บทความยอดนิยม

Archive for กันยายน 2008

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ก็คงไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องที่เกี่ยวกับบทบาทของนักการเมืองหรือเรื่องของการเมืองในตอนนี้ เพราะสถานการณ์ยังคงอึมครึมไร้ทางออก ต่างฝ่ายต่างยืนหลังพิงฝาไม่กล้าหันซ้ายหรือหันขวาออกทางประตูข้าง แต่ยังคงดันทุรังจะฝ่าออกทางด้านหน้าของตนให้ได้ โดยต่างก็ยึดถือหนทางของตนเองว่าถูกต้องกว่าอีกฝ่ายอย่างแน่นอน การเผชิญหน้าจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าของเราทุกคน และสิ่งหนึ่งที่รบกวนจิตใจและความรู้สึกอย่างมากก็คือการที่คนในซีกของรัฐบาลออกมาโต้แย้งฝ่ายตรงข้ามโดยอาศัยกระบอกเสียงของรัฐบาล ใช้วาจายั่วยุ ทำให้เกิดความแตกร้าวให้มากยิ่งขึ้นเหมือนกับการตอบโต้ของอันธพาลข้างถนน เหมือนกับคนที่ไร้ทั้งความคิด ไร้ทั้งมันสมองที่จะคิดหาหนทางหรือวิธีที่ดีกว่านี้ได้
เจริญลงไปเรื่อยๆ เถอะประเทศชาติ
มาตรา 69 บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
คำว่า "วิถีทางที่บัญญัติไว้" ทำให้ต้องพลิกไปอ่านอีกหลายตลบเพื่อค้นหาวิถีทางที่รัฐธรรมนูญของเราบัญญัติไว้แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะต้องยอมรับว่า กฎหมายสูงสุดของเรานี้ร่างขึ้นมาโดยนักกฎหมายกับนักการเมืองที่รู้กันอยู่ว่า เวลามีปัญหาข้อขัดแย้งกันเป็นต้องมีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอยู่ตลอดปีตลอดชาติในแทบทุกเรื่อง ตีกันไปตีกันมาทั้งศาลทั้งฝ่ายที่ขัดแย้งจนบ้านเมืองระส่ำระสายมาเรื่อย น่าจะสรุปง่ายๆ ว่า วิถีทางที่บัญญัติไว้ย่อมเป็นไปในทางที่ดีงามถูกต้องสะอาดบริสุทธิ์ยุติธรรมในทุกเรื่อง ดังนั้น เหตุใดที่มีเรื่องไม่สะอาดไม่เที่ยงธรรมหรือบิดเบี้ยวไปจากปกติ ย่อมเป็นวิถีทางที่ขัดต่อบทบัญญัติแน่นอนโดยไม่จำเป็นต้องตีความให้เสียเวลา
ก็พยายามเปิดดูอยู่ว่าการแบ่งเค็กแบ่งเก้าอี้ผู้ทรงเกียรติกันในคณะรัฐมนตรีระหว่างพรรคการเมืองเดียวกันแต่อยู่คนละกลุ่มกับพรรคร่วมรัฐบาล ดูจะเป็นที่อึกทึกครึกโครมโดยไม่อับอายต่อสายตาประชาชนหรือเกิดความหน้าบางขึ้นมาซักคน แต่ยังคงดันทุรังดิ้นรนกระทบกระแทกแดกดันกันไปมาไม่ขาดระยะ โดยไม่ใส่ใจใยดีกับประชาชนที่กำลังจะจมน้ำตายไปค่อนประเทศอยู่แล้ว มันเป็นวิถีทางที่ไม่ถูกต้องที่ทำให้เสียความรู้สึกอย่างมากกับความพยายามที่ไม่ได้มุ่งหวังหรือคิดถึงความถูกต้องชอบธรรมทางการเมือง หากแต่ยังคงมุ่งถึงผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องแบบไร้จริยธรรม พูดตามภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าหน้าด้านกันแบบสุดตัว
อำนาจ...ไม่ได้ทำให้คนไม่ดีกลายเป็นคนดีไปได้หรอก เพราะคนไม่ดีอยู่ไปซักกี่ปีมันก็ไม่มีทางดีขึ้นมาได้ เนื่องจากเป็นสันดานด้านไม่ดีที่ติดตัวอยู่อย่างถาวรเสียแล้ว
ขอโทษ...เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองก็เริ่มติดเชื้อเลวๆ มาบ้างแล้วเหมือนกัน เพราะดีแต่ว่าคนอื่นเค้า แต่ตัวเองยังมองหามุมดีๆ ไม่เจอเลย แต่ก็ติดดูแล้วก็ยังดีอยู่นิดที่รู้ว่าตัวเองเลวจนไม่กล้ายื่นหน้าอาสาไปกอบกู้บ้านเมือง เหตุผลก็เพราะไม่รู้ว่าจะไปโกงเอาอะไรจากประเทศนี้ได้อีก คิดไม่ออกจริงๆ ว่ายังมีอะไรเหลือให้กอบกู้ขึ้นมาได้อีกนอกจากความวุ่นวายที่พยายามก่อกันไม่หยุดหย่อน

โลกของการเมือง

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ก็จะมีการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่ 26 ของประเทศไทย ซึ่งก็รู้กันอยู่แล้วว่าใครเป็นใคร ปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนปกติที่เคยเป็นมาทุกยุคทุกสมัยก็คือการใช้จำนวน ส.ส.ภายในอาณัติทำการต่อรองเพื่อตำแหน่งทางการเมืองที่มีบทบาทหรือสามารถสร้างฐานะของกลุ่มให้ดูดีขึ้น
อย่างที่เคยกล่าวถึงมาบ่อยครั้งแล้วว่า การที่จะทำให้ ส.ส.ของเรามุ่งถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญตามหลักการที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เอาเสียเลยและเชื่อว่าคงไม่มีโอกาสเป็นไปได้อีกนับร้อยปี หากบรรดา ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ ยังคงคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเป็นสำคัญเช่นเดิม โดยกล่าวอ้างถึงความชอบธรรมตามมติของพรรคที่ตนสังกัด หรือกล่าวอ้างถึงหลักการเพ้อเจ้อไร้สาระสารพัดเรื่อง และที่บ่อยครั้งพร่ำเพรื่อมากที่สุดคือการกล่าวอ้างถึงความชอบธรรมที่ได้รับการเลือกสรรมาจากประชาชน แต่ไม่มีเลยที่จะกล่าวอ้างถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชนที่ได้เคยรับฟัง อวดอ้าง รับปากไว้เป็นมั่นเหมาะก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง บรรดา ส.ส.ประเภทสัดส่วนของพรรคนั้น ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ทางพรรคสามารถจัดลำดับคัดสรรซุกซ่อนคนของตนเข้ามาร่วมเป็น ส.ส.ตามธรรมชาติ แม้ว่าบางคนนั้นจะเป็นที่ครหามานานาสาเหตุ
วันนี้อีกเช่นกันที่ ศาลฎีกาจะมีการพิจารณาคดีอาญาของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีซื้อขายที่ดินของภริยาอดีตนายกฯ ผลที่จะออกมานั้นเป็นที่รู้กันล่วงหน้าว่าไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น ให้หลับตาฟังก็รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร และยังมีอีกหลายคดีที่กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ไม่นับคดีบางคดีที่มีการตัดสินไปแล้วซึ่งมีโทษถึงจำคุก และจนถึงวันนี้ ผู้ถูกกล่าวหาก็หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วอย่างสบายใจทั้งครอบครัว มิหนำซ้ำยังกล่าวหาว่า ระบบยุติธรรมของประเทศไทยไม่มีความน่าเชื่อถือ (เนื่องจากไม่เอนเอียงไปหาท่านเหมือนที่เคยมีมา)
ขณะที่กำลังเขียนอยู่นี้ มีผู้เสนอชื่อผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว สองท่าน หนึ่งก็คือ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน (ซึ่งคะแนนเสียงสู้ไม่ได้อยู่แล้ว) กับอีกหนึ่งคือ รองหัวหน้าพรรคฝ่ายรัฐบาล(และมีความเกี่ยวพันกับอดีตนายกฯ อย่างลึกซึ้ง และก้าวเข้ามาร่วมกับพรรคการเมืองในฐานะผู้ประสานงานหรือผู้ดำเนินการหลักด้วยความจำเป็นซึ่งประชาชนต่างทราบกันดีทั่วประเทศ) ท่านหลังนั้นก้าวเข้ามาด้วยความหวาดเสียวเพราะอำนาจการต่อรองของแต่ละกลุ่มในพรรคเดียวกันที่ต่างก็ดิ้นรนเพื่อหาตำแหน่งที่ดีในรัฐบาล โดยการใช้ จำนวน ส.ส.ในสังกัดของตนมาข่มขู่ ต่อรองยืดเยื้อมาหลายวัน
เซ็งสุดชีวิตกับรูปแบบซ้ำซากตามวิถีทางของการเมืองไทย เบื่อหน่ายกับวิถีทางของนักการเมืองไทย
งวดหน้ามาอ่าน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ควรให้ความสนใจ ดูท่าจะบำรุงสมองประเทืองปัญญา รักษาโรคประสาทเครียด คงจะดีกว่าแน่นอน
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
เหตุที่ต้องปล่อยวางการบันทึกไว้นานถึง 15 วัน ก็เพราะเกิดความเบื่อหน่ายกับวิถีทางการปฏิบัติตนของนักการเมือเต็มที ความวุ่นวายทั้งมวลที่ปรากฎให่เห็นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมามีเหตุมาจากคำว่า "ผลประโยชน์" เพียงประโยคเดียว และขอโทษอย่าเพิ่งดีใจว่าท่านเหล่านั้นเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศชาติ เคยกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งว่านักการเมืองบ้านเราไม่เคยมองไปไกลหรือบังอาจคิดได้ถึงขนาดนั้นเนื่องจากระดับสมองไม่เอื้ออำนวยให้ทำได้ ที่สามารถกระทำได้เต็มกำลังก็คือ กระทำในทุกวิถีทางเพื่อมุ่งสู่หนทางการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง
...โดยไม่ต้องไปสนใจใยดีต่อความเป็นไปของประเทศชาติหรือความเป็นอยู่ของประชาชนให้รกสมอง....
ช่วงที่ห่างหายไปมีเรื่องให้ดีใจอยู่เรื่องหนึ่งคือการที่ประเทศชาติปลอดผู้นำสูงสุด ด้วยการพ้นจากตำแหน่งตามวิถีทางของกฎหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นการยืนยันถึงอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายสูงสุดของประเทศ ว่ายังคงมีความเที่ยงธรรม และตามมาด้วยการเพียรพยามในการหวนคืนสู่เก้าอี้ผู้นำสูงสุดอีกครั้งหนึ่งด้วยวิถีทางทางรัฐสภา (โดยไม่อนาทรต่อความถูกต้องทางศีลธรรมในใจ) แต่ก็ต้องผิดหวังล้มเหลวไม่เป็นกระบวนจากความผิดเพี้ยนของกระบวนการของพรรคการเมืองของตนเองที่เกิดความขัดแย้งภายใน อันมีเหตุมาจากคำว่า "ผลประโยชน์"ที่ไม่ลงตัว อาจจะไม่ใช่เรื่องดีนักที่ประเทศขาดผู้นำในยามที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตินานับประการ
...แต่ถ้ามีผู้นำที่ไม่สมบูรณ์ในคุณสมบัติของผู้ดีแบบไทย ก้าวร้าว ไม่รู้จักปิยวาจา เข้ามามีอำนาจในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองแบบเลื่อนลอยในฐานะหุ่นเชิด(โดยมีเงื่อนไขการเข้ามาที่ขัดต่อความรู้สึกของผู้คน) ก็ไม่ควรจะมีเสียดีกว่า...
พรรคการเมืองใหญ่ที่ก้าวเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศด้วยนโยบายร้อยแปดเอื้ออาทร มุ่งเจาะกลุ่มคนระดับล่างโดยการสรรหาวิธีการเอาใจประชาชนระดับรากหญ้า ด้วยการ ลด แลก แจก แถม สารพัดวิธี โดยแฝงกระบวนการสูบเลือดจากงบประมาณแผ่นดินอย่างแยบยลและนิ่มนวลจนไม่มีใครสามารถก้าวล่วงเข้าไปได้ จนไปยังจุดจบในที่สุดตามที่รู้ๆ กันอยู่ถึงช่วงอวสานของพรรคการเมืองใหญ่ยุคแรก และกำลังตามมาด้วยยุคที่สองเพื่อความต่อเนื่องในการสูบเลือดประเทศชาติ
จนถึงวันนี้และเวลานี้(19.50 น.)การสรรหาผู้นำคนใหม่ของพรรคก็ยังไม่มีข้อยุติ แม้ว่าจะมีการออกมาประกาศตัวบ้างแล้วก็ตาม เพราะยังมีบางกลุ่มในพรรคเดียวกันออกมาทักท้วงว่าไม่เหมาะสม และกล่าวอ้างถึงเหตุผลร้อยแปดเกี่ยวกับความห่วงหาอาทรต่อประเทศชาติ โดยที่ลึกลงไปแล้วน่าจะเป็นการห่วงหาอาทรต่อผลประโยชน์ที่กลุ่มของตนกำลังสูญเสียไปมากกว่า
...ประเทศชาติยังคงต้องจมอยู่ในวัฏจักรของนักการเมืองประเภทนี้อีกนับร้อยปี หากยังมีการส่งต่อแนวทางการปฏิบัติและแนวความคิดไปยังสามี ภรรยา พี่น้อง จนถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน สืบต่อไปชั่วกาลนาน โดยพึ่งพาหากินกับประชาชนระดับรากหญ้าเป็นหลัก...
...ทรัพย์สินเงินทอง สามารถหามาจนเท่าเทียมกับผู้อื่นได้ไม่ยาก...
...ตำแหน่งและยศฐาบรรดาศักดิ์ จะได้มาก็ต้องมีความรู้ ความสามารถ มีการสั่งสมประสบการณ์นานปี...
...แต่ตำแหน่งทางการเมือง สามารถสร้างได้ด้วยเงินทอง อำนาจบารมีของตระกูลและอิทธิพลนอกระบบ เท่านั้น แต่สามารถมีอำนาจควบคุมผู้คนในสองข้อแรกได้ทันที...

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -