Breaking News
Loading...
วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ข่าวที่ได้รับฟังมาจากโทรทัศน์เมื่อหลายวันก่อน กรณีมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองการปกครองนั่นแหละ ผลที่ติดตามมาเป็นไปตามที่คาดหวังไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องมีการออกมาปกป้องรัฐบาลว่ากำลังถูกทหารรังแก ข่มขู่ ทั้งๆ ที่ฝ่ายรัฐบาลนั้นมาเป็นผู้ปกครอง "โดยชอบทำ" ตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ(ที่พวกรัฐบาลเองพูดนักหนาว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบธรรมของเผด็จการทหาร)ยังงี้แล้วจะให้เข้าใจว่าไงดีล่ะ ตกลง รัฐธรรมนูญฉบับนี้มัน "ชอบทำ" หรือเปล่าล่ะ ฟังแล้วปวดกบาลจริงๆ
ไม่พูดถึงดีกว่ากับบรรดานักการเมืองเส็งเคร็งที่เห็นประเทศชาติเป็นเพียงกระดาน กระได ให้ปีนป่ายขึ้นไปหาอำนาจแล้วก็ก้มลงมากดขี่ข่มกบาลคนทั่วไป โดยทำตัวไม่ต่างไปจากเทวดา ที่ชาวประชาหรือหมูหมากาไก่จะแตะต้องวิพากย์วิจารณ์ไม่ได้ มันจะต้องเก่งเป็นเลิศ มันจะต้องถูกต้องตลอดทุกฝีก้าว ไม่ว่าไอ้สิ่งที่ทำลงไปแล้วทั้งหลายแหล่นั้น มันจะชั่วช้าเลวชาติขนาดไหนก็ตามที
และก็ไม่อยากจะหันไปรื้อค้นตำรับตำราหนังสือหนังหามาอ่านให้หนักหัวตัวเอง เพราะประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ถูกบันทึกไว้มากมายและวนเวียนบันทึกอยู่อย่างนั้น โดยไม่ต้องไปเขียนใหม่ให้มันเมื่อย เราสามารถก๊อปปี้มันมาวางต่อๆ กันไปและต่อๆ กันไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด
ประวัติศาสตร์บอกอะไรเราไว้บ้าง
แล้วจะให้ชาวบ้านชาวช่องเรียนรู้ไปทำไม ในเมื่อเรียนรู้มาเพื่อที่จะมานั่งดูพวกมันปฏิบัติในทุกเรื่องให้เหมือนกับประวัติศาสตร์ วนเวียนซ้ำซาก หรือควรจะโทษประชาชนว่าไม่รู้จักเข็ดหลาบเอง ไม่มีความหลาบจำต่อการถูกปฏิบัติเหมือนกับคนไร้ค่า ไม่มีความสำคัญต่อแผ่นดินเกิด และต้องมาคอยนั่งดูพวกที่เหมือนกับบรรดากระสือหรือฝูงแร้งที่โฉบเฉี่ยวลงมาจิกกิน ฉีกทึ้ง ผลประโยชน์ของประเทศชาติ ทำเหมือนกับเป็นเศษซากของหมาเน่าเท่านั้น
อำนาจ.....ที่ปกครองคนส่วนรวมโดยธรรมชาติแต่เดิมมานั้นเป็นอำนาจ.....ที่เกิดจากอาวุธ และยังคงถ่ายทอดมาจนถึงทุกวันนี้ว่าคนที่มีอำนาจต้องเป็นฝ่ายที่มีอาวุธ
จนล่วงมาจนถึงศตวรรษนี้ อำนาจที่แท้จริงนั้นไม่ได้เกิดจากอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่อำนาจทางเศรษฐกิจ การเงิน กลับมาเป็นฝ่ายนำการปกครองผู้คนแทน หากสังเกตให้ถ่องแท้จะเห็นว่าผู้ที่มีอำนาจในยุคนี้จะต้องมีเงินอยู่ในกำมือ (โดยไม่ต้องไปถามว่าเงินนั้นสะอาดเพียงใดและได้มาด้วยวิธีการใด)
บทสรุปของเรื่องนี้คือ ถ้าให้คนที่มีอำนาจทางการเงินสูงเข้ามาครอบงำคนในบ้านเมืองไว้ได้แล้ว คนที่อำนาจทางอาวุธก็ไม่มีทางที่จะสยบคนหมู่มากได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น อำนาจจากอาวุธที่มีอยู่อาจจะกลายเป็นดาบสองคมที่หันมาฆ่าตัวเอง หากไปแตะต้องหรือนำมาใช้งานในการปกครองผู้คนเป็นการชั่วคราว
ดังนั้น นักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในยุคนี้ จึงสะสมอำนาจทางการเมืองให้แก่กล้าด้วยวิถีทางการเงิน สร้างบารมีต่อประชาชนด้วยกลอุบายด้านการเงิน ทุ่มเทซื้อใจประชาชนด้วยวิธีการทางการเงิน (เพราะอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ในฐานะนักการเมืองแล้ว เงินที่จะใช้ย่อมเป็นเงินที่มาจากฐานะทางการเมืองโดยผ่านทางรัฐสภา อันเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินไม่จำเป็นต้องควักกระเป๋าเงินของตนเองแม้แต่บาทเดียว)
ด้วยวิธีการเช่นนี้ นักการเมืองยุคใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นลำดับด้วยวงศาคณาญาติจากเล็กแล้วก็เติบใหญ่จึงไม่งอนง้อผู้นำทางทหารเหมือนกับแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม ทหารยุคใหม่ที่ยังไม่เติบใหญ่ทางราชการกลับหันไปเกาะขาสวามิภักดิ์ต่อนักการเมืองพวกนี้เพื่อไต่เต้าขึ้นมาเป็นใหญ่ในสายของตนและก็จะกลายเป็นแขนขาเป็นมือเป็นตีนให้กับบรรดานักการเมืองเหล่านี้ต่อไปในอนาคต
อาจจะสงสัยว่าในบรรดาผู้นำ 3 ประเภทของชนชั้นนำของประเทศไทยแต่บรรพกาลอันได้แก่ ทหาร นักการเมือง และพ่อค้า นั้นเมื่อมาถึงยุคนี้พ่อค้ากับนักการเมืองกลายเป็นบุคคลเดียวกันไปแล้วโดยสมบูรณ์
ซึ่งในอนาคตกาลนั้น ทหารกับพ่อค้าและนักการเมือง ก็จะกลายเป็นบุคคลเดียวกัน ..... ในเวลาไม่นาน
ยุคของความมืดมนของการเมืองไทย กำลังก้าวเข้ามาใกล้แล้ว
ใครล่ะ ? ที่จะก้าวเข้ามากอบกู้วิกฤติที่เกิดจากความโสมมของจิตใจมนุษย์
ใครล่ะ ? ที่จะชะล้างจิตใจชั่วช้าสามานย์เหล่านี้ให้หมดไป
โทษที ไม่ว่างนะ ... เพราะตั้งใจว่าจะนอนฟังเพลงอยู่ในส้วมนี่แหละ ไม่ออกไปเห็นหน้าผู้คนอีกแล้ว