บทความยอดนิยม

Archive for สิงหาคม 2008

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
วันนี้ 31 สิงหาคม 2551 เวลา 13.30 น. มีปรากฎการณ์พิเศษเกิดขึ้นคือ การจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา(สมัยสามัญนิติบัญญัติ) ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญ
มาตรา 179 ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้
เหตุผลที่ต้องจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งนี้ เริ่มมาจากการหารือของพรรคร่วมฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมาโดยมีการประสานกับพรรครัฐบาลและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาความวุ่นวายที่เกิดขึ้น(โดยโยนผลการตัดสินใจให้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐสภาเสีย) และนำผลการหารือไปแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบเพื่อขอให้เปิดประชุม ส่วนอีกเหตุผลหนึ่ง คือมาจากการเสนอแนวทางของพรรคฝ่ายค้านกับเป็นแนวคิดของนักวิชาการบางท่าน ซึ่งมึความเชื่อว่า น่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับสถานการณ์ในขณะนี้
แต่เท่าที่ติดตามรับฟังการประชุม ก็ยังคงปรากฎภาพและเสียงเหมือนกับที่เคยเป็นมานับแล้วเกือบร้อยปี ที่การอภิปรายจะต้องประกอบด้วยคำพูดที่เป็นทางการสวยหรูเพราะพริ้ง(เพราะมีการถ่ายทอดสดทั่วประเทศและทั่วโลกด้วย)หลังจากนั้นก็จะเริ่มมีการกล่าวพาดพิงไปถึงบุคคลที่สาม และจะต้องมีการพูดดักคอ ขัดคอ กระทบกระแทก เสียดสีเปรียบเปรย ตามรูปแบบ
ประกอบกับเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาท่านผู้นำได้ไปออกอากาศรายการสนทนาประสาท่าน และเอ่ยมธุรสวาจาตามเคย ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการกำหนดแนวทางการตัดสินใจของท่านไว้ล่วงหน้าเสียแล้วโดยที่ยังไม่ทันจะได้รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาหน้าไหนทั้งสิ้น นับว่าอัจฉริยะที่สุด ต่อเนื่องมาในการประชุมท่านก็สามารถลุกขึ้นมายืนโต้ตอบได้ทุกคำกระทบแบบไม่เกรงฟ้าดิน
คำว่าการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาหาทางออก ดูจะเป็นเรื่องไร้ค่า เพราะสิ่งที่ได้มาคือการคัดแยกสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติออกจากกันเพื่อแบ่งฝ่ายให้ชัดเจนขึ้นมาว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายพันธมิตร ซึ่งคล้ายกับตอนที่ท่านผู้นำพูดไว้กับสื่อมวลชนว่าจะต้องไม่มีความเป็นกลางแต่จะต้องเลือกข้างได้แล้วว่าจะอยู่ฝ่ายไหน และวันนี้ภาพนั้นกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อปรากฎวาจาท่านผู้นำที่คาดคั้นเอากับบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติอย่างดุเดือดหลายช่วง
นึกไม่ออกเลยว่าจะไปลงเอยที่จุดไหน ในเมื่อฝ่ายรัฐบาลก็ยืนยันเต็มที่แล้วว่าไม่ลาออก แม้จะมีการเปิดประชุมร่วมกันกับ ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาก็ตามที่ แต่ฝ่ายรัฐบาลกลับตั้งธงไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วว่าต้องการอย่างไร
ดังนั้น การตัดสินใจดำเนินการด้วยวิธีการต่างๆ ที่เกิดขึ้น จากการกระทำครั้งต่อไปของรัฐบาลจะไม่ใช่การตัดสินใจของรัฐบาลอีกแล้ว แต่จะถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการตัดสินใจร่วมกันของสมาชิกรัฐสภา
นี่เอง ทางออกของรัฐบาล ก็คิดได้เท่านี้แหละครับพี่น้องจะเอายังไงกันนักหนา
ย้อนกลับมาดูสาระ(ที่หาไม่ได้เลย) จากการประชุมบางเสี้ยวบางตอนออกจะดูแกว่งๆ ไร้หางเสือ ต่างฝ่ายต่างสงวนท่าทีไม่ยอมบอกออกมาตรง ว่าจะเอายังไง พูดตรงๆ ก็คือตันกันไปทั้งบางกระบือ นอกจากบางท่านที่พูดออกมาโต้งๆ ว่าให้ นายกฯ ลาออก ทำยังกับจะยอมง่ายๆ ยังงั้นเพราะ บางท่านในฝ่ายรัฐบาลก็ออกมาแย้งแบบนักเลงว่า ถ้าคนอื่นเป็นรัฐบาลก็จะพาพวกพ้องมาล้อมให้นายกฯ คนใหม่ลาออกบ้างเหมือนกัน
การใช้เหตุและผล พ้นวิสัยจากการใช้วิจารณญานของคนในคณะรัฐบาลเสียแล้ว
อำนาจที่มีอยู่นั้นหอมหวล อำนาจในมือสามารถสร้างสิ่งอื่นๆ ตามาได้อีกมาก อำนาจเป็นสิ่งที่ต้องยึดไว้ให้มั่น เพื่อตน เพื่อพวกพ้องและวงศ์ตระกูล ใครเล่าจะยอมปล่อยให้หลุดมือไปง่าย การได้กลับคืนมาอีกครั้งนั้นสิ้นเปลืองทรัพยากรหลายด้านเหลือเกิน
อย่าถามนะว่าผลการประชุมเป็นยังไง เพราะเปิดดูช่วงละ 1 นาที เพียง 15 ช่วงแล้วก็มานั่งชงยาหอมกิน หลังจากนั้นก็ไม่ได้กลับไปเปิดดูอีกเลยเพราะมีความรู้สึกอยากจะถนอมอารมณ์และความรู้สึกดีๆ กับรัฐสภาของประเทศชาติเอาไว้ให้คงอยู่ต่อไปอีกนานซักหน่อย ไม่อยากฝันร้ายมองเห็นภาพของนักเลงข้างถนนหรือภาพของผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษาปลอมตัวใส่สูทมายืนด่าทอกันให้ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งต้องมาทนนั่งมองแล้วก็น้ำตาตกในอยู่.....เหมือนหลายครั้งในอดีต
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
สถานการณ์การชุมนุมมีการเปลี่ยนแปลงแทบจะทุกนาทีทำให้ต้องเปลี่ยนใจหยุดการสอนหนังสือเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญไว้ก่อน เพราะการรุกกดดันของกลุ่มพันธมิตรเริ่มหนักหน่วงขึ้น เนื่องมาจากการบุกเข้าไปรื้อเวทีใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรและมีการปะทะกันพอหอมปากหอมคอแล้วก็เจ็บกันไปคนละเล็กละน้อยตามประเพณี ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องดำเนินการอย่างนั้นลงไป บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจไม่มีใครรู้บ้างเลยหรือว่าการกระทำเช่นนั้นเท่ากับเป็นการยั่วยุให้เหตุการณ์บานปลายออกไปอีกและสร้างความโกรธแค้นให้กับฝูงชนมากเป็นทวีคูณ
การบุกเข้าไปยึดสนามบินที่หาดใหญ่และภูเก็ตของกลุ่มพันธมิตรท้องถิ่นบอกให้รู้ถึงการขยายตัวของกลุ่มชนจากเหตุการณ์ข้างต้น
การขอลาหยุดงานแบบฉุกเฉินของพนักงานรัฐวิสาหกิจ การรถไฟ เป็นจุดเริ่มต้น ตามมาด้วยของสายการบินและอาจจะตามมาด้วย ไฟฟ้า ประปา โทรคมนาคม ฯลฯ ใครจะไปรู้ได้เพราะตอนที่เขียนอยู่ขณะนี้ยังไม่มี
มองอีกทางหนึ่งอารมณ์ความรู้สึกไม่ใช่เกิดขึ้นกับฝ่ายพันธมิตรแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นคนของรัฐบาลและต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ยิ่งเป็นฝ่ายที่ได้รับความกดดันมากกว่าหลายเท่า ไหนจะอดนอน กินไม่อิ่มได้กินบ้างไม่ได้กินบ้าง ไม่มีโอกาสกลับไปหาลูกหาเมีย แล้วไหนจะต้องมาถูกประชาชนตะโกนก่นด่าไม่ขาดระยะ พูดได้เลยว่าเหมือนกับตกนรกไม่มีผิดเผลอๆ บางนายอาจจะเข้าขั้นใกล้บ้าเข้าไปแล้ว
ขอฝากถึงกลุ่มพันธมิตรให้นึกถึงหัวอกของผู้ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาด้วย
ขณะนี้เวลา 19 นาฬิกา 04 นาที ยังคงดูข่าวการปิดล้อมกองบัญชาการตำรวจนครบาลของกลุ่มพันธมิตรและปรากฎมือลึกลับยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มชนทำให้น้ำหูน้ำตาไหลไปตามๆ กัน เพิ่มรสชาติให้กับการชุมนุมไปอีกแบบหนึ่ง
ดูเหมือนการยั่วยุฝูงชน ดูจะเป็นวิธีการที่รัฐบาลยุคนี้ช่ำชองแบบสุดๆ
เหนื่อยใจแต่คงไม่ฆ่าตัวตายแน่นอน
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
วันนี้อยู่ว่างๆ รู้สึกเหงาใจที่มีข่าวช่วงเช้าออกมาว่ามีชายสูงวัยอายุ 69 ปีจุดไฟเผาตัวเองหลังจากที่บ่นกับญาติว่าเบื่อการเมืองเต็มที ผลก็คืออาการสาหัส ไม่อยากบอกหรอกว่านี่เป็นผลของการออกมาประโคมกระจายข่าวผสมผสานกับการวิเคราะห์ข่าวอย่างสะเปะสะปะและวิจารณ์แบบไม่ค่อยจะเป็นกลางเอาเสียเลยตามคำสั่งเสียจากท่านผู้นำของสือสารมวลชนบ้านเรา
หยิบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับล่าสุด พ.ศ.2551 มาเปิดอ่านเล่นๆ ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้างแล้วก็นึกสงสัยอยู่ในใจว่า บรรดาผู้แทนราษฎรของเราท่านที่อุตส่าห์สละเวลาเดินไปลงคะแนนเสียงให้นั้นท่านเคยเปิดอ่านกันหมดทุกมาตราบ้างรึเปล่า แล้วก็นึกแปลกใจว่าบ้านเมืองกำลังอยู่ในวิกฤติแล้ว ท่านเหล่านั้นหายศีรษะหลบลี้หนีไปต่างประเทศหมดหรือยังไง เพราะเงียบกริบเป็นเป่าไม้มะค่าโมง ปล่อยให้นักวิชาการ องค์กรอิสระ ส.ว.และ ส.ส.ระดับใหญ่ๆ ออกมาวิเคราะห์กันกว้างขวางบวกกับการออกมาวิจารณ์ของ ส.ส.ซีกรัฐบาล แต่ยรรดา ส.ส.ต่างจังหวัดมากกว่า 90 เปอร์เซนต์ เก็บปากเงียบคาดว่าคงกลังผิดพลาดทางเทคนิคหากให้สัมภาษณ์หรือออกมาปากโป้งแล้วเกิดผิดข้างขึ้นมาจะขาดทุนซะเปล่าๆ ก็ขอบคุณที่สงวนวาจาไว้อย่าพูดจาไม่มีทำนบฝายกั้นเหมือนกับผู้นำท่านเลย
มาวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยรัฐธรรมนูญของเรากันบ้างดีกว่า
มาตรา 26 การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
(ผู้เขียน.....มาตรานี้เป็นหัวใจของการพิจารณาในทุกมาตราต่อมา.....)
มาตรา 28 บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน.........
มาตรา 29 การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และ........
(ผู้เขียน....จาก 2 มาตรานี้ การใช้สิทธิและเสรีภาพของกลุ่มพันธมิตรในครั้งนี้ถือได้ว่าได้ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นไปแล้วอย่างเต็มตัว ทั้งการกีดขวางการจราจร สร้างความเดือดร้อนรำคาญ ฯลฯ เป็นการกระทำความผิดทางอาญาหลายมาตราทีเดียว แต่เป็นที่น่าสงสัยว่า การกระทำความผิดอาญานี้ ไม่มีเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองเข้าไประงับเหตุหรือจับกุมแม้จะเป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้าก็ตามที และผลของการกระทำความผิดนี้ไปรบกวนสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น ตาม มาตรา 30)
มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
และวรรคสี่ มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม
(ผู้เขียน....ตรงนี้เองที่เป็นช่องทางให้รัฐบาลสามารถดำเนินการด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อกลุ่มพันธมิตร โดยการอ้างถึงสิทธิแสรีภาพของบุคคลอื่นที่ถูกรบกวนตามมาตรา 30 แต่ท่านกลับมิได้ปฏิบัติกลับเพิกเฉยปล่อยให้เหตุการณ์ล่วงเลยไปนานกว่า 90 วันจนสถานการณ์เข้าขั้นสุกงอม คือไม่เลือกว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง แต่เลือกที่จะนั่งเฉยอยู่เหมือนทองไม่รู้ร้อนเหมือนเป็นการยื้อเวลาโดยมีจุดมุ่งหมายบางอย่างแอบแฝงอยู่)
มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
วรรคสอง การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะและเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย..........
(ผู้เขียน....มาตรานี้ชัดเจนถึงความผิดของรัฐบาลที่ปล่อยให้มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรตั้งแต่ต้น เนื่องจากสถานที่ที่ใช้ในการชุมนุมตั้งแต่แรกเริ่มนั้นมีผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องการกีดขวางรบกวนการสัญจรไปมาของบุคคลทั่วไป การปิดกั้นเส้นทางจราจรโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ การใช้เสียงให้เป็นที่เดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น การใช้วาจาพูดหมิ่นประมาทกล่าวร้ายต่อผู้อื่น ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ได้ แต่รัฐบาลของผู้นำที่รักของเราก็เลือกที่จะนิ่งเฉยนั่งตีขิมดูไปบ่นไปตามประสา)
มาตรา 69 บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
(ผู้เขียน.....มาตรานี้ตรงใจมากที่สุดในการเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตร เมื่อพิจารณาจากการประพฤติปฏิบัติตัวของบรรดาบุคคลในคณะรัฐบาล หรือจากพรรคร่วมรัฐบาล ในด้านต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่วิธีการสมัครรับเลือกตั้ง การหาเสียง การดำเนินการใต้ดินด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้รับเลือกตั้งเข้ามามากที่สุด และก้าวเข้ามาบริหารประเทศด้วยแนวทางแปลกประหลาด)
...วันนี้ขอพอเท่านี้ก่อนเพราะกำลังจะก้าวเข้าสู่มาตราสำคัญที่สุดในหมวดที่ 4 ว่าด้วย หน้าที่ของชนชาวไทย
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
สถานการณ์ที่เรียกว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกกำลังบังเกิดขึ้นกับรัฐบาลบ้านเรา หลังจากที่เพียรพยายามไปขออำนาจศาลมาเพื่อดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรโดยการตั้งข้อหาดุเดือดสุดๆ กับแกนนำ 9 คนก่อการกบฏขึ้นในบ้านเมือง ขออนุญาตสอบถามนิดหน่อยว่าทำไมมีการตั้งข้อหาไว้เพียง 9 ท่าน ทั้งๆ ที่ความวุ่นวายครั้งนี้เกิดจากกลุ่มคนเรือนหมื่นเรือนแสนและการบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการโดยไม่ได้รับอนุญาตก็เป็นคนเรือนหมื่นเรือนแสน การขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลก็เกิดจากคนกลุ่มเดียวกัน เมื่อแกนนำก่อการกบฏ ย่อมไม่สามารถทำกันเองเพียง 9 ท่าน ผู้ที่อยู่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ทุกๆ คนก็จะต้องตกเป็นผู้ร่วมก่อการด้วยอย่างทั่วถึง
สถานการณ์กำลังกระพือโหมมากขึ้นก็เพราะคำว่า ก่อการกบฏ นี่เองครับพี่น้องเพราะเหมือนกับการต้อนกลุ่มพันธมิตรเข้าไปสู่จุดอับ หมดทางออกเหลือเพียงหนทางเดียวคือหลังชนกำแพง ผู้ที่เดือดร้อนก็คือ ผู้ที่มีหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ตามคำสั่งของท่านผู้นำ ที่ชั่วโมงนี้ประกาศกร้าวจะยุติการชุมนุมอย่างเด็ดขาดรวดเร็ว แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็ประกาศเสียงอ่อยๆ ว่า จะไม่ใช้การดำเนินการสลายการชุมนุมเนื่องจากเหตุผลร้อยแปดพันเก้าตามลมปากตามอารมณ์ท่านในขณะที่ให้ข่าวตอนนั้น ซึ่งฟังได้เรื่องบ้างไม่ได้เป็นเรื่องบ้าง เป็นธรรมดาที่รับฟังมาจนเริ่มชินแล้ว
รัฐบาลในวันนี้ยังคงนึกไม่ออกว่าจะยุติปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้อย่างไร ?
นึกสงสารประเทศไทยที่จะต้องถูกปกครองดูแลต่อไปด้วยคณะรัฐบาลที่ไม่พยายามที่จะแก้ปัญหาที่ตัวเองเป็นผู้ก่อขึ้นเอง ปัญหาที่เกิดจากการกระทำที่เรียกว่า ยั่วยุ ของคนในคณะรัฐบาล ตั้งแต่ท่านผู้นำลงมาในทุกๆ ความเคลื่อนไหว ในทุกๆ คำพูดที่พาดพิงไปถึงกลุ่มพันธมิตร
ประชาชนในบ้านเมืองประสบปัญหาร้อยแปดประการที่รอคอยให้ รัฐบาล เข้ามาดูแลและช่วยแก้ไข ก็คงต้องช่วยตัวเองต่อไปเหมือนเดิมเสียแล้ว
เพราะรัฐบาลของเรา ไม่มีความสามารถเหลือพอที่จะปลีกตัวมาช่วยได้แล้ว เพียงแค่กลุ่มพันธมิตรก็แทบทำให้ล้มระเนระนาดทั้งกระดาน ต้องระหกระเหินไปเปิดประชุมสัญจรทั่วถิ่นแคว้นแดนเมือง จะเข้าบ้านตัวเองไปทำงานก็เข้าไม่ได้ เนื่องจากโดนยึดไปเปิดเวทีดนตรีและกลายเป็นสำนักสงฆ์ชั่วคราวไปเสียแล้ว
การแก้ปัญหาความยากจนแปญหาอื่นๆ ของประชานจึงเกินวิสัยพ้นขีดความสามารถของรัฐบาล
เนื่องจากเก่งกาจในการหลีกหนีปัญหาที่ตัวเองก่อขึ้น และ การสร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง เท่านั้นเอง
ขณะที่ท่านผู้นำก็มีวาจาอันเป็นภัยต่อคณะรัฐบาล ต่อบ้านเมืองและต่อตัวเองอย่างดีเลิศ
ทางออกสุดท้าย คงต้องมุดออกทางโพรงกระต่ายอย่างแน่นอน
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
เหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่เช้ามืดของวันอังคารที่ 26 สิงหาคม 2551 บ่งบอกถึงความอ่อนแอของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งวางแนวทางการบริหารประเทศและการปกครองแบบกล้าๆ กลัวๆ แต่จะเป็นกลัวอะไรไม่ขอพูดถึง ที่จะพูดถึงคือการขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจ ทำให้ประชาชนที่อุตส่าห์ไปลงคะแนนเสียงให้ต้องผิดหวังเพราะหลายคนมองอย่างมุ่งหวังให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเฉียบขาดต่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ อยากจะให้เกิดความแตกหักขึ้นย่อมดีกว่าที่จะปล่อยให้เหตุการณ์ยืดเยื้อและรัฐบาลที่รักก็ถูกก่นด่าเพิ่มขึ้นวันละเรื่องสองเรื่อง และก็แปลกที่ว่ารัฐบาลชุดนี้ยังมีโอกาสที่จะต้องทำให้เกิดเรื่องไม่ค่อยดีไม่ค่อยงามขึ้นมาได้รายวัน เปิดทางให้กลุ่มพันธมิตรบุกโจมตีทางตรงได้ตลอด
และในที่สุดเมื่อรัฐบาลที่รักเห็นทางที่จะรุกคืบโต้ตอบ เกิดดวงตาเห็นธรรม จัดส่งลูกน้องออกไปจัดรายการตอบโต้ทางกระบอกเสียงของรัฐ โดยกล่าวอ้างว่าเพื่อเป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ ไม่ยอมให้อีกฝ่ายใส่ร้ายได้ข้างเดียวแต่ทว่าท่านนายกรัฐมนตรีกลับไปพูดออกอากาศว่าเป็นการจัดรายการเพื่อตอบโต้กล่มพันธมิตรบ้าง ใครจะไปให้ด่าว่าเอาแต่ฝ่ายเดียวล่ะ
เท่านั้นเอง เหมือนกับมีคนมาช่วยจุดเชื้อประทุใส่กองฟางที่คุกรุ่น นรกก็ลุกพรึ่บเป็นไฟ เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นใน 26 สิงหาคม 2551 และยืดเยื้อมาจนค่อนวันรัฐบาลจึงเริ่มตื่นนอนงัวเงียมาแก้สถานการณ์(หลังจากที่วิ่งหลบไปหลบมาจนเหนื่อย หาที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไม่ได้ ในที่สุดต้องเข้าไปอาศัยซุกร่มเงาของกองทัพ)
การกระทำของกลุ่มพันธมิตรในครั้งนี้ ไม่ใช่การชุมนุมทางการเมืองโดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่เป็นการก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและเป็นการกระทำความผิดทางอาญาหลายกระทงหลายมาตรา เป็นการกระทำโดยขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิงและไม่มีทางที่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนโดยทั่วไปอย่างเด็ดขาด
แต่รัฐบาลที่รักของเรากลับนิ่งเฉย ส่งแต่ลิ่วล้อมาออกอากาศแก้เก้อข่มขู่ผู้กระทำความผิดตามกฎหมายบ้านเมืองเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องได้แต่ยืนมองดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสงบ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามสะดวกเพราะไม่มีผู้มีอำนาจมาสั่งการให้เด็ดขาด จะทำอะไรก็ไม่ได้ ดูมันติดขัดไปหมด กฎหมายที่มีอยู่ก็ต้องโยนเข้าลิ้นชักไปหมดเป็นการชั่วคราว ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็ได้แต่ประชุมปรึกษาหารือกันให้วุ่นเพื่อหาข้อยุติ (ที่หาไม่ได้ในที่สุด)
ขอบคุณ รัฐบาล ที่ให้โอกาสในการก่ออาชญากรรมครั้งใหญ่ในบ้านเมือง โดยการสนับสนุนของผู้มีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองที่ไม่รู้จักคำว่า กฎหมายของบ้านเมือง และไม่รู้ว่าจะใช้กฎหมายของบ้านเมืองอย่างไร
ย้อนนึกถึงยุคปกติธรรมดาของบ้านเมืองเรา ที่ว่า กฎหมายนั้นบังคับใช้แต่ตาสีตาสาบ้านนอกคอกนาเท่านั้น ไม่ได้บังคับใช้กับนักการเมืองหรือ คนมีกะตังค์ เห็นทีต้องเพิ่มคำว่า บังคับใช้กับ ม็อบ ไม่ได้เหมือนกัน
อนิจจา กฎหมาย อุตส่าห์เสียเวลาไปลงคะแนนเลือกตั้งให้เข้าไปนั่งร่างกฎหมาย ดันบังคับใช้ไม่ได้
ไม่รู้ว่าจะไปลงคะแนนหาพระแสงอะไร
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
วันดีวันร้ายก็มีผู้นำของประเทศออกมารำพึงรำพันผ่านกระบอกเสียงของรัฐบาลว่าลูกน้องถูกองค์กรอิสระรังแก และยังบอกอีกว่าองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบคนของรัฐนั้นมีที่มาที่ไปไม่ถูกต้อง เป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาอย่างไม่ถูกต้องเพราะมาจากการแต่งตั้งของคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติรัฐประหารและยึดอำนาจการปกครองประเทศ แล้วมาเลือกปฏิบัติ ทั้งที่อีกฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลก่นด่าสารพัดอย่างกลับไม่ดำเนินการจัดการกลับมาจ้องสอบสวนเอาความผิดกับลูกน้องตนที่ออกมาจัดรายการเพื่อตอบโต้
ขอประทานโทษที่ต้องสอบถามความเข้าใจกันนิดหน่อยว่าที่ผมเข้าใจน่ะมันผิดไปมากน้อยเพียงไร และจะได้รู้ว่าตัวเองโง่แค่ไหนครับ
ข้อแรก ผมเข้าใจว่าคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติรัฐประหารและยึดอำนาจการปกครองประเทศล้มล้างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศในขณะนั้น ประกาศ/คำสั่งทุกฉบับถือว่าเป็นกฎหมายที่ถูกต้องสมบูรณ์ในตัวของมันเองโดยไม่ต้องไปอ้างอิงรัฐธรรมนูญ(ที่ถูกล้มไป)
ข้อสอง องค์กรอิสระที่ถูกจัดตั้งขึ้นตามคำสั่งของผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศในขณะนั้นจึงย่อมมีความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่
ข้อสาม การที่บุคคลในคณะรัฐบาลทุกคนดำรงตนอยู่ได้ในขณะนี้ก็เพราะท่านเองเป็นผู้ย้ำนักย้ำหนาว่า มาจากการเลือกตั้งโดยการใช้สิทธิอันชอบธรรมของประชาชน แต่ท่านกลับไม่ได้สำนึกว่า กฎหมายเลือกตั้งที่ท่านกล่าวถึงนั้นก็มาจากการร่างของกลุ่มบุคคลที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาโดยผู้ที่ทำการปฏิวัติรัฐประหารเช่นกัน สรุปว่าถ้าองค์กรอิสระตามข้อสองไม่ถูกต้อง สภาพความเป็นรัฐบาลก็ย่อมไม่ถูกต้องเช่นกัน
ข้อสี่ การตรวจสอบลูกน้องของท่านจากองค์กรอิสระเป็นการตรวจสอบตามคำร้องเรียนของบุคคลอื่น... ว่า...ลูกน้องของท่านที่เป็นบุคคลในคณะรัฐบาลใช้สื่อของรัฐที่มาจากภาษีอากรประชาชนไปในทางที่ถูกที่ควรหรือไม่ ? และทำไปเพื่อให้เกิดประโยชน์กับใคร ? แต่ก็น่าจะดีนะเพราะท่านเองก็ชมนักชมหนาว่าพูดจาได้ไพเราะดีเลิศประเสริฐศรี ซึ่งหากเอาวิจารณญานของท่านมาตัดสินว่าดี ผมเองก็เห็นว่าสมควรแล้วเนื่องจากวิจารณญานของท่านมีอยู่จำกัด
ข้อห้า การที่องค์กรอิสระไม่เข้าไปตรวจสอบฝ่ายพันธมิตรที่มาด่ารัฐบาลนั้น ก็เพราะองค์กรอิสระไม่ได้มีหน้าที่ที่จะไปยื่นหน้าเสนอตัวไปจัดการกับเรื่องที่ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนครับ ซึ่งนับว่าองค์กรอิสระนั้นยังรู้ประสาดีกว่าผู้ใหญ่บางคนมากนัก การกระทำความผิดทางกฎหมายหรือความไม่ถูกต้องในบ้านเมืองนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่หรือครับ? ถ้ามีใครโดนด่าแล้วแจ้งองค์กรอิสระไปตรวจสอบซะทุกเรื่อง ผมว่าตำรวจไทยคงตกงานแน่นอน
ข้อหก ท่านไม่ชอบหน้าองค์กรอิสระก็เพราะท่านเองก็มีเรื่องที่ถูกร้องเรียนว่ากระทำความผิดที่จะต้องได้รับการตรวจสอบเหมือนกัน
คนดีไม่หนีตำรวจ(ที่ดี)หรอกครับท่าน
การเมืองไทยมีที่มาที่ไปอย่างไร คนไทยมากคนที่รู้ดี
นักการเมืองไทยมีพฤติการณ์เป็นอย่างไร คนไทยมากคนก็รู้ดี
คนที่ไม่รู้ในเรื่องการเมืองไทยก็มีอยู่สองประเภทเท่านั้น คือ....คนโง่ กับ คนฉลาด
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ข่าวตัดตอนมาเพื่อจำเอาไว้จาก www.norsorpor.com วันที่ 12 ส.ค.51
แม้ว-หญิงอ้อไม่มารายงานตัว ศาลออกหมายจับปรับ13ล้าน

ศาลฎีกาออกหมายจับทักษิณ-พจมานครั้งที่สอง เบี้ยวนัดรายงานตัว พร้อมยึดเงินประกัน 13 ล้าน ให้แบงค์นำส่งภายใน 5 วัน หลังทนายแอบส่งผู้ช่วยยื่นคำร้อง ด้านอสส.เรียกอัยการฝ่ายต่างประเทศศึกษา ก.ม.ลี้ภัย-ผู้ร้ายข้ามแดนทันที

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯสนามหลวง เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 11 สิงหาคม นายโกเมน สุวัฒิกะ และน.ส.อัจฉรา ใหม่เอี่ยม ผู้ช่วยทนายความนายคำนวณ ชโลปถัมป์ ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา จำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษกมูลค่า 772 ล้านบาท ได้เดินทางมายื่นคำร้องแถลงชี้แจงเหตุผลกรณีที่จำเลยทั้งสองเดินทางไปประเทศอังกฤษ ไม่เดินทางมารายงานตัวต่อองค์คณะฯตามกำหนดนัดระบุว่าทนายความได้รับรายงานจากผู้ประสานงานว่าจำเลยทั้งสองยังไม่ได้เดินทางกลับประเทศไทย และไม่สามารถเดินทางมารายงานตัวต่อศาล

ต่อมาเวลา 15.00 น. องค์คณะผู้พิพากษาฯพิจารณาคำร้องของจำเลยแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่เดินทางกลับประเทศไทยและมารายงานตัวต่อศาลภายในกำหนด เป็นการผิดสัญญาประกัน จึงมีคำสั่งให้ปรับจำเลยทั้งสองตามสัญญาประกัน ให้ธนาคารนำส่งเงินตามสัญญาประกันต่อศาลภายใน 5 วัน และให้ออกหมายจับจำเลยทั้งสอง

สำหรับสัญญาประกันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ทำไว้กับศาลฎีกาฯนั้น น.ส.พิณทองทา บุตรสาว ได้ใช้สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งมูลค่ารวมมูลค่า 15 ล้านบาทขอประกันตัวบิดาและมารดา โดยศาลพิเคราะห์แล้วอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว พ.ต.ท.ทักษิณ โดยตีราคาประกันจำนวน 8 ล้านบาท ส่วนคุณหญิงพจมาน ตีราคาประกัน 5 ล้านบาท

เมื่อเวลา 11.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ส่งแถลงการณ์ไปยังสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ระบุว่า กระบวนการยุติธรรมไทยถูกแทรกแซงจึงไม่มีความปลอดภัย เมื่อติดต่อทีมทนายความกลับไปแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งส่งผู้ช่วยมายื่นคำร้องศาลดังกล่าว

นายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีที่ดินรัชดาฯที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานตกเป็นจำเลย กล่าวกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ออกแถลงการณ์ขอลี้ภัยในต่างประเทศ โดยระบุว่า กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง มีการแต่งตั้งคณะบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์มาสอบสวนดำเนินคดี ไม่ปลอดภัยต่อชีวิตว่า ยืนยันว่า การตรวจสอบไต่สวนของ คตส.ที่ผ่านมายึดหลักตามขบวนการขั้นตอนตามกฎหมายทุกประการ ที่สำคัญไม่ยึดหลักอคติดัง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอ้าง

ทั้งนี้กรณีที่ดินรัชดาฯ เป็นไปตามข้อกฎหมายที่เข้าใจง่ายว่า เมื่อผู้ซื้อที่ดินของรัฐ เป็นภริยานักการเมือง จะซื้อที่ดินดังกล่าวมิได้ ฉะนั้นในชั้นไต่สวนของ คตส.ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน จึงมีความผิดชัดเจน

“การกล่าวอ้างของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่างๆนานา จึงเป็นคำพูดของคนเกเร พูดเหมือนคนพาล และเขาคงเห็นแล้วว่า คงไม่มีสิ่งใดที่สามารถซื้อได้แล้ว และรู้ชะตากรรมของตัวเองว่าจะเป็นเช่นไร เพราะคนที่เป็นโจร ไม่คิดว่าตัวเองผิดหรอก แต่เป็นเพราะกฎหมายทำให้ผิด ” อดีตกรรมการ คตส.กล่าวและว่า แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะขอลี้ภัยแต่คดีต่างๆ ยังต้องดำเนินต่อไปโดยมีระยะเวลาร่วม 20 ปี

นายสัก กอแสงเรือง อดีตโฆษก คตส. กล่าวว่า การอ้างเรื่องกระบวนการยุติธรรม ไม่ให้ความเป็นธรรมในการต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เป็นสิ่งที่สังคมต้องพิจารณาว่า การกลับเข้ามาต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาในช่วงที่ พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล จะไม่ให้ความยุติธรรมได้อย่างไร และกระบวนการตรวจสอบไม่เป็นปัญหา เพราะทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่ได้มีการแก้หรือเขียนกฎหมายใหม่ขึ้นมาเฉพาะ เพียงแต่มีการตั้งหน่วยงาน คตส.ขึ้นมา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งในกระบวนการไต่สวนและตรวจสอบ ได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้กล่าวหาได้ชี้แจง และคัดค้านตลอดเวลา แต่อย่างที่สังคมรับรู้ผู้ถูกกล่าวหา ไม่เคยใช้ช่องทางนี้ในการต่อสู้ ยืนยันว่า คตส.เป็นกลางทางการเมือง ไม่เคยกลั่นแกล้งใคร ที่สำคัญ คตส.เป็นหน่วยงานต้นทางก่อนที่จะส่งหลักฐานไปยังกระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนต่อไป

นายสัก กล่าวว่า การอ้างเหตุผลความไม่ปลอดภัยในชีวิต และกระบวนการยุติธรรม 2 มาตรฐานนั้น ต้องพิจารณาว่า ขณะนี้รัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่เป็นปฏิปักษ์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ ระบบบริหารประเทศผ่านตัวแทนพรรคการเมือง ระบบนิติบัญญัติ เป็นปฏิปักษ์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ ระบบตุลาการเป็นปฏิปักษ์ หรือไม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางมายังประเทศไทย เพื่อมาต่อสู้คดี ระยะหนึ่งแล้ว และไม่เห็นว่า จะมีการยื่นคัดค้านองค์คณะผู้พิพากษา ในคดีที่เกี่ยวข้องว่าเป็นบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ หรือเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติ ไม่เหมาะสมจะพิจารณาคดี ที่จะทำให้กระบวนการพิจารณามิชอบ แต่เพิ่งมาตั้งข้อสังเกต หลังจากที่ศาลชั้นต้นได้พิจารณาหลีกเลี่ยงภาษีของคุณหญิงพจมาน และนายบรรพจน์ ดามาพงศ์ ดังนั้นจึงพอจะคาดเดาได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คิดอะไรอยู่

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่าการไม่เดินทางกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่ส่งผลกระทบต่อคดีที่ ป.ป.ช.รับช่วงต่อมาจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.เนื่องจากทุกเรื่องได้อยู่ในขั้นตอนของการไต่สวนหมดแล้ว อีกทั้งหากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ก็สามารถชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรมาได้

เมื่อถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุในแถลงการณ์ว่ากระบวนการยุติธรรมไม่เป็นกลางและถูกแทรกแซง นายวิชา กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ควรทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดเรื่องนี้มาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือกระบวนการยุติธรรมไม่เป็นกลางอย่างไร เนื่องจากหากกล่าวลอยๆเช่นนี้ จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทยในสายตาของต่างประเทศทั้งหมด ไม่เฉพาะศาลและองค์กรอิสระต่างๆเท่านั้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสำนักงานศาลยุติธรรมจะเป็นผู้ชี้แจงขั้นตอนของความยุติธรรมเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือได้ อย่างไรก็ตามยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่ได้ทำงานเป็นปรปักษ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงแต่เป็นการคาดเดากันไปเอง ส่วนตัวมองว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาชี้ประเด็นว่าถูกกลั่นแกล้งจากกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นกลาง ก็เพื่อต้องการให้เข้าเงื่อนไขของการลี้ภัยทางการเมือง

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.ทหารสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ระบุไม่กลับประเทศไทยเพราะยังมีความเป็นเผด็จการและแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมว่า ตนไม่อยากให้ความเห็นอะไร บางเรื่องสื่อคิดมาก ตนมองเป็นระบบและสังคม มองเป็นองค์รวมมากกว่าตัวบุคคล ถ้าคนไทยและสังคมไทยมุ่งไปในทางที่ดี ก็ไม่ต้องกลัวอะไร เราต้องช่วยกันทำให้สังคมดี ขณะนี้สังคมไม่ได้เลว เราต้องช่วยกันอีกเยอะ สื่อต้องช่วยกันสร้างสังคมให้ดีอย่างเข้มแข็ง

เมื่อถามว่า พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นอดีตผู้นำประเทศออกมาแถลงเพราะไม่มั่นใจกระบวนการยุติธรรมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า เขาพูดก็ต้องกระทบแน่นอน ถ้าบอกว่าประเทศไทยไม่มีความยุติธรรม ไม่ต้องเป็นผู้ใหญ่พูดเป็นผู้น้อยพูดก็ต้องมีผลกระทบ บางทีคนข้างถนนอาจจะมีความเป็นกลางมากกว่า เพราะผู้นำบางทีมีความลำเอียง เขาอาจจะพูดได้ชัดเจน คนไทยทุกคนมีความสำคัญที่จะเป็นทูตหรือยมทูต หรืออาจจะเป็นเอกอัครราชทูต การพูดมีความสำคัญ เราต้องพูดด้วยความยุติธรรมและต้องมองในแง่ดี

“อย่าไปคิดว่าท่านพูดผิดหรือถูก ประเทศไทยเป็นประเทศที่ดีพอสมควร แต่ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ บางคนอาจจะโชคร้ายไปตกที่ความไม่สมบูรณ์ตรงนั้น ต้องให้ความยุติธรรมอย่าไปพูดอะไรในจุดที่มองเป็นส่วนเดียว เพราะเมืองไทยของเรามีความยุติธรรมอยู่มาก ดังนั้น การพูดต้องช่วยเหลือบ้านเมือง ซึ่งเมืองไทยดีทุกอย่าง ” พล.อ.บุญสร้าง กล่าว

เมื่อถามว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ควรเคารพคำตัดสินของศาลใช่หรือไม่ พล.อ บุญสร้าง กล่าวว่า คิดว่าควรจะเป็นอย่างนั้น บางครั้งอาจจะก้ำกึ่ง แต่ถ้าเราไม่เคารพโดยเฉพาะผู้ที่เป็นหลักของบ้านเมืองทุกคนก็ต้องทำตาม บ้านเมืองก็จะลำบากมากอยู่กันไม่ได้

หมายเหตุต่อท้าย ข้อความข้างต้นตัดตอนมาบางส่วนจากข่าว น.ส.พ.ออนไลน์เพราะฉะนั้นคำให้สัมภาษณ์ คำวิจารณ์จึงไม่ใช่ของผู้จัดทำ และไม่จำเป็นจะต้องยื่นหน้าไปรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น และอันที่จริงแล้ว บทสัมภาษณ์และคำวิจารณ์ที่ตรงใจมากที่สุดนั้นก็มีอยู่มากมายแต่เกรงใจเทวดาเลยลงมาให้อ่านพอช้ำใจเล่นๆ
ที่จริงแล้วอยากจะย้ำให้ชัดๆ ไปเลยว่า โจรทุกคนเวลาถูกจับได้ก็มีข้อแก้ตัวทั้งนั้นแหละ กฎหมายถ้าไม่ถูกใจเราแล้วมันก็ไม่ดีทั้งนั้น
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
หนังสือพิมพ์วันนี้ลงข่าวเรื่องอดีตผู้นำเป็นข่าวเด่นเหตุเพราะอะไรไม่ขอพูดถึง แต่อยากจะพูดถึงเฉพาะเรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้กฎหมายไทย อยากชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างชนชั้นในเมื่อต้องไปตกอยู่ในฐานะเช่นเดียวกัน หลายคนในขบวนการคนรักต่างก็ออกมาปกป้องเชิดชูอย่างไม่ลืมหูลืมตาโดยไม่ใยดีต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยไม่ใส่ใจต่อกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้กับคนในสังคม ทั้งๆ ที่กฎหมายบางฉบับนั้นก็ผ่านการกลั่นกรองจากบุคคลที่กำลังออกมาตำหนิด่าว่าและพูดถึงในแง่ที่ว่าไม่เป็นธรรมต่ออดีตผู้นำและครอบครัว
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติของบุคคลที่อยู่ในชนชั้นผู้นำ(ถึงแม้จะนำได้เฉพาะตำแหน่งชั่วคราว)ว่ากฎหมายที่เป็นธรรมจะต้องเป็นกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับตนและพวกพ้องเท่านั้น ส่วนกฎหมายที่จะทำให้ตนตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาจะต้องได้รับการแก้ไขให้เป็นธรรมมากขึ้น ทันทีที่มีโอกาสเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องไว้ให้นานที่สุด ระบบยุติธรรมจะต้องสามารถควบคุมได้ ถ้าไม่สามารถควบคุมได้แสดงว่าระบบยุติธรรมของประเทศกำลังเสื่อมสลายและถูกครอบงำโดยผู้มีอำนาจ
ใครเป็นผู้กำหนดระดับของความเป็นธรรม นอกจากตัวบทกฎหมายที่ถูกบัญญัติไว้ ?
เหตุผลหนึ่งที่กฎหมายเกี่ยวกับการเมืองการปกครองต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง เพราะพฤติกรรมของนักการเมืองเองเป็นสาเหตุหลัก ที่ปัจจุบันยังคงยึดมั่นในเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักสำคัญ รองลงมาก็คือผลประโยชน์ตอบแทนของพวกพ้องน้องพี่ ส่วนผลประโยชน์ของประเทศชาติดูเหมือนจะไม่อยู่ในความสนใจเลยแม้แต่น้อยแต่จะถูกบรรจุอยู่ใน คำพูดและลมปากในที่สาธารณะ เท่านั้น เนื่องจากผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติไม่ได้มีส่วนช่วยเหลือเกื้อกูลในการดำรงชีวิตอย่างมีอำนาจและเงินตราของตนและวงศ์ตระกูลแต่อย่างใด
การออกมาประกาศต่อสาธารณชนโดยแสดงความไม่มั่นใจในระบบยุติธรรมของประเทศ แสดงออกถึงความดูหมิ่นสถาบันตุลาการที่มีบทบาทอย่างสูงในการมีส่วนช่วยเหลือในการกำกับดูแลความประพฤติของนักการเมืองนอกรีต หากประเทศชาติจะมีระบบยุติธรรมที่สมบูรณ์สำหรับตนคงจะต้องอาศัยพวกพ้องและความวิปริตบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เนื่องจากระบบยุติธรรมยังคงเป็นสถาบันเดียวในประเทศที่สามารถสกัดขัดขวางขบวนการสูบเลือดเนื้อประชาชนและประเทศชาติ การทำให้สถาบันตุลาการถูกเกลียดชังหรืออย่างน้อยก็เกิดข้อกังขาเป็นวิธีการเดียวเท่านั้นที่โจรจะคิดขึ้นมาได้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากลิ่วล้อให้สร้างกระแสสนใจก่อพลังใต้ดินเดินตามไปสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นบนทางสายนั้น
สติ สัมปชัญญะ เป็นสิ่งที่ถูกต้องในการสร้างความศรัทธาให้เกิดขึ้นในหมู่ชน
ไม่ใช่ความลุ่มหลงมัวเมา ไร้จิตสำนึก ไม่มีเหตุผล
คน..ย่อมคงความเป็น .. คน หากมีความสำนึกในคุณค่าของความเป็นคน ที่มีมันสมองเป็นของตนเอง
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
บทบังคับใช้กฎหมาย
ในการกำหนดบทบัญญัติทางกฎหมายขึ้นมาให้มีผลบังคับใช้ต่อส่วนรวมของสังคมนั้น เริ่มต้นขึ้นมาจากมือของคนเพียงไม่กี่คนในปี 2475 ช่วงเวลาต่อจากนั้นก็ดูเหมือนจะวนเวียนอยู่ในภาวะการณ์เช่นนั้นตลอดมาโดยมีคนเพียงไม่กี่คนเป็นผู้กำหนดเนื้อหาสาระที่สำคัญของกฎหมาย แม้ว่าการร่างกฎหมายเหล่านั้นจะถูกกลั่นกรองมาหลายลำดับชั้นมีการนำเข้าพิจารณาไตร่ตรองถึงผลดีผลเสียอย่างเข้มข้น แต่บทสรุปก็มักจะลงเอยไปตามที่เคยเป็นมานับแต่บรรพกาล นั่นคือ การสรุปลงในข้อที่ว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะไม่มีวันถึงมือของประชาชนอย่างแน่นอน แลผลประโยชน์ที่ได้รับไม่มีวันเป็นของประเทศชาติอย่างแน่นอน เพราะผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามที่ผู้มีอำนาจกำหนดไว้ก่อนแล้วว่าจะต้องเป็นของตนและพวกพ้องเป็นลำดับแรก ประเทศชาติและประชาชนเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในภายหลัง ... อดีตหรือปัจจุบันยังคงเป็นไปตามวัฏจักรของการเมือง และเผื่อแผ่ไปถึงอนาคตอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
คิดอย่างคนโง่คนหนึ่งเกี่ยวกับการเมืองยุคปัจจุบัน
ทำไมกฎหมายจะต้องผ่านการพิจารณาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ? ในเมื่อไม่มีใครอาจหาญมารับรองได้ว่า
บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหล่านั้นมีความรู้เพียงพอ ?
บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหล่านั้นมีคุณธรรมเพียงพอ ?
บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหล่านั้นเข้ามาในสภาด้วยความถูกต้อง เที่ยงตรง ?
บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหล่านั้นจะมองเห็นความสำคัญของประเทศชาติ ประชาชน มากกว่าตนและพวกพ้อง ?
กฎหมายที่สร้างปัญหากับนักการเมืองมากที่สุดก็คือ กฎหมายเกี่ยวกับสภาวะต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการเป็นนักการเมืองอาชีพ เช่น พระราชบัญญัติทั้งปวงเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึง กฎ ข้อบังคับ ระเบียบที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีออกมาบังคับใช้เป็นระยะ เพื่อกำกับดูแลและควบคุมการกระทำผิดกฎหมาย และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นปัญหาหนักอกของฝ่ายการเมืองที่ทำให้ต้องมีการขอแก้ไขกฎหมายในเรื่องเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง อะไรคือปัญหาที่แท้จริง ?
แต่โบราณกาลนานมา กฎ ออกมาบังคับใช้ต่อผู้คนในสังคมเมื่อมีการกระทำที่ไม่สมควรเกิดขึ้นทำให้สังคมเดือดร้อน ดังนั้น กฎ จึงไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นมาจากการนึกคิดเอาเองเพราะมันไม่มีมูลเหตุที่จะต้องไปควานหาชื่อเรื่องให้ปวดสมอง แต่ กฎ จึงเกิดขึ้นในภายหลังจากการพิจารณาร่วมกันของสังคมว่าการกระทำเหล่านั้นไม่ดี ไม่ถูกต้อง สถานการณ์ผ่านไป วันเวลาผ่านไป ความไม่ถูกต้องมีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ กฎ ก็มีการแก้ไขติดตามไปข้างหลังอยู่ทุกระยะ นานไป กฎ เหล่านั้นกำลังย้อนกลับคืนไปหาความไม่ถูกต้องในอดีตเช่นเคย
ทำไม ข้อบังคับของโรงเรียนจะต้องให้นักเรียนเป็นผู้กำหนด ?
ทำไม ข้อบังคับของตำรวจจะต้องให้โจรเป็นผู้ร่างขึ้นมา ?
ทำไม ราคาสินค้าในตลาดจะต้องให้ชาวบ้านเป็นผู้กำหนด ?
ทำไม กฎหมายเกี่ยวกับนักการเมืองจะต้องให้นักการเมืองเป็นผู้ยกร่าง ในเมื่อประเทศชาติยังมี นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ไม่มีส่วนได้เสียกับการเมืองอีกมากมาย ทำไม ? ไม่ใช้คนนอกมาร่างกฎหมายเหล่านี้
เหตุผลก็คือ นัการเมืองจะพูดว่า คนนอกไม่เข้าใจการเมืองเท่ากับนักการเมือง
เหตุผลที่แท้จริงก็คือ นักการเมืองกลัวว่าจะถูกปิดกั้นโอกาส ... เกี่ยวกับอะไรก็ไม่ทราบ เพราะคนนอกเหล่านั้นคือนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีการตืดตามศึกษาวิจัยพฤติกรรมของการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง เข้าใจถึงพฤคิการณ์ทางการเมือง เข้าใจถึงพฤติการณ์ของนักการเมืองแต่ละคนอย่างถี่ถ้วน
..ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน จะเริ่มมีคนมาสนใจมากกว่าผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเมื่อไรหนอ ?

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -