Breaking News
Loading...
วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551

สิ่งที่เกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ ย่อมเป็นกฎหมายสูงสุด (Salus populi est suprema lex) ประโยคดังกล่าวนับเป็นสุภาษิตทางกฎหมายที่มีความหมายกว้างลึก แต่ถ้ามองผ่านๆ ประสาชาวบ้านที่อ่านภาษาไทยออกหรือเข้าใจในภาษามนุษย์ปกติก็จะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปตีความให้วุ่นวาย เนื่องจากมีความหมายอยู่ในตัวประโยคอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้เป็นหลักกฎหมายในการปกครองประเทศก็จะต้องมุ่งไปถึงผลประโยชน์ของสาธารณะเป็นจุดสำคัญ เป็นหัวใจของการกำหนดแนวทางของกฎหมายทุกมาตรา การขันอาสาเข้าไปในกระแสของการเลือกตั้งก็ควรจะมีจุดมุ่งหมายในการเข้าไปเพื่อทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับสาธารณะ ไม่ใช่เพื่อตนเอง พวกพ้องหรือญาติมิตร ควรจะเข้าไปเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ใม่ใช่มุ่งหวังในการตอบแทนคุณข้าวแดงแกงร้อนของท่านผู้มีพระคุณหน้าไหนทั้งสิ้น ระบบอุปถัมภ์ฝังตัวแนบแน่นอยู่กับสังคมไทยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำว่า "วัฒนธรรม" มาตั้งแต่โบราณกาลและกลายเป็นส่วนเกินของวัฒนธรรมไทย ที่ส่งเสริมให้มีการช่วยเหลือเกื้อหนุน "คนที่ไม่ดี" ให้เป็นใหญ่ในบ้านเมือง เหตุผลหนึ่งเพราะคำว่า "บุญคุณ" ที่ไม่มีข้อจำกัดในความคิดของคนไทยจนไม่สามารถแยกแยะถึงความสำคัญของคำว่าบุญคุณ ว่าควรจะทดแทนให้กับผู้ใดหรือสิ่งใดก่อนตามลำดับความสำคัญ
กฎหมายสูงสุดของประเทศ จึงมองเห็นและให้ความสำคัญกับสาธารณะประโยชน์ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริงมากกว่าจะให้ความสำคัญกับผู้คนที่ร่างตัวบทกฎหมายขึ้นมาหรือเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มบุคคลคณะใดคณะหนึ่ง แต่ในการร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาประสบอุปสรรคนานับประการ
อย่างแรก ... ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศนั้นไม่มีโอกาสได้มาเป็นผู้ร่างกฎหมายด้วยตนเอง แต่ผ่านการไตร่ตรองด้วยการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดของตนเข้ามาเป็นผู้ทำหน้าที่นั้นแทน ซึ่งผลสรุปก็คือ ผู้แทนผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดของประชาชนท่านนั้นก็จะยึดถือแนวทางการเสนอร่างกฎหมายไปตามมติของพรรคการเมืองที่ตนสังกัดอยู่ โดยไม่สนใจใยดีหรือตะแคงหูฟังเสียงของประชาชนที่เลือกตนเข้ามาแม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงปัจจุบันแล้ว (แต่ทว่าท่านผู้ทรงเกียรติเหล่านั้น"มัน"ก็ยังกล่าวอ้างตนว่าเข้ามาเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรโดยชอบธรรมด้วยเสียงของประชาชน ที่หลับหูหลับตาเลือก"มัน"เข้ามา)
ซึ่งกฎหมายเหล่านั้นส่วนมากก็จะมีการ "หมกเม็ด" แอบแฝงช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มหรือพรรคของตนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มี "บุญคุณ" ล้นหัวที่จำเป็นจะต้องตอบแทนให้ได้โดยไม่ต้องไปเกรงกลัวว่าจะไปกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือประชาชน
บ่นไปบ่นมาก็พอดีเหลือบไปเห็นป้ายที่ติดอยู่ในหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นป้ายต้อนรับท่านผู้แทนอันทรงเกียรติที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ล้นเหลือจนรู้สึกว่าจะหนักแผ่นดินไปมากเหมือนกัน ป้ายนั่นต้อนรับท่านที่มาเป็นเจ้าภาพงานแต่งงานแค่นั้นแหละ แต่อ่านแล้วก็ทำเอาผวากับคำว่า ฯพณฯ ท่าน มันน่ากลัวมากจนไม่กล้าเดินเข้าไปในงาน กลัวว่าจะต้องถูกญาติผู้ใหญ่บังคับให้หมอบคลานตูดกระดกเข้าไปน้อมกราบกรานท่านต่อหน้าผู้คนทั้งงาน
ต่อไปนี้เป็นข้อความที่คัดมาจากเว็บไซท์ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ใจความว่า "สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือเวียนที่ นร ๐๑๐๕/ว ๙๕๓ ลงวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๘ ว่า ในการมีหนังสือราชการถึงผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง เช่น นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวง โดยใช้คำขึ้นต้นว่า “กราบเรียน” แล้วตามด้วยตำแหน่งว่า “กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี” นั้น เป็นการไม่ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. ๒๕๒๖ ข้อ ๑๑.๕ และข้อ ๑๒.๕ ที่ถูกต้องนั้นจะต้องใช้ตามตัวอย่าง ดังนี้
กราบเรียน นายกรัฐมนตรี
กราบเรียน ประธานรัฐสภา
กราบเรียน ประธานศาลฎีกา
กราบเรียน ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
เรียน รองนายกรัฐมนตรี
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวง"
ใครเห็นข้อความนี้แล้วกรุณาช่วยกันคัดลอกไปแจกจ่ายให้ทั่วบ้านทั่วเมืองด้วยเถิด ถือว่าเป็นทาน ไม่อยากให้ขี้กลากไปรับประทานศีรษะท่านผู้ทรงเกียรติทั้งปวงที่ชอบเห็นป้ายประเภทนี้แล้วก็ยืนแอ็คท่าถ่ายรูปยิ้มแก้มปริ
โถ ... ท่านผู้แทนของกู