรก็ตาม การบัญญัติ กฎหมายขึ้นมาใหม่นั้นสามารถที่จะบัญญติขึ้นมาครอบคลุมปัญหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ทุกเรื่อง จนทำให้บางครั้งมีความจำเป็นต้องนำจารีตประเพณีมา ปรับใช้ด้วย หรืออาจนำหลักกฎหมายทั่วไปมาปรับใช้ด้วยหากไม่สามารถนำกฎหมายลายลักษณ์อักษรและจารีตประเพณีมาปรับใช้ได้แล้ว
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าที่มาของกฎหมายในระบบกฎหมายลายลักอักษรนั้นมีที่มา 3 ประการคือ
1. กฎหมายลายลักษณ์อักษร ซึ่งจะมีการบัญญัติขึ้นมาโดยมีลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนี้คือ
1.1 รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายใดจะขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญย่อมมิได้
1.2 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่บัญญัติที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกำหนดรายระเอียดต่างๆของรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน ยิ่งขึ้นหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นพระราชบัญญัติที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อเป็นตัวขยายบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง หรือว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เป็นต้น
1.3 พระราชบัญญัติ เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยพระมหากษัตริย์อันเกิดจากคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
1.4 พระราชกำหนด ตราขึ้นโดยพระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยินยอมของคณะรัฐมนตรี ซึ่งแตกต่างจากพระราชบัญญัติ
1.5 พระราชกฤษฎีกา เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยพระมหาษัตริย์ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี เช่นพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร์ เป็นต้น
1.6 กฎกระทรวง เป็นกรณีที่รัฐมนตรีเป็นผู้ออกให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทกำหนดไว้ให้ออกเป็นกฎกระทรวง
1.7 กฎหมายที่ตราขึ้นโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่นข้อบัญญัติ หรือข้อบังคับต่าง ๆ เป็นต้น ที่ออกโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ
2. จารีตประเพณีซึ่งก็คือสิ่งที่ปฏิบัติกันมาเป็นเวลานานแล้ว จนเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปว่าเป็นเสมือนกฎหมาย เช่นแพทย์ตัดแขน ขาคนไข้โดยความยินยอมของ คนไข้ ย่อมไม่มีความรู้สึกว่าแพทย์ทำผิดฐานทำร้ายร่างกายอันเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส คงเป็นเพราะเป็นจารีตประเพณีที่รู้สึกกันโดยทั่วไปว่าเป็นเสมือนกฎหมาย เป็นต้น
3. หลักกฎหมายทั่วไป ศาลจะเป็นผู้ค้นหาหลักกฎหมายทั่วไปซึ่งอาจได้จากสุภาษิตกฎหมายต่างๆ เช่น หลักผู้ซื้อต้องระวัง หรือหลักผู้รับ โอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เป็นต้น
2. ที่มาของกฎหมายในระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
ระบบกฎหมายที่ไม่เป็นรายลักษณ์อักษรนั้นก็คือระบบกฎหมายจารีตประเพณี(common law system) ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าที่มาของกฎหมายก็คือมาจากจารีต ประเพณีนั่นเอง และระบบกฎหมายนี้มีที่มาจากประเทศอังกฤษ โดยมีวิวัฒนาการจากการใช้จารีตประเพณีและนำหลักเกณฑ์อันเป็นจารีตประเพณีนั้นมาใช้ในการตัดสิน คดี ซึ่งต่อมาได้ยึดถือคำพิพากษาฎีกาเหล่านั้นเป็นบรรทัดฐานเรื่อยมา จนกล่าวได้ว่าคำพิพากษาของศาลในระบบกฎหมาย common law นั้นเป็นกฎหมาย นอกจาก นั้นที่มาของกฎหมายในระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้น ยังมีที่มาอีกหลายประการด้วยกัน โดยจะแยกพิจารณาออกเป็น 5 ประการดังนี้คือ
2.1 จารีตประเพณี เป็นสิ่งที่ปฎิบัติกันมาเป็นเวลาช้านาน ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษจึงเป็นที่ยอมรับของคนเป็นจำนวนมาก และจารีตประเพณีถือเป็นรากฐานอันสำคัญใน ระบบกฎหมายไม่เป็นรายลักษณ์อักษร
2.2 คำพิพากษาของศาล การยึดถือคำพิพากษาซึ่งมีวิวั?นาการมาจากจารีตประเพณีโดยนำมาเป็นแนวทางในการตัดสินคดีต่อๆ ไป ที่มีข้อเท็จจริงที่เหมือนหรือใกล้ เคียงกัน และตัดสินตามแนวทงเดียวกันเป็นเวลานาน คำพิพากษานั้นย่อมเป็นที่มาของกฎหมายได้อีกทางหนึ่ง
2.3 ศาสนา มีหลักเกณฑ์และคำสอนที่กล่าวไว้ในลักษณะเดียวกันว่าให้ทุกคนทำความดีละเว้นความชั่ว และมนุษย์ในสังคมก็ได้พยายามปฎิบัติ ตามคำสอนของศาสนาสืบต่อกันมาตามความเชื่อของตนเองและสังคมนั้นๆ จนกลายเป็นการนำหลักเกณฑ์ทางศาสนามากำหนดไว้ว่า เป็นความผิดและกำหนดโทษเพื่อ ใช้ลงโทษผู้กระทำความผิด ศาสนาจึงเป็นที่มาของกฎหมายอีกประการหนึ่ง
2.4 หลักความยุติธรรม เป็นหลักที่มีมาจากประเทศอังกฤษ โดยให้ผู้พิพากษานำหลัก equity มาใช้ กล่าวคือผู้พิพากษาสามารถตัดสินคดีต่างๆ โดยอาศัยหลักความเป็นธรรม ไม่จำเป็นต้อง ยึดถือคำพิพากษาฎีกาเก่าๆเป็นแนวในการตัดสินหรือไม่จำเป็นต้องตัดสินตามจารีตประเพณี ทั้งนี้เพื่อแก้ไขความบกพร่อง ของ Common law เพราะการใช้หลักของจารีตประเพณีเป็นการยึดถือหลักการที่มีมาเป็นเวลาช้านานแล้ว ดังนั้น เมื่อนำมาใช้กับเหตุการณ์ต่างๆ ในปัจจุบันซึ่งมี ความเปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต การนำหลักจารีตประเพณีมาใช้บางครั้งจึงไม่เหมาะสมและไม่เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนเท่าที่ควร
อย่างไรก็ตาม การใช้หลักความยุติธรรมหรือ equity นั้นก็เป็นการใช้ควบคู่ไปกับระบบจารีตประเพณี เพื่อให้ความเป็นธรรมมากขึ้นนั่นเอง
2.5 ความเห็นของนักนิติศาสตร์ ความเห็นของนักนิติศาสตร์ก็สามารถเป็นที่มาของกฎหมายได้เช่นกัน หากเป็นความเห็นของบุคคลที่ได้รับการ ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการนิติศาสตร์ ทั้งนี้เป็นเพราะความเห็นเหล่านั้นศาลเองก็อาจต้องนำไปพิจารณาและทำให้ผลการตัดสินคดีเปลี่ยนแปลงไปได้
(ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.pslc.coj.go.th/)

ดังนั้น เมื่อพิจารณาโดยรวมก็จะเห็นได้ว่า กฎหมายนั้นย่อมเกิดจากการยอมรับกฎกติกาของคนส่วนรวมในสังคมนั้นๆ เพื่อที่จะสร้างความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นในสังคม โดยกำหนดเป็นระเบียบปฏิบัติชัดเจนมีแนวทางการลงโทษต่อผู้ที่ขัดขืนข้อบังคับที่สร้างขึ้นและแน่นอนว่า กฎหมายที่ สร้างขึ้นจะต้องมีผู้รวบรวมไว้เป็นเรื่องเป็นราว ต้องมีผู้ทำหน้าที่กำกับดูแลให้เป็นไปตามนั้น
การจะรวบรวมข้อกำหนดต่างๆ ให้มีผลบังคับใช้ก็จะต้องมาจากความเห็นชอบของคนส่วนรวมในสังคมว่าพร้อมที่จะปฏิบัติตามและยอมรับผลที่จะตามมา เมื่อมีการฝ่าฝืนกฎหมายนั้นๆ
สิ่งหนึ่งที่เป็นความแน่นอนของโลกก็คือ ความไม่เห็นด้วยกับคนส่วนมากของคนส่วนน้อย ซึ่งหากนำเอาหลักประชาธิปไตยโดยอาศัยเสียงส่วนมากเป็นเกณฑ์แล้วยึดเอากฎหมายนั้นเป็นใหญ่ ความไม่ชอบธรรมก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะกฎหมายนั้นไม่เป็นที่ยอมรับของตนส่วนน้อยซึ่งมีศักดิ์ศรีของความเป็นคนทัดเทียมกัน มีสิทธิมีเสียงในการแสดงความคิดเห็นเท่าเทียมกัน เพียงแต่มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเท่านั้นเอง
การกลับไปทบทวนถึงสิ่งที่เป็นต้นตอของความขัดแย้ง จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระทำเป็นลำดับแรกเพื่อค้นหาว่า สาเหตุที่แท้จริงนั้นมีที่มาอย่างไร? และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เกิดมาจากสาเหตุใด? เกิดขึ้นเมื่อใด? ใครเป็นต้นเหตุ?
อย่างที่เคยเอ่ยถึงว่าการออกกฎหมายนั้น ประชาชนเสียงส่วนมากมิได้เป็นผู้กำหนดหากแต่เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ได้ชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่างหากที่เป็นผู้ยกร่างขึ้นมาโดยอ้างสิทธิที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน แต่ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงจะรู้ได้อย่างไร? ว่าสิ่งที่ยกร่างขึ้นไปนั้นเป็นไปตามความต้องการของตนและตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนมากนั้นทุกคนหรือไม่?
คำตอบก็คือ ไม่
เจตนารมณ์แท้จริงของประชาชน ไม่มีเอกภาพพอที่จะนำมาเป็นร่างกฎหมายได้แม้แต่เรื่องเดียว
ทุกเรื่องต้องอาศัยมือของนักการเมืองเข้ามาวางกลไกควบคุมให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ พูดตรงๆ ก็คือ เจตนารมณ์ของประชาชนจะต้องเป็นไปตามเส้นทางที่ถูกวาดหวังเอาไว้แล้วตามวิถีทางของการเมือง
ประชาชนจะมีสิทธิมีเสียงพอได้ยิน และจะมีสิทธิได้รับการไหว้กราบ เฉพาะช่วงเวลาหาเสียงเลือกตั้ง
หลังจากช่วงเวลานั้นผ่านไปแล้ว เสียงของประชาชนก็เป็นเพียงเสียงนกเสียงกา เสียงหมาเสียงแมว และช่วงเวลานี้แม้แต่การหมอบคลานเข้าไปกราบไหว้กลับคืนท่านผู้นั้น ก็จะไม่มีท่านคนใดมองเห็นอีกต่อไป
กฎหมายจึงบิดเบี้ยวแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
และมีผลบังคับใช้เฉพาะผู้คนธรรมดาสามัญทั่วไป
นอกจากบางเวลาที่ประชาชนธรรมดาเหล่านั้นแปรเปลี่ยนทัศนคติกลับมาทวงคืนความชอบธรรมของสิทธิในการออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้ในสังคมส่วนรวม
ด้วย กฎหมู่ เหมือนในทุกวันนี้
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ในวันหนึ่งๆ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายที่สามารถรับฟังข่าวสารได้ทั้งจากทางโทรทัศน์ วิทยุและอินเตอร์เน็ต แต่จะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าข่าวสารที่ได้รับมานั้นมีการปรุงแต่งหรือดัดแปลงหรือจงใจจะเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณชนด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยไม่มีจุดมุ่งหมายใดแอบแฝงอยู่ ซึ่งคำตอบนี้คงจะต้องหามาจากสื่อสารมวลชนที่เป็นผู้นำเสนอ
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนที่สุดคือ การใช้วิจารณญานของผู้ฟังเองเป็นเครื่องตัดสิน
แน่นอนว่าถ้าหัวเอียงไปข้างใด ก็จะเลือกเชื่อเฉพาะสิ่งที่พ้องตรงกับความคิดเห็นของตน
ดังนั้น วิจารณญานของคนจึงไม่มีทางที่จะถูกต้องทุกเรื่องหรืออาจจะไม่มีโอกาสที่จะถูกต้องเลยแม้แต่เรื่องเดียว
แต่หากว่าการวิเคราะห์พิจารณานั้นมาจากการสะสมรวบรวมข้อมูลจากทุกด้าน ทุกทางเลือกที่มีนำมากลั่นกรองด้วยเหตุด้วยผลทีละเรื่อง โดยการสร้างเงื่อนไขมาหักล้างในตัวของมันเองด้วย สติและปัญญา นั่นคือการใช้วิจารณญานที่ถูกต้อง
ก็จะมีคำถามตามมาอีกว่า สติและปัญญาที่นำมาใช้นั้นเข้าเกณฑ์มาตรฐานหรือยัง เพราะมนุษย์ทุกคนมีความแตกต่างกันอย่างมากในเรื่องของการใช้ สติและปัญญา แม้จะออกมาโต้แย้งว่าเป็นคนเหมือนกัน ย่อมมีสมองใช้คิดเช่นเดียวกัน ซึ่งหากใครคิดอย่างนั้นก็สรุปได้ในขั้นต้นว่าท่านนั่นแหละที่เป็นคนหนึ่งในจำนวนผู้มีสมองไว้ประดับในกระโหลกศีรษะเท่านั้น แต่ไม่มีมันสมองที่จะไปคิดอะไรได้เหมือนกับคนทั่วไป
เมื่อวานนี้ในแวดวงของสภาผู้แทนราษฎรมีเรื่องปาหี่เกิดขึ้นแก้เหงาเรื่องหนึ่งในจำนวนหลายๆ เรื่อง ซึ่งมีท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งออกมาแถลงข่าวว่ามีรัฐมนตรีในสังกัดพรรคเดียวกันยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง(หลังจากที่ทำงานมานานถึง 3 สัปดาห์เห็นจะได้) และตนได้รับการเสนอชื่อจากทางพรรคให้เข้ามารับตำแหน่งแทน ต่อมาท่านรัฐมนตรีท่านนั้นก็ออกมาปฏิเสธข่าวนั้น(ทั้งๆ ที่หัวหน้าพรรคยืนยันว่าได้ทำหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรีเสนอชื่อคนใหม่เรียบรน้อยแล้ว) มันเป็นปาหี่ที่เกิดขึ้นมาได้ตลอดเวลาโดยไม่มีความอับอายต่อประชาชนที่เป็นผู้ลงคะแนนเสียงให้
ดูเหมือนจะเคยพูดถึงมาแล้วเกี่ยวกับเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ให้กับตนเองของบรรดานักการเมืองหน้าใหม่(หลายคนก็หน้าเก่าแต่ไม่เคยก้าวหน้าไปกว่าเดิม) การได้มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีแม้ซักวันก็ยังสามารถใส่คุณสมบัติส่วนตัวลงไปว่า เป็นอดีตรัฐมนตรี อันถือว่าเป็นเกียรติสูงสุดของวงศ์ตระกูล(ที่ไม่เคยได้สร้างสมคุณความดีอะไรให้กับแผ่นดินเลย)และคำว่า อดีต นี้ก็จะติดตัวไปจนวันตาย ในเมื่อรู้ดีว่ารัฐบาลนี้อาจจะมีอายุสั้นมาก การหมุนเวียนกันเข้าไปรับตำแหน่งจึงต้องรีบเร่งหน่อยเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์ แม้ว่าช่วงเวลาในการเข้าไปรับหน้าที่จะสั้นจนจำห้องทำงานไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่าอยู่ตรงส่วนไหนของประเทศ
มีเรื่องราวมากมายที่ท่านผู้แทนท่านสมควรจะทำแต่ไม่ยอมทำ
มีเรื่องราวอีกมากมายที่ไม่สมควรจะทำ แต่ท่านผู้แทนก็ยังดึงดันที่จะทำมันลงไป
มีเรื่องราวน่าอับอายหลายเรื่องที่ท่านผู้แทนยินดีที่จะทำอย่างไม่อาย
แล้วทำไมถึงกล้าทำลงไป?
ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนี้เพราะประชาชนคนเดินดินอย่างเราๆ ไม่ได้เป็นผู้แทนอย่างท่านๆ
เคยมีท่านๆ บางคนออกมากล่าวท้าทายผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ถ้าแน่จริงก็มาลงสมัครเป็นผู้แทนแข่งกับท่านได้เลย
เหตุผลที่ไม่มีใครรับคำท้าเพราะคนเหล่านั้น หน้าบางเกินกว่าที่จะไปเสนอหน้าได้
คำตอบสำหรับทุกคำถาม ... อยู่ที่ประชาชน
การเป็นกลางทางการเมือง คือการมองเรื่องต่างๆ ด้วยสติปัญญา รับฟังเรื่องทุกเรื่องด้วยเหตุและผล ไตร่ตรองเรื่องต่างๆ อย่างรอบคอบ ใช้ความคิดมากกว่าการใช้คำพูด ใช้คำพูดอย่างมีสติ
ที่สำคัญที่สุดคือ มีความจริงใจ
ท่านผู้แทนผู้ทรงเกียรติของประชาชนบางท่านไม่มีคุณสมบัติข้อนี้อย่างแน่นอน
มีเรื่องความผิดตามกฎหมายเกิดขึ้นรายวันในบ้านเมือง แต่ไม่มีการดำเนินการอะไรเด็ดขาดตามที่กฎหมายบัญญัติ
มีเรื่องการใช้กฎหมู่ที่อยู่เหนือกฎหมายเป็นรายวัน
มีการกระทำที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นเกิดขึ้นเป็นรายวัน
ความพอดีไม่มีให้เห็นในทุกวันนี้
การใช้เหตุผลไม่มีการพูดถึงในทุกวันนี้
มนุษย์ทุกคนในประเทศกำลังอยู่ห่างไกลเกินจากคำว่า มีสติ
คนทุกคนกำลังขาด ปัญญา ในการไตร่ตรองถึงเหตุผล
คนในบ้านเมืองเราทุกวันนี้ต้องการอะไร?
นอกจากความสะใจ ที่ได้ปลุกปั่นสร้างสถานการณ์ให้เต้นไปตามเกมที่กำหนด
นอกจากความสะใจ ที่ได้เห็นความแตกแยกของคนในชาติ
นอกจากความสะใจ ที่ได้เห็นความพินาศของบ้านเมือง
และความสะใจ ที่ได้เห็น คนกำลังไม่ใช่คน
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
วันนี้ขี้เกียจใช้สมองมาคิดเรื่องของคนอื่นอีกแล้ว อ่านเอาเองนะเพราะเรื่องนี้มันยังไม่จบ มันเพิ่งจะเริ่มยกที่ 2 เท่านั้น แล้วมาดูกันว่ามันจะเป็นมวยไทย 5 ยก หรือมวยสากล 10 ยก 12 ยกหรือ 15 ยกเหมือนโบราณกาล เลยคัดลอกคำตัดสินของศาลในคดีประวัติศาสตร์มา
จาก http://www.norsorpor.com/ข่าว/t386418/เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดีประวัติศาสตร์ทุจริตซื้อที่ดินรัชดาฯ

คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และคุณหญิง พจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยในคดีประมูลซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2551

คำพิพากษาคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก 33 ไร่ มูลค่า 772 ล้านบาทเศษ ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิง พจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกันเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีและเป็นเจ้าพนักงาน และผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 มาตรา 4, 100 และ 122 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33, 83, 86, 91, 152 และ 157 โดยท้ายคำฟ้อง อัยการสูงสุด ขอศาลมีคำสั่งให้ยึดที่ดินและเงินที่ซื้อที่ดิน ให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วย
ศาลพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 1-2 โต้แย้งว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 ข้อ 2 และข้อ 5 และ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 4, 100 และ 122 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2540, รัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) ปี 2549 และรัฐธรรมนูญปี 2550 ศาลเห็นว่าเรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยที่ 5/2551 แล้วว่า ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และมีคำวินิจฉัยที่ 11/2551 ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 4, 100 และ 122 ว่า ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2550 องค์คณะจึงมีมติเอกฉันท์ว่าข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่า เมื่อประกาศ คปค. ฉบับที่ 3 ให้รัฐธรรมนูญ 2540 สิ้นสุดลงวันที่ 19 กันยนยน 2549 มีผลทำให้ พ.ร.บ.ดังกล่าวสิ้นสุดลงตามไปด้วย ศาลเห็นว่า การทำรัฐประหารเป็นการยึดอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ แต่ไม่ได้เป็นการประสงค์ล้มล้างการใช้อำนาจแต่อย่างใด เมื่อ คปค.ออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 3 ที่ให้รัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง และศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง แต่ศาลอื่นยังคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีได้ แสดงให้เห็นว่า กฎหมายที่ยังใช้อยู่ในขณะนั้นไม่ได้ถูกยกเลิกไปด้วย ซึ่ง พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มีสถานภาพเทียบเท่ากับกฎหมายทั่วไป จึงยังสามารถใช้บังคับใช้ได้ ที่ คปค.ออกประกาศฉบับที่ 19 ให้ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. ใช้บังคับต่อไปก็เป็นการยืนยันว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้ถูกยกเลิก องค์คณะจึงมีมติเอกฉันท์ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ข้อโต้แย้งของจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินไม่ใช่ผู้เสียหาย และไม่ได้มีการร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย คตส.ไม่ใช่พนักงานสอบสวนตาม ป.อาญา และไม่มีอำนาจสอบสวนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. และจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ศาลเห็นว่า หลังการยึดอำนาจแล้วมีประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 เรื่อง คตส. แต่งตั้ง คตส. ซึ่งข้อ 5 ของประกาศดังกล่าวให้ คตส.มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. และข้อ 9 หาก คตส.มีมติว่ามีบุคคลกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการให้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินการต่อไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้น คตส.จึงมีอำนาจสอบสวนได้ตามกฎหมาย

ส่วนการไต่สวนจะเป็นไปโดยชอบหรือไม่ ศาลเห็นว่า ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ข้อ 5 วรรคท้าย ให้ คตส.มีอำนาจตรวจสอบเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการของหน่วยงานอื่นใด ขณะที่นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. พยานโจทก์เบิกความว่า คตส.ดำเนินการเรื่องนี้ตามที่มีผู้ร้องเรียน หลังการไต่สวนแล้ว คตส.เห็นว่ามีมูลจึงแจ้งให้ผู้เสียหายมาร้องทุกข์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 66 ต่อมากองทุนฯมีหนังสือกล่าวโทษแจ้งไปยัง คตส.

องค์คณะจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า คตส.มีอำนาจตรวจสอบดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองและมีการร้องทุกข์โดยชอบถูกต้องตามกฎหมาย โดยศาลฎีกาฯมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (1) และ (2)

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำผิดฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 อนุ 1 หรือไม่ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่ากองทุนฯไม่ใช่ผู้เสียหาย และไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจกำกับควบคุมดูแลกองทุนฯ ศาลเห็นว่า พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 4 ไม่ได้บัญญัติคำว่าหน่วยงานของรัฐไว้เป็นการเฉพาะ แต่ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 3 บัญญัติว่าหน่วยงานรัฐ คือกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นใดที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ในการป้องกันการใช้อำนาจรัฐกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ และกฎหมายทั้งสองฉบับตราขึ้นในปีเดียวกัน ดังนั้น คำว่าหน่วยงานของรัฐจึงมีความหมายเป็นไปทำนองเดียวกัน

จากการไต่สวนได้ความว่ากองทุนถูกตั้งขึ้น ตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 มาตรา 29 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีอำนาจดูแลและพิจารณาส่งเงินเข้าสนับสนุนเป็นครั้งๆ ดังนั้น องค์คณะจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่ากองทุนฯเป็นหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 อนุ 1

ที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่กำกับควบคุมดูแลกองทุนฯนั้น ศาลเห็นว่า พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ และรัฐมนตรี ซึ่งขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกฯ มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน และตาม พ.ร.บ.บริหารระเบียบราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกฯมีอำนาจบริหารราชการ 3 ส่วน คือส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น โดย มาตรา 11 กำหนดให้นายกฯเป็นหัวหน้ารัฐบาล มีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปทั้ง 3 ส่วนราชการ มีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการทั้งในกระทรวง ทบวง กรม เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย และมาตรา 40 กำหนดให้แต่ละกระทรวงมีรัฐมนตรีดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา จึงมีอำนาจการบริหารเหนืออำนาจข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม

ขณะที่กองทุนฯก่อตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ธปท.กองทุนฯจึงเป็นหน่วยงานของรัฐ แม้กรรมการจัดการกองทุน จะมีอิสระ แต่ก็มีผู้ว่าการ ธปท.เป็นประธาน และปลัดกระทรวงการคลังเป็นรองประธานล้วนมีความเกี่ยวข้องที่จะให้คุณให้โทษได้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

จากคำเบิกความของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท.และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เบิกความว่า กองทุนมีหนี้จำนวนมาก ซึ่งในยุครัฐบาลของนายชวน หลีกภัย นั้นนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนั้น ได้เสนอต่อรัฐบาลเพื่อขอออกพันธบัตรจำนวน 5 แสนล้านบาท เพื่อล้างหนี้ให้กองทุนฯ นอกจากนี้ พยานยังเคยเสนอรัฐบาลออกพันธบัตร 7.8 แสนล้านบาทอีกด้วย ขณะที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เบิกความว่า เงินที่สนับสนุนกองทุนฯได้มาจากการอุดหนุนของรัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังมีอำนาจเข้ามากำกับดูแลผ่านปลัดกระทรวงการคลังที่เป็นรองประธานกรรมการกองทุนฯ

จากคำเบิกความของพยานโจทก์แสดงให้เห็นว่า ในทางปฏิบัติ นายกฯจะใช้อำนาจกำกับดูแลกองทุนได้โดยผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังตามลำดับชั้น ดังนั้น องค์คณะจึงมีมติ 6 ต่อ 3 ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับควบคุมดูแลกองทุนฯ ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อว่า การทำสัญญาซื้อขายของจำเลยที่ 1 เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 อนุ 1 หรือไม่ ศาลเห็นว่า เหตุที่ต้องตั้งกองทุนฯเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจ หากปล่อยให้สถาบันการเงินล้มจะทำให้ประชาชนเดือดร้อน จึงจำเป็นต้องนำเงินส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือ อาทิ นำเงินไปซื้อที่ดินหรือทรัพย์สินซึ่งมีมูลค่าสูงเกินกว่าความเป็นจริงเพื่อให้สถาบันการเงินได้กำไร นำเงินไปชำระหนี้ ให้ดำรงอยู่ได้ ซึ่งที่ดินพิพาทคดีนี้กองทุนฯซื้อมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอราวัณ ทรัสต์ จำนวน 13 โฉนด เนื้อที่ 35 ไร่เศษ มูลค่า 2,140 ล้านบาทเศษ และอีกหนึ่งแปลงซึ่งอยู่บริเวณศูนย์วัฒนธรรม มูลค่า 2,749 ล้านบาทเศษ เมื่อปี 2538

ต่อมาปี 2544 กองทุนฯปรับมูลค่าหนี้ให้ลดน้อยลง เพื่อให้เกิดสภาพคล่องโดยลดราคาที่ดินเหลือ 700 กว่าล้านบาท
ต่อมากองทุนฯนำที่ดินออกประมูลทางอินเตอร์เน็ตตั้งราคาขั้นต่ำ 870 ล้านบาท กำหนดวางมัดจำ 10 ล้านบาท เมื่อถึงเวลาไม่มีการเสนอราคาจึงเลิกประมูล แล้วเปิดประมูลใหม่โดยไม่กำหนดราคาขั้นต่ำ และเพิ่มวางมัดจำเป็น 100 ล้านบาท อันเป็นการกีดกันทำให้มีผู้เข้าประมูลน้อยลง

จำเลยที่ 2 เข้าร่วมประมูลด้วย แม้ว่าจะมีอีก 2 บริษัท คือบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนต์ ร่วมเสนอ แต่รู้ว่า ต้องแข่งขันกับภริยานายกฯ จึงไม่กล้าสู้ราคา แม้กองทุนฯจะเห็นว่าราคาที่จำเลยที่ 2 เสนอ 772 ล้านบาทเป็นราคาสูงสุด แต่ก็ยังต่ำกว่าราคาขั้นต่ำในการประมูลครั้งแรกซึ่งอาจจะขายได้ราคาที่สูงและเหมาะสมกว่า

อีกทั้งขณะนั้นจำเลยที่ 1 เป็นนายกฯมีอำนาจบารมีเหนือรัฐมนตรีและมีอำนาจทางการเมืองสูงอีกทั้งฐานะการเงินมั่งคั่ง ตามหลักธรรมาภิบาลนายกรัฐมนตรี ภริยา หรือบุตรไม่สมควรเข้าไปประมูลซื้อเพราะการซื้อได้ราคาต่ำก็เป็นผลทำให้กองทุนฯมีรายได้น้อยลง

ขณะที่จำเลยที่ 2 (คุณหญิงพจมาน)มีผู้รู้จักจำนวนมาก ประกอบกับข้าราชการมีค่านิยมจำนนต่อผู้มีบารมีสูง นอกจากนั้น ยังอาจให้คุณให้โทษทางราชการได้

เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ให้บัตรประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีลงนามยินยอมให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินย่อมถือได้ว่า เป็นการเข้าทำสัญญาด้วยตัวเอง ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 (1) วรรคสาม

ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าการลงชื่อยินยอมเป็นเพียงทำตามระเบียบราชการ แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีหลักฐานมาแสดงให้เห็นได้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นต่อการซื้อขาย

องค์คณะจึงมีมติ 5 ต่อ 4 เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 (1) วรรคสาม และต้องรับโทษตาม มาตรา 122 ขอต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนจำเลยที่ 2 องค์คณะมีมติ 7 ต่อ 2 เห็นว่า ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 (1) วรรคสาม ไม่ต้องรับโทษตาม มาตรา 122 เพราะ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 ไม่ได้กำหนดบทลงโทษสำหรับคู่สมรสที่กระทำความผิด มีแต่บทลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงต้องมีการตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามหลักกฎหมายอาญา เมื่อไม่มีกฎหมายให้ลงโทษศาลจึงไม่อาจลงโทษได้

สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152,157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐและผู้สนับสนุนเข้ามีส่วนได้เสียกับหน่วยงานของรัฐเพื่อประโยชน์ตน องค์คณะ 8 ต่อ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิด เพราะการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำในฐานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐที่ดูแลกองทุนฯ แต่จำเลยดำเนินการในฐานะคู่สมรสของจำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมทำสัญญาซื้อขายที่ดินอันผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. จึงไม่ผิดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 มาตรา157 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิด จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน

ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินและเงินซื้อที่ดินจำนวน 772 ล้านบาท องค์คณะมีมติ 7 ต่อ 2 เห็นว่า ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง จึงมิใช่ทรัพย์อันพึงริบตามประมวลฎหมายอาญามาตรา 33 (1) (2)
เมื่อพยานหลักฐานรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิด ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นนายกฯ ได้รับมอบหมายให้บริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและประชาชน แต่จำเลยที่ 1 กลับฝ่าฝืนกฎหมายทั้งที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องกระทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ประพฤติตนในสิ่งที่ดีงามตามจริยธรรมของนักการเมืองให้เหมาะสมกับที่ได้รับความไว้วางใจในตำแหน่งหน้าที่อันสำคัญยิ่ง จึงไม่สมควรรอการลงโทษ

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 (1) วรรคสาม และมาตรา 122 วรรคหนึ่งให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ส่วนความผิดฐานอื่นและคำขออื่นให้ยกฟ้อง เนื่องจากจำเลยที่ 1 หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยที่ 1 เพื่อมาปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป

ส่วนจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้องจึงให้เพิกถอนหมายจับเฉพาะคดีนี้

ก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ เมื่อผู้ที่เคยมีอำนาจสูงสุดของฝ่ายบริหารถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดและถูกตัดสินจำคุก และเป็นการยืนยันถึง อำนาจตุลาการ ว่าไม่ได้ถูกครอบงำโดยฝ่ายบริหาร(เหมือนกับเมื่อก่อนนี้น่ะ สมัยท่านผู้นำยังคงเรืองอำนาจในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร) แต่ก็ยังมีเสียงโต้แย้งหาว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยพิกลพิการไปเสียแล้วที่บังอาจตัดสินว่าอดีตท่านผู้นำมีความผิด ทั้งที่เป็นเพียงการดำเนินกรรมวิธีทางธุรกิจบนพื้นฐานของความฉ้อฉลตามตำราเศรษฐศาสตร์ของท่านที่เคยใช้มานับเรื่องไม่ทัน ประกอบกับอาศัยเทคนิคทางข้อมูลข่าวสารในฐานะผู้นำนิดหน่อย ผสมผสานกับความเป็นผู้นำตัวจริงของท่านศรีภรรยาต่างหาก มันเป็นความผิดโดยสุจริตเท่านั้นเอง

เคยกล่าวไว้แล้วว่า ความยุติธรรม นั้น คือการที่ฝ่ายตนได้รับผลประโยชน์จากคำตัดสินของศาลเท่านั้น
หากคำตัดสินผิดไปจากที่คาดหวังย่อมแสดงถึงความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรมที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กลอุบายบางเรื่องมาทำให้เรื่องยุติ ไม่ว่าจะเป็นการปลุกระดมชนชั้นที่ไม่ชอบใช้สมองให้ออกมาเป็นมือเท้าทำงานแทน การออดอ้อนรำพันผ่านสื่อมวลชน การตัดพ้อต่อว่ากับผู้ที่เคยสร้างบุญคุณเอาไว้เช่น สมาชิกกองทุนหมู่บ้าน และบรรดาลูกหนี้เอื้ออาทร 108 เรื่อง

เราจะมาคอยดูผลที่จะติดตามมาว่าจะออกมาดีได้หรือไม่ ...แต่เชื่อในทางร้ายไว้ก่อนจะดีกว่า
ประเทศชาติไม่มีวันที่จะได้พบกับความสงบสุขอย่างแน่นอน ... หากสถานการณ์ยังคงสถานภาพเหมือนปัจจุบันนี้
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ข่าวที่ได้รับฟังมาจากโทรทัศน์เมื่อหลายวันก่อน กรณีมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองการปกครองนั่นแหละ ผลที่ติดตามมาเป็นไปตามที่คาดหวังไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องมีการออกมาปกป้องรัฐบาลว่ากำลังถูกทหารรังแก ข่มขู่ ทั้งๆ ที่ฝ่ายรัฐบาลนั้นมาเป็นผู้ปกครอง "โดยชอบทำ" ตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ(ที่พวกรัฐบาลเองพูดนักหนาว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบธรรมของเผด็จการทหาร)ยังงี้แล้วจะให้เข้าใจว่าไงดีล่ะ ตกลง รัฐธรรมนูญฉบับนี้มัน "ชอบทำ" หรือเปล่าล่ะ ฟังแล้วปวดกบาลจริงๆ
ไม่พูดถึงดีกว่ากับบรรดานักการเมืองเส็งเคร็งที่เห็นประเทศชาติเป็นเพียงกระดาน กระได ให้ปีนป่ายขึ้นไปหาอำนาจแล้วก็ก้มลงมากดขี่ข่มกบาลคนทั่วไป โดยทำตัวไม่ต่างไปจากเทวดา ที่ชาวประชาหรือหมูหมากาไก่จะแตะต้องวิพากย์วิจารณ์ไม่ได้ มันจะต้องเก่งเป็นเลิศ มันจะต้องถูกต้องตลอดทุกฝีก้าว ไม่ว่าไอ้สิ่งที่ทำลงไปแล้วทั้งหลายแหล่นั้น มันจะชั่วช้าเลวชาติขนาดไหนก็ตามที
และก็ไม่อยากจะหันไปรื้อค้นตำรับตำราหนังสือหนังหามาอ่านให้หนักหัวตัวเอง เพราะประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ถูกบันทึกไว้มากมายและวนเวียนบันทึกอยู่อย่างนั้น โดยไม่ต้องไปเขียนใหม่ให้มันเมื่อย เราสามารถก๊อปปี้มันมาวางต่อๆ กันไปและต่อๆ กันไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด
ประวัติศาสตร์บอกอะไรเราไว้บ้าง
แล้วจะให้ชาวบ้านชาวช่องเรียนรู้ไปทำไม ในเมื่อเรียนรู้มาเพื่อที่จะมานั่งดูพวกมันปฏิบัติในทุกเรื่องให้เหมือนกับประวัติศาสตร์ วนเวียนซ้ำซาก หรือควรจะโทษประชาชนว่าไม่รู้จักเข็ดหลาบเอง ไม่มีความหลาบจำต่อการถูกปฏิบัติเหมือนกับคนไร้ค่า ไม่มีความสำคัญต่อแผ่นดินเกิด และต้องมาคอยนั่งดูพวกที่เหมือนกับบรรดากระสือหรือฝูงแร้งที่โฉบเฉี่ยวลงมาจิกกิน ฉีกทึ้ง ผลประโยชน์ของประเทศชาติ ทำเหมือนกับเป็นเศษซากของหมาเน่าเท่านั้น
อำนาจ.....ที่ปกครองคนส่วนรวมโดยธรรมชาติแต่เดิมมานั้นเป็นอำนาจ.....ที่เกิดจากอาวุธ และยังคงถ่ายทอดมาจนถึงทุกวันนี้ว่าคนที่มีอำนาจต้องเป็นฝ่ายที่มีอาวุธ
จนล่วงมาจนถึงศตวรรษนี้ อำนาจที่แท้จริงนั้นไม่ได้เกิดจากอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่อำนาจทางเศรษฐกิจ การเงิน กลับมาเป็นฝ่ายนำการปกครองผู้คนแทน หากสังเกตให้ถ่องแท้จะเห็นว่าผู้ที่มีอำนาจในยุคนี้จะต้องมีเงินอยู่ในกำมือ (โดยไม่ต้องไปถามว่าเงินนั้นสะอาดเพียงใดและได้มาด้วยวิธีการใด)
บทสรุปของเรื่องนี้คือ ถ้าให้คนที่มีอำนาจทางการเงินสูงเข้ามาครอบงำคนในบ้านเมืองไว้ได้แล้ว คนที่อำนาจทางอาวุธก็ไม่มีทางที่จะสยบคนหมู่มากได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น อำนาจจากอาวุธที่มีอยู่อาจจะกลายเป็นดาบสองคมที่หันมาฆ่าตัวเอง หากไปแตะต้องหรือนำมาใช้งานในการปกครองผู้คนเป็นการชั่วคราว
ดังนั้น นักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในยุคนี้ จึงสะสมอำนาจทางการเมืองให้แก่กล้าด้วยวิถีทางการเงิน สร้างบารมีต่อประชาชนด้วยกลอุบายด้านการเงิน ทุ่มเทซื้อใจประชาชนด้วยวิธีการทางการเงิน (เพราะอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ในฐานะนักการเมืองแล้ว เงินที่จะใช้ย่อมเป็นเงินที่มาจากฐานะทางการเมืองโดยผ่านทางรัฐสภา อันเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินไม่จำเป็นต้องควักกระเป๋าเงินของตนเองแม้แต่บาทเดียว)
ด้วยวิธีการเช่นนี้ นักการเมืองยุคใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นลำดับด้วยวงศาคณาญาติจากเล็กแล้วก็เติบใหญ่จึงไม่งอนง้อผู้นำทางทหารเหมือนกับแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม ทหารยุคใหม่ที่ยังไม่เติบใหญ่ทางราชการกลับหันไปเกาะขาสวามิภักดิ์ต่อนักการเมืองพวกนี้เพื่อไต่เต้าขึ้นมาเป็นใหญ่ในสายของตนและก็จะกลายเป็นแขนขาเป็นมือเป็นตีนให้กับบรรดานักการเมืองเหล่านี้ต่อไปในอนาคต
อาจจะสงสัยว่าในบรรดาผู้นำ 3 ประเภทของชนชั้นนำของประเทศไทยแต่บรรพกาลอันได้แก่ ทหาร นักการเมือง และพ่อค้า นั้นเมื่อมาถึงยุคนี้พ่อค้ากับนักการเมืองกลายเป็นบุคคลเดียวกันไปแล้วโดยสมบูรณ์
ซึ่งในอนาคตกาลนั้น ทหารกับพ่อค้าและนักการเมือง ก็จะกลายเป็นบุคคลเดียวกัน ..... ในเวลาไม่นาน
ยุคของความมืดมนของการเมืองไทย กำลังก้าวเข้ามาใกล้แล้ว
ใครล่ะ ? ที่จะก้าวเข้ามากอบกู้วิกฤติที่เกิดจากความโสมมของจิตใจมนุษย์
ใครล่ะ ? ที่จะชะล้างจิตใจชั่วช้าสามานย์เหล่านี้ให้หมดไป
โทษที ไม่ว่างนะ ... เพราะตั้งใจว่าจะนอนฟังเพลงอยู่ในส้วมนี่แหละ ไม่ออกไปเห็นหน้าผู้คนอีกแล้ว
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
มีเอกสารอยู่ชิ้นหนึ่งที่เก็บรักษาไว้ตลอดมาและแอบนำออกมาอ่านอยู่บ่อยครั้งจนแทบจะจำได้ทุกใจความ
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละพระราชสมบัติ เมื่อ 2 มี.ค.2477 มีความว่า

พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงประกาศสละราชสมบัติ

เมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนากับพวก ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองโดยใช้กำลังทหาร ในวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2575 แล้ว ได้มีหนังสือมาอัญเชิญข้าพเจ้าให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ข้าพเจ้าได้รับคำเชิญนั้น เพราะเข้าใจว่าพระยาพหลฯ และพวกจะสถาปนารัฐธรรมนูญตามแบบประเทศทั้งหลาย ซึ่งใช้การปกครองตามหลักนั้น เพื่อให้ประชาราษฏร์ได้มีสิทธิที่จะออกเสียงในวิธีดำเนินการปกครองประเทศและนโนยบายต่าง ๆ อันจะเป็นส่วนได้ส่วนเสียแก่ประชาชนทั่วไป ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสในวิธีการเช่นนั้นอยู่เสมอ และกำลังดำริจะจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยามให้เป็นไปตามรูปนั้น โดยมิให้มีการกระทบกระเทือนอันร้ายแรง เมื่อมามีเหตุอันรุนแรงขึ้นเสียก่อนแล้ว และเมื่อผู้ก่อการรุนแรงนั้นอ้างว่ามีความประสงค์จะสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นเท่านั้น ก็เป็นอันไม่ผิดกับหลักการที่ข้าพเจ้ามีความประสงค์อยู่เหมือนกัน ข้าพเจ้าจึงเห็นควรโน้ตตามความประสงค์ของผู้ก่อการร้ายยึดอำนาจนั้นได้ เพื่อหวังความสงบราบคาบภายในประเทศ ข้าพเจ้าได้พยายามช่วยเหลือในการที่จะรักษาความสงบราบคาบ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงอันสำคัญเป็นไปโดยราบรื่นที่สุดที่จะเป็นไปได้ แต่ความพยายามของข้าพเจ้าไร้ผลโดยเหตุผลที่ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองหาได้กระทำให้บังเกิดความมีเสรีภาพในการเมืองอย่างสมบูรณ์ขึ้นไม่ และมิได้ฟังความเห็นของราษฎรโดยแท้จริง และจากรัฐธรรมนูญมีทั้งสองฉบับ จะพึงเห็นได้ว่า อำนาจที่จะกำหนดนโยบายต่าง ๆ นั้นจะตกอยู่แก่คณะผู้ก่อการและผู้ที่สนับสนุนเป็นพวกพ้องเท่านั้น มิได้ตกอยู่แก่ผู้แทนซึ่งราษฎรเป็นผู้เลือก เช่น ในฉบับชั่วคราวแสดงให้เห็นว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้รับความเห็นชอบของผู้ก่อการ จะไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎรเลย
ฉบับถาวรได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขั้นตามคำขอร้องของข้าพเจ้า แต่ก็ยังให้มีสมาชิกซึ่งตนเลือกเองเข้ากำกับอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรถึงครึ่งหนึ่ง การที่ข้าพเจ้าได้ยินยอมให้สมาชิก 2 ประเภท ก็โดยหวังว่าสมาชิกประเภท 2 ซึ่งข้าพเจ้าตั้งนั้น จะเลือกจากบุคคลที่รอบรู้การงานและชำนาญในวิธีดำเนินการปกครองโดยทั่ว ๆ ไป ไม่จำกัดว่าเป็นพวกใดคณะใด เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือนำทางให้แก่สมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา แต่ครั้นถึงเวลาที่จะตั้งสมาชิกประเภท 2 ขึ้น ข้าพเจ้าหาได้มีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอาแต่เฉพาะผู้ที่เป็นพวกพ้องของตนเกือบทั้งนั้น มิได้คิดถึงความชำนาญ นอกจากนี้ คณะผู้ก่อการบางส่วนได้มีความคิดจะเปลี่ยนแปลงโครงการเศรษฐกิจของประเทศอย่างใหญ่หลวง จึงเกิดแตกร้าวกันขึ้นเองในคณะก่อการและพวกพ้อง จนต้องมีการปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยคำแนะนำของคณะรัฐบาล ซึ่งมีตำแหน่งอยู่ในเวลานั้น ทั้งนี้เป็นเหตุให้มีการปั่นป่วนในการเมือง ต่อมาพระยาพหลฯ กับพวกก็กลับเข้าทำการยึดอำนาจโดยกำลังทหารเป็นครั้งที่ 2 และแต่นั้นมาความหวังที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เป็นไปโดยราบรื่นก็ลดน้อยลง
เนื่องจากเหตุที่คณะผู้ก่อการมิได้กระทำให้มีเสรีภาพในการเมืองอันแท้จริง และประชาชนไม่ได้มีโอกาสออกเสียงก่อนที่จะดำเนินนโยบายอันสำคัญต่าง ๆ จึงเป็นเหตุให้มีการกบฎขึ้นถึงกับต้องต่อสู้ฆ่าฟันกันเองระหว่างคนไทย
เมื่อข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเสีย ให้เข้ารูปประชาธิปไตยอันแท้จริง เพื่อให้เป็นที่พอใจแก่ประชาชน คณะรัฐบาลและพวกซึ่งกุมอำนาจบริบูรณ์ในเวลานี้ก็ไม่ยินยอม ข้าพเจ้าได้ร้องขอให้ราษฎรได้มีโอกาสออกเสียงก่อนที่จะเปลี่ยนหลักการและนโยบายสำคัญอันมีผลได้เสียแก่พลเมือง รัฐบาลก็ไม่ยินยอม และแม้แต่การประชุมในสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องคำร้องขอต่าง ๆ ของข้าพเจ้า สมาชิกก็มิได้มีโอกาสพิจารณาเรื่องโดยถ่องแท้และละเอียดลออเสียก่อน เพราะถูกเร่งรัดให้ลงมติอย่างรีบด่วนภายในวาระประชุมเดียว นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ออกกฎหมายใช้วิธีปราบปรามบุคคลซึ่งถูกหาว่า ทำความผิดทางการเมือง ในทางที่ผิดยุติธรรมของโลก คือ ก็ไม่ให้โอกาสต่อสู้คดีในศาล มีการชำระโดยคณะกรรมการอย่างลับไม่เปิดเผย ซึ่งเป็นวิธีการที่ข้าพเจ้าไม่เคยใช้ในเมื่ออำนาจสิทธิขาดยังอยู่ในมือข้าพเจ้าเองและข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เลิกใช้วิธีนี้ รัฐบาลก็ไม่ยอม
ข้าพเจ้าเห็นว่ารัฐบาลและพวกพ้องใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคล และหลักความยุติธรรมตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใดคณะใดใช้วิธีการปกครองอย่างนั้นในนามข้าพเจ้าต่อไปได้
ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชนราษฎร
บัดนี้ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริง ไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้เป็นหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติ และออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิ์ของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเป็นของข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนสิทธิ์ทั้งปวงอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมมา ก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์
อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีความประสงค์ที่จะให้ผู้ใดก่อการไม่สงบขึ้นในประเทศ เพื่อประโยชน์ของข้าพเจ้า ถ้าหากมีใครอ้างใช้นามของข้าพเจ้า พึงเข้าใจว่ามิได้เป็นไปโดยความยินยอมเห็นชอบหรือความสนับสนุนของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้ามีความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ไม่สามารถจะยังประโยชน์ให้แก่ประชาชนและประเทศชาติของข้าพเจ้าต่อไปได้ตามความตั้งใจและความหวัง ซึ่งรับสืบกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ยังได้แต่ตั้งสัตยาอธิฐานขอให้ประเทศสยามจงประสบความเจริญ และขอให้ประชาชนชาวสยามได้มีความสุขความสบาย

(พระปรมาภิไธย) ประชาธิปก ปร.
วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2477
เวลา 13 นาฬิกา 45 นาที

เมื่ออ่านจบลงไปนั้นทุกคนคงเกิดความคิดขึ้นมาในใจคนละแบบกันอย่างแน่นอน นั่นขึ้นอยู่กับความสำนึกในความเป็นไทยในตัวของคนคนนั้น ว่าเป็นคนไทยเพราะหลักฐานที่ระบุไว้ในสำเนาทะเบียนบ้าน หรือมีความเป็นคนไทยโดยสายเลือดที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นแต่ปากแต่เลือดในตัวมีแต่เลือดที่เจือด้วยเรื่องธุรกิจ เงินตรา อำนาจ ลาภยศ บารมี ชื่อเสียง มากกว่าที่จะต้องไปสนใจกับประเทศชาติ ทำอย่างไรก็ได้ ขอให้สมหวังเท่านั้น ประเทศชาติใหญ่โตถึงจะถูกกัดแทะจนแผ่นดินแหว่งไปบ้างซักนิดหน่อยคงไม่ถึงกับล่มสลายไปทั้งประเทศ นั่นคือความคิดของนักการเมืองโดยอาชีพ(ส่วนมาก)
ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ดูเหมือนว่าจะไม่มีสาระสำคัญที่น่าสนใจเป็นพิเศษเนื่องจากยังเป็นของใหม่ (ซึ่งเหตุผลที่แท้จริงก็คือ ชาวบ้านกว่าค่อนประเทศเขาไม่มีโอกาสจะได้อ่านหรือรับรู้เอาเสียเลยมากกว่า)ประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 และยกเลิกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 รวมอายุการประกาศและบังคับใช้ 5 เดือน 13 วัน (เนื่องจากมีการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่)ถือเป็นธรรมนูญฉบับแรกและเป็นฉบับชั่วคราว โดยมีหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์)เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการยกร่าง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 และยกเลิกเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 (เนื่องจากการประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่)รวมอายุการประกาศและบังคับใช้ 13 ปี 5 เดือน ระหว่างช่วงเวลานี้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ครั้ง คือ
ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2482 แก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ตามข้อเสนอของรัฐบาล ซึ่งมีนายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ)เป็นนายกรัฐมนตรี ยังผลให้ชื่อของรัฐธรรมนูญต้องเปลี่ยนเป็น “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” ไปด้วย
ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2483 แก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยบทเฉพาะกาล ซึ่งเสนอโดยขุนบุรัสการกิตติคดี (เหมือน บุรัสการ) ผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี โดยการสนับสนุนของรัฐบาล ซึ่งมีนายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี อันมีผลให้บทเฉพาะกาลซึ่งควรจะต้องสิ้นสุดในวันที่ 10 ธันวาคม 2485 เป็นอย่างช้า ยืดเวลาออกไปอีก 10 ปี
(เหตุผลของการเสนอยึดบทเฉพาะกาลก็คือ การคงอยู่ต่อไปอีกของสมาชิกประเภทที่ 2 อันมาจากการแต่งตั้ง นั่นเอง)
ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2485 แก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามข้อเสนอของรัฐบาล ซึ่งมีจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ยังผลให้สามารถขยายเวลาอยู่ในตำแหน่งผู้แทนราษฎรออกไปอีกคราวละ 2 ปี
ก็จะเห็นได้ว่าในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในยุคโบราณนั้น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนเหมือนกับในปัจจุบัน เพราะผู้นำยุคนั้นย่อมมีสิทธิสั่งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหันซ้ายหันขวาได้ตามที่ต้องการ ดังนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงมีเหตุผลสั้นๆ ว่าเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเท่านั้น(เหมือนสมัยนี้ยังกับแกะพิมพ์ออกมาทิ้งไว้ให้ใช้ต่อๆ กันมา)
ดึกแล้ว ขอยกยอดไปรำพึงรำพันถึงอดีตกันวันต่อไปนะ .. ถ้ายังหายใจได้อยู่
(ข้อมูลบางส่วนมาจากเอกสารเก่าและ เว็บไซท์ http://www.kpi.ac.th)
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
สถานการณ์บ้านเมืองวันนี้ยุ่งเหยิงเป็นลิงเล่นแห ฉะนั้นไม่ค่อยอยากจะพูดถึงนัก แม้ว่าจะมีนักวิชาการมากหน้าต่างพากันมาเสนอทางออกร้อยแปดพันเก้า แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ยังไม่เคยเห็นนักวิชาการบ้านเราพูดอะไรแล้วมีคนฟังซักครั้งเดียว
ขอเสนอหน้าวิเคราะห์สถานการณ์บ้างดีกว่า เพื่อความสุนทรีย์ในอารมณืเดี๋ยวจะหาว่าไม่มีสมองแล้วยังอยากจะเสนอหน้า
ความวุ่นวานทั้งมวลที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้มาจากสาเหตุเดียวคือ ต่างฝ่ายต่างดึงดันที่จะเดินหน้าเพื่อให้เกิดผลเป็นไปตามที่ฝ่ายตนต้องการโดยอ้างถึง "ความชอบธรรม" ของตน...ตามรัฐธรรมนูญ
ฝ่ายหนึ่ง...อ้างถึงความชอบธรรมที่ตนได้รับเลือกตั้งเข้ามาด้วยการลงคะแนนเสียงจากประชาชน(เสียงส่วนมาก)ให้เป็นผู้แทนเข้ามาบริหารประเทศ เพราะฉะนั้น จะบริหารยังไง ด้วยวิธีใด มันก็เรื่องของข้า ฝ่ายเอ็งไม่ได้เป็นคนเลือกข้าเข้ามา ไม่มีสิทธิมาโต้แย้งหรือสั่งสอนข้า(เดี๋ยวข้าก็ตัดงบสร้างถนนจังหวัดเอ็งซะหรอก ชิชะ)
อีกฝ่ายหนึ่ง...อ้างถึงความชอบธรรมตามสิทธิที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าสามารถชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เนื่องจากมองไปจนถ้วนทั่วแล้วคงไม่มีใครหน้าไหนกล้าเงยหน้าชูคอขึ้นมาคัดค้านต่อต้านท่านผู้แทนทั้งหลายมิให้ดำเนินกรรมวิธีบริหารประเทศโดยไร้จุดมุ่งหมาย(แต่มีที่หมายแน่นอนไว้แล้วว่าต้องการอะไร)ดังนั้นจึงต้องออกมาป่าวประกาศให้ชาวบ้านได้รับรู้เบื้องหน้าเบื้องลึกกันบ้าง
เอาล่ะ ทีนี้จะขอวิเคราะห์ไปตามที่สมองมีพอเอื้ออำนวยให้ใช้งานว่า ต่างฝ่ายต่างก็คิดกันคนละแง่คนละมุมเหมือนกับกฎหมายบ้านเราที่ฝ่ายที่ถูกก็ต้องเป็นฝ่ายที่มีเงินมากกว่า สามารถจ้างทนายฝีปากดีกว่ามาว่าความให้ สามารถปิดปากพยานฝ่ายตรงข้ามได้(อันนี้คิดเอาเอง) เมื่อต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองถูกก็ต้องยืนหยัดรักษาหน้าตัวเองไว้ เรื่อง "ความชอบธรรม" น่ะช่างหัวมันไปเลย เพราะตอนนี้คติพจน์ต้องเปลี่ยนไปแล้วก็หันไปหา "ความชอบทำ" คือ อยากจะทำอะไรก็ทำมันไปเรื่อยมันจะถูกหรือผิดไม่ต้องไปใยดี ไม่มีการเจรจา ไม่มีการต่อรอง
ชัยชนะของท่านผู้นำเท่านั้นที่ต้องการ ... บ้านเมืองจะฉิบหาย ประชาชนผู้บริสุทธิ์จะบาดเจ็บล้มตาย ก็ช่างมัน ไม่ใช่ปัญหาที่ท่านผู้นำของทั้งสองฝ่ายจะต้องไปให้ความสำคัญ เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ท่านผู้นำจะต้องกังวล ...มากไปกว่าคำว่า ...ชัยชนะ
......รู้สึกใช้สมองมากไปกว่าหาค่าข้าวสาร ทำให้ปวดหนึบๆ ขอพักเรื่องนี้ดีกว่า ยอมรับว่ารีดเค้นความคิดออกมาสุดๆ แล้วได้แค่นี้ถือว่าดีที่สุดเท่าที่เคยทำมาเลย
เคยอ่านหนังสือมาบ้างเหมือนกัน(เมื่อก่อนนี้นะ) เท่าที่พอจะจำได้เขาพูดโฆษณาชวนเชื่อถึง ระบอบประชาธิปไตยว่า เป็นการปกครองประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน เพิ่งรู้ว่าตัวเองโง่ที่สุดที่ตอนนั้นไปเชื่อเขาอยู่ได้
ขอคิดเอาเองฝันเอาเองบ้างว่า ระบอบประชาธิปไตย มีที่มาจากภาษากรีก 2 คำ คือ คำว่า "demos" ซึ่งแปลว่า ประชาชน และคำว่า "cratia" ซึ่งเมื่อรวมทั้งสองคำแล้วน่าจะแปลว่า การปกครองโดยอำนาจของประชาชน ลองนึกๆ ถึงความหมายอื่นๆ ของนักปราชญ์อื่นๆ แต่ไม่อาจเอื้อมไปอ้างอิง เพราะขอเอาทั้งสิบท่านมารวมเป็นของตัวเองน่าจะสนุกกว่าเยอะ(บอกไว้แล้วว่าขอใช้สมองบ้าง)
ประชาธิปไตย ..น่าจะมีความหมายถึง ระบอบการปกครองที่ประชาชนเป็นผู้กำหนดแนวทางการปฏิบัติไว้ชัดเจนเป็นตัวบทกฎหมาย โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ..
แล้วค่อยมาขยายความอีกทีว่า การร่างกฎหมายนั้นต้องมาจากประชาชนก่อน โดยการกำหนดเรื่องที่ตนต้องการเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่อง เช่น เรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่องเกี่ยวกับการศึกษา เรื่องเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ฯลฯ แล้วจึงลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้มีความสามารถคนใดคนหนึ่งที่ตนให้ความไว้วางใจ(ว่าไอ้หมอนี่หรือนังนี่จะไม่หักหลังเราทีหลัง)ขึ้นมาและมอบหมายให้เป็นผู้แทนเข้าไปร่วมเป็นสภานิติบัญญัติในการจัดทำกฎหมายขึ้นมาเพื่อให้มีผลบังคับใช้กับประชาชนโดยส่วนรวม
แต่เท่าที่ประสบพบพานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน ไม่เคยปรากฎแม้ซักครั้งเดียวว่าประชาชนหน้าไหนจะสมปราถนาได้เลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเพราะบรรดาผู้แทนที่ท่านๆ ทั้งหลายลงคะแนนเสียงเลือกเข้ามา(หลายครั้งก็ไม่ได้เลือกมัน แต่ไม่รู้มันได้มายังไง)ท่านผู้แทนเหล่านั้นไม่เคยย้อนกลับไปหาอดีตที่ผ่านมาไม่กี่วันเลย ที่เคยยกมือไหว้กราดไม่เลือกตั้งแต่แม่เฒ่าไปยันลูกเด็กเล็กแดงก็เปลี่ยนเป็นเชิดหน้ายกคางมองกวาดไปรอบๆ แทน บ้านที่เคยซุกหัวอยู่อาศัยก็โยกย้ายเข้าไปอยู่เมืองหลวงซะให้สมกับฐานะหน่อย และเคยมีที่บางครั้งกลับไปหาเสียงที่เขตของตนแต่เสือกหลงทางเข้าหมู่บ้านตนเองไม่ถูก เนื่องจากไม่ได้มาซะหลายปี(ตั้งแต่ได้รับเลือกนั่นแหละ)
ไม่ได้อยากพูดถึงให้เสียอารมณ์หรอกแต่ ท่านผู้แทนของเราส่วนมากนะ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ พี่น้องเอ๋ย
ย้อนกลับมาหากฎหมายหลักของประเทศ คือ รัฐธรรมนูญ ที่ร่างขึ้นมาโดยประชาชนนั้น ข้อสำคัญข้อหนึ่งที่ต้องมีการระมัดระวังตรวจตราตรวจสอบมากที่สุดคือ ข้อที่เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ที่มักจะถูกร่างแก้ไขให้มีข้อจำกัดมากมายหยุมหยิม หมกเม็ดไว้ให้มีการตีความภายหลัง ทั้งที่เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนสมควรที่จะต้องเป็นเนื้อหาหลักที่สำคัญของรัฐธรรมนูญ มากกว่าข้ออื่นๆ ทั้งนั้น
แต่อย่างที่พูดถึงข้างต้น ว่าเรามอบหมายให้ตัวอะไรล่ะ ที่เข้าไปเป็นผู้แทนของเรา ไอ้ตัวนั้นน่ะมันจดไอ้ที่เราบอกไว้หรือเปล่า มันจำไอ้ที่เราพูดไว้ได้บ้างมั้ย และมันไปเปลี่ยนเรื่องของเราไปเป็นเรื่องของมันหมดทุกเรื่องตั้งแต่เมื่อไหร่
เราจะไว้ใจไอ้คนที่เราเลือกมันเข้าไปได้เพียงใด ว่ามันดีเลิศทั้งต่อหน้าและลับหลัง มันคนนั้นมีสมองมากว่าแมลงหวี่หรือเปล่าเราเองก็คงไม่อาจจะรู้ได้(แต่บางทีมองๆ ดูก็น่าจะดูออก)
...เฮ้อ...ความดันขึ้นอีกแล้ว ขอพักก่อนล่ะ
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
บล็อคนี้พอนานไปดูเหมือนว่าจะกลายเป็นกระโถนให้ระบายความหงุดหงิดอัดอั้นตันอุราไปซะทุกเรื่อง นับตั้งแต่เรื่องของอารมณ์ส่วนตัว เรื่องของชุมชนรอบตัว เรื่องของการบ้านการเมือง แต่โดยสรุปก็คือ เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ได้มีชีวิตยืดยืนยาวต่อไปอีกนิด เพราะอกไม่ระเบิดตายไปซะก่อน มาวันนี้พอเริ่มต้นก็เดาได้เลยว่ามันก็เรื่องเดิมๆ ซ้ำซากก็จะให้ทำยังไงเล่าในเมื่อบ้านเมืองมันเป็นยังงี้อยู่
จะลองแกล้งลืมๆ เรื่องการเมืองไปซักครู่หันมามองในความเป็นจริงของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ว่ามีความต้องการอะไรกันแน่
ประการแรก ตามที่ได้ร่ำเรียนมาตั้งแต่บรรพกาลนั้น สิ่งที่มนุษย์มีความต้องการในขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ปัจจัย 4 คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค ซึ่งถ้าจะขยายความต่อไปอีก(ซึ่งก็เป็นปกติธรรมดาของมนุษย์ที่ไม่รู้จักความพอ)ก็น่าจะมีความต้องการขยายเผ่าพันธุ์ การเด่นเลิศล้ำกว่าผู้อื่น ซึ่งจะกลายพันธุ์เป็นคำอธิบายในยุคสมัยต่อมา
ประการที่สอง จะลองว่าตามหลักการของนักมานุษยวิทยารุ่นหลังเริ่มมีการศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์มากขึ้น(โดยเอาตัวเองเป็นต้นแบบ...เหมือนเดิม)จะแบ่งความต้องการของมุษย์ออกเป็น 2 ประการ คือ ความต้องการทางกายและความต้องการทางจิต เรื่องเกี่ยวกับทางกายนั้นไม่มีปัญหา มันมองกันออกง่ายดาย มันหิวเวลาอดกินข้าวมา 2 วันเพราะตกงานอยู่ มันง่วงนอนเพราะต้องไปนั่งซุ่มรอขโมยของเค้าตั้งแต่ตอนเย็น จนถึงตีสามแล้วเจ้าของบ้านมันยังไม่ยอมนอนซะที มันเจ็บปวดที่โหนกแก้มขวาเวลาถูกชกหน้าด้วยหมัดแข็งๆ เนื่องจากไปเผลอพูดใส่ร้ายคนอื่นเข้า เป็นต้น แต่ในเรื่องทางจิตซึ่งอยู่ภายในนั้น นักปรัชญานักคิดต่างก็หาเหตุผลมาอ้างอิง(จนได้)ถึงที่มาที่ไป(ตามที่ใจของท่านคิดเอาเอง)สารพัดเรื่องแต่ก็เข้าทาง
ประการที่สาม มาฟังนาย ซิกมันด์ ฟรอยด์ นักจิตวิทยาชาวออสเตรียเค้าว่ากันบ้าง นายฟรอยด์แบ่งจิตมนุษย์ออกเป็น 3 ส่วน คือ Id Ego และ Superego จะลองอธิบายเป็นภาษามนุษย์ดูนะแบบง่ายๆ
Id เป็นพลังงานในตัวคนที่คอยกระตุ้น เร่งเร้า ดิ้นรนให้คนเรามีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยวิธีการต่างๆ
Ego เป็นพลังงานส่วนที่ต้องคอยตอบสนองความต้องการของ Id ให้ได้ไม่ว่าจะต้องทำอย่างไรก็ตาม(ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เพราะในส่วนนี้พลังงานที่ว่าไม่สนใจหรอกว่า มันจะผิดหรือถูกกฎหมาย)ซึ่งบางครั้งการตอบสนองก็ไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากมีข้อจำกัด ยกตัวอย่าง Id บอกกับตัวเราว่าอยากจะเหาะลงจากตึก 3 ชั้น ซึ่ง Ego ก็ฮึดฮัดจะเอาจริงแต่พอขยับตัวแล้วก็คิดได้ว่ามันสูงโว้ยขืนโดดลงไปหัวก็หดลงไปกองรวมกับฝ่าเท้าเป็นแน่ เลยลังเลไม่ยอมโดด(ภาคต่อไปคงต้องอาศัยฝ่าเท้าใครช่วยยันลงมา)
Superego เป็นพลังงานลึกลับที่อยู่ใต้สุดของจิตสำนึก คอบควบคุมกวดขันการกระทำของ Ego ไม่ให้เกินเลยขอบเขตที่สมควร เป็นพลังงานที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาตินะครับ แต่เป็นพลังงานที่เกิดจากการอบรมสั่งสอน ศึกษาเล่าเรียน รวมถึงการใช้วิจารณญานของคนเรา ดังนั้นพลังงานส่วนนี้จึงมีอยู่ทุกถ้วนหน้า อยู่ที่ว่าจะมีปัญญาดึงมันมาใช้หรือให้ความสำคัญกับมันรึเปล่าเท่านั้น แต่สำหรับคนอย่างเราๆ ท่านๆ ส่วนมากไม่ค่อยสนใจมันนักหรอกเพราะถ้ามัวแต่ยับยั้งชั่งใจ แล้วเมื่อไหร่จะได้เป็นใหญ่เป็นโตล่ะโว้ย
เนื่องมาจากจิตทั้งสามส่วนที่พูดถึงแล้ว พี่ฟรอยด์ท่านยังแถลงเพิ่มเติมขยายความว่า การยับยั้งชั่งใจที่เกิดขึ้น(ถ้าทำ)ก็จะก่อให้เกิดผลติดตามมาอีกหลายเรื่อง ได้แก่ ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง Id(ที่ต้องการมันซะทุกเรื่อง) กับ Superego(ที่มีมโนธรรมสูงล้ำ)ผลที่ติดตามมาคือความตึงเครียดและความวิตกกังวล(ยังกะเกิดสงครามในอก) เดือดร้อนตัวกลางคือ Ego ต้องดัดแปลงพัฒนาวิธีการใหม่ขึ้นมาโดยการสร้าง กลไกป้องกัน ขึ้นมาเพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างพี่น้อง อันได้แก่ การเก็บกด พฤติกรรมเบี่ยง การตำหนิผู้อื่น การถอดแบบ การยึดแน่น การแสดงพฤติกรรมตรงข้าม การถดถอย การทดแทน แต่ถ้าใครต้องการคำอธิบายก็ไปหาอ่านกันเองเถอะ เพราะตามปกติไม่ควรมีใครมาอธิบายเรื่องทางจิตให้เราฟังหรอก (เพราะเรายังไม่ได้บ้า)
ลืมไปว่าจะพูดถึงความต้องของมนุษย์ เวรกรรมร่ายมาซะยาว ไม่ได้ความอะไรขึ้นมาเลยเอาไว้คราวหน้าก็แล้วกันนะ...ถ้ายังหายใจอยู่
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
สิ่งที่เกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ ย่อมเป็นกฎหมายสูงสุด (Salus populi est suprema lex) ประโยคดังกล่าวนับเป็นสุภาษิตทางกฎหมายที่มีความหมายกว้างลึก แต่ถ้ามองผ่านๆ ประสาชาวบ้านที่อ่านภาษาไทยออกหรือเข้าใจในภาษามนุษย์ปกติก็จะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปตีความให้วุ่นวาย เนื่องจากมีความหมายอยู่ในตัวประโยคอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้เป็นหลักกฎหมายในการปกครองประเทศก็จะต้องมุ่งไปถึงผลประโยชน์ของสาธารณะเป็นจุดสำคัญ เป็นหัวใจของการกำหนดแนวทางของกฎหมายทุกมาตรา การขันอาสาเข้าไปในกระแสของการเลือกตั้งก็ควรจะมีจุดมุ่งหมายในการเข้าไปเพื่อทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับสาธารณะ ไม่ใช่เพื่อตนเอง พวกพ้องหรือญาติมิตร ควรจะเข้าไปเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ใม่ใช่มุ่งหวังในการตอบแทนคุณข้าวแดงแกงร้อนของท่านผู้มีพระคุณหน้าไหนทั้งสิ้น ระบบอุปถัมภ์ฝังตัวแนบแน่นอยู่กับสังคมไทยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำว่า "วัฒนธรรม" มาตั้งแต่โบราณกาลและกลายเป็นส่วนเกินของวัฒนธรรมไทย ที่ส่งเสริมให้มีการช่วยเหลือเกื้อหนุน "คนที่ไม่ดี" ให้เป็นใหญ่ในบ้านเมือง เหตุผลหนึ่งเพราะคำว่า "บุญคุณ" ที่ไม่มีข้อจำกัดในความคิดของคนไทยจนไม่สามารถแยกแยะถึงความสำคัญของคำว่าบุญคุณ ว่าควรจะทดแทนให้กับผู้ใดหรือสิ่งใดก่อนตามลำดับความสำคัญ
กฎหมายสูงสุดของประเทศ จึงมองเห็นและให้ความสำคัญกับสาธารณะประโยชน์ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริงมากกว่าจะให้ความสำคัญกับผู้คนที่ร่างตัวบทกฎหมายขึ้นมาหรือเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มบุคคลคณะใดคณะหนึ่ง แต่ในการร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาประสบอุปสรรคนานับประการ
อย่างแรก ... ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศนั้นไม่มีโอกาสได้มาเป็นผู้ร่างกฎหมายด้วยตนเอง แต่ผ่านการไตร่ตรองด้วยการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดของตนเข้ามาเป็นผู้ทำหน้าที่นั้นแทน ซึ่งผลสรุปก็คือ ผู้แทนผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดของประชาชนท่านนั้นก็จะยึดถือแนวทางการเสนอร่างกฎหมายไปตามมติของพรรคการเมืองที่ตนสังกัดอยู่ โดยไม่สนใจใยดีหรือตะแคงหูฟังเสียงของประชาชนที่เลือกตนเข้ามาแม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงปัจจุบันแล้ว (แต่ทว่าท่านผู้ทรงเกียรติเหล่านั้น"มัน"ก็ยังกล่าวอ้างตนว่าเข้ามาเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรโดยชอบธรรมด้วยเสียงของประชาชน ที่หลับหูหลับตาเลือก"มัน"เข้ามา)
ซึ่งกฎหมายเหล่านั้นส่วนมากก็จะมีการ "หมกเม็ด" แอบแฝงช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มหรือพรรคของตนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มี "บุญคุณ" ล้นหัวที่จำเป็นจะต้องตอบแทนให้ได้โดยไม่ต้องไปเกรงกลัวว่าจะไปกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือประชาชน
บ่นไปบ่นมาก็พอดีเหลือบไปเห็นป้ายที่ติดอยู่ในหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นป้ายต้อนรับท่านผู้แทนอันทรงเกียรติที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ล้นเหลือจนรู้สึกว่าจะหนักแผ่นดินไปมากเหมือนกัน ป้ายนั่นต้อนรับท่านที่มาเป็นเจ้าภาพงานแต่งงานแค่นั้นแหละ แต่อ่านแล้วก็ทำเอาผวากับคำว่า ฯพณฯ ท่าน มันน่ากลัวมากจนไม่กล้าเดินเข้าไปในงาน กลัวว่าจะต้องถูกญาติผู้ใหญ่บังคับให้หมอบคลานตูดกระดกเข้าไปน้อมกราบกรานท่านต่อหน้าผู้คนทั้งงาน
ต่อไปนี้เป็นข้อความที่คัดมาจากเว็บไซท์ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ใจความว่า "สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือเวียนที่ นร ๐๑๐๕/ว ๙๕๓ ลงวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๘ ว่า ในการมีหนังสือราชการถึงผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง เช่น นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวง โดยใช้คำขึ้นต้นว่า “กราบเรียน” แล้วตามด้วยตำแหน่งว่า “กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี” นั้น เป็นการไม่ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. ๒๕๒๖ ข้อ ๑๑.๕ และข้อ ๑๒.๕ ที่ถูกต้องนั้นจะต้องใช้ตามตัวอย่าง ดังนี้
กราบเรียน นายกรัฐมนตรี
กราบเรียน ประธานรัฐสภา
กราบเรียน ประธานศาลฎีกา
กราบเรียน ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
เรียน รองนายกรัฐมนตรี
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวง"
ใครเห็นข้อความนี้แล้วกรุณาช่วยกันคัดลอกไปแจกจ่ายให้ทั่วบ้านทั่วเมืองด้วยเถิด ถือว่าเป็นทาน ไม่อยากให้ขี้กลากไปรับประทานศีรษะท่านผู้ทรงเกียรติทั้งปวงที่ชอบเห็นป้ายประเภทนี้แล้วก็ยืนแอ็คท่าถ่ายรูปยิ้มแก้มปริ
โถ ... ท่านผู้แทนของกู

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -