บทความยอดนิยม

Posted by : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ในวันหนึ่งๆ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายที่สามารถรับฟังข่าวสารได้ทั้งจากทางโทรทัศน์ วิทยุและอินเตอร์เน็ต แต่จะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าข่าวสารที่ได้รับมานั้นมีการปรุงแต่งหรือดัดแปลงหรือจงใจจะเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณชนด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยไม่มีจุดมุ่งหมายใดแอบแฝงอยู่ ซึ่งคำตอบนี้คงจะต้องหามาจากสื่อสารมวลชนที่เป็นผู้นำเสนอ
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนที่สุดคือ การใช้วิจารณญานของผู้ฟังเองเป็นเครื่องตัดสิน
แน่นอนว่าถ้าหัวเอียงไปข้างใด ก็จะเลือกเชื่อเฉพาะสิ่งที่พ้องตรงกับความคิดเห็นของตน
ดังนั้น วิจารณญานของคนจึงไม่มีทางที่จะถูกต้องทุกเรื่องหรืออาจจะไม่มีโอกาสที่จะถูกต้องเลยแม้แต่เรื่องเดียว
แต่หากว่าการวิเคราะห์พิจารณานั้นมาจากการสะสมรวบรวมข้อมูลจากทุกด้าน ทุกทางเลือกที่มีนำมากลั่นกรองด้วยเหตุด้วยผลทีละเรื่อง โดยการสร้างเงื่อนไขมาหักล้างในตัวของมันเองด้วย สติและปัญญา นั่นคือการใช้วิจารณญานที่ถูกต้อง
ก็จะมีคำถามตามมาอีกว่า สติและปัญญาที่นำมาใช้นั้นเข้าเกณฑ์มาตรฐานหรือยัง เพราะมนุษย์ทุกคนมีความแตกต่างกันอย่างมากในเรื่องของการใช้ สติและปัญญา แม้จะออกมาโต้แย้งว่าเป็นคนเหมือนกัน ย่อมมีสมองใช้คิดเช่นเดียวกัน ซึ่งหากใครคิดอย่างนั้นก็สรุปได้ในขั้นต้นว่าท่านนั่นแหละที่เป็นคนหนึ่งในจำนวนผู้มีสมองไว้ประดับในกระโหลกศีรษะเท่านั้น แต่ไม่มีมันสมองที่จะไปคิดอะไรได้เหมือนกับคนทั่วไป
เมื่อวานนี้ในแวดวงของสภาผู้แทนราษฎรมีเรื่องปาหี่เกิดขึ้นแก้เหงาเรื่องหนึ่งในจำนวนหลายๆ เรื่อง ซึ่งมีท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งออกมาแถลงข่าวว่ามีรัฐมนตรีในสังกัดพรรคเดียวกันยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง(หลังจากที่ทำงานมานานถึง 3 สัปดาห์เห็นจะได้) และตนได้รับการเสนอชื่อจากทางพรรคให้เข้ามารับตำแหน่งแทน ต่อมาท่านรัฐมนตรีท่านนั้นก็ออกมาปฏิเสธข่าวนั้น(ทั้งๆ ที่หัวหน้าพรรคยืนยันว่าได้ทำหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรีเสนอชื่อคนใหม่เรียบรน้อยแล้ว) มันเป็นปาหี่ที่เกิดขึ้นมาได้ตลอดเวลาโดยไม่มีความอับอายต่อประชาชนที่เป็นผู้ลงคะแนนเสียงให้
ดูเหมือนจะเคยพูดถึงมาแล้วเกี่ยวกับเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ให้กับตนเองของบรรดานักการเมืองหน้าใหม่(หลายคนก็หน้าเก่าแต่ไม่เคยก้าวหน้าไปกว่าเดิม) การได้มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีแม้ซักวันก็ยังสามารถใส่คุณสมบัติส่วนตัวลงไปว่า เป็นอดีตรัฐมนตรี อันถือว่าเป็นเกียรติสูงสุดของวงศ์ตระกูล(ที่ไม่เคยได้สร้างสมคุณความดีอะไรให้กับแผ่นดินเลย)และคำว่า อดีต นี้ก็จะติดตัวไปจนวันตาย ในเมื่อรู้ดีว่ารัฐบาลนี้อาจจะมีอายุสั้นมาก การหมุนเวียนกันเข้าไปรับตำแหน่งจึงต้องรีบเร่งหน่อยเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์ แม้ว่าช่วงเวลาในการเข้าไปรับหน้าที่จะสั้นจนจำห้องทำงานไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่าอยู่ตรงส่วนไหนของประเทศ
มีเรื่องราวมากมายที่ท่านผู้แทนท่านสมควรจะทำแต่ไม่ยอมทำ
มีเรื่องราวอีกมากมายที่ไม่สมควรจะทำ แต่ท่านผู้แทนก็ยังดึงดันที่จะทำมันลงไป
มีเรื่องราวน่าอับอายหลายเรื่องที่ท่านผู้แทนยินดีที่จะทำอย่างไม่อาย
แล้วทำไมถึงกล้าทำลงไป?
ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนี้เพราะประชาชนคนเดินดินอย่างเราๆ ไม่ได้เป็นผู้แทนอย่างท่านๆ
เคยมีท่านๆ บางคนออกมากล่าวท้าทายผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ถ้าแน่จริงก็มาลงสมัครเป็นผู้แทนแข่งกับท่านได้เลย
เหตุผลที่ไม่มีใครรับคำท้าเพราะคนเหล่านั้น หน้าบางเกินกว่าที่จะไปเสนอหน้าได้
คำตอบสำหรับทุกคำถาม ... อยู่ที่ประชาชน
การเป็นกลางทางการเมือง คือการมองเรื่องต่างๆ ด้วยสติปัญญา รับฟังเรื่องทุกเรื่องด้วยเหตุและผล ไตร่ตรองเรื่องต่างๆ อย่างรอบคอบ ใช้ความคิดมากกว่าการใช้คำพูด ใช้คำพูดอย่างมีสติ
ที่สำคัญที่สุดคือ มีความจริงใจ
ท่านผู้แทนผู้ทรงเกียรติของประชาชนบางท่านไม่มีคุณสมบัติข้อนี้อย่างแน่นอน
มีเรื่องความผิดตามกฎหมายเกิดขึ้นรายวันในบ้านเมือง แต่ไม่มีการดำเนินการอะไรเด็ดขาดตามที่กฎหมายบัญญัติ
มีเรื่องการใช้กฎหมู่ที่อยู่เหนือกฎหมายเป็นรายวัน
มีการกระทำที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นเกิดขึ้นเป็นรายวัน
ความพอดีไม่มีให้เห็นในทุกวันนี้
การใช้เหตุผลไม่มีการพูดถึงในทุกวันนี้
มนุษย์ทุกคนในประเทศกำลังอยู่ห่างไกลเกินจากคำว่า มีสติ
คนทุกคนกำลังขาด ปัญญา ในการไตร่ตรองถึงเหตุผล
คนในบ้านเมืองเราทุกวันนี้ต้องการอะไร?
นอกจากความสะใจ ที่ได้ปลุกปั่นสร้างสถานการณ์ให้เต้นไปตามเกมที่กำหนด
นอกจากความสะใจ ที่ได้เห็นความแตกแยกของคนในชาติ
นอกจากความสะใจ ที่ได้เห็นความพินาศของบ้านเมือง
และความสะใจ ที่ได้เห็น คนกำลังไม่ใช่คน

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -