บทความยอดนิยม

Posted by : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2551

วันนี้ขี้เกียจใช้สมองมาคิดเรื่องของคนอื่นอีกแล้ว อ่านเอาเองนะเพราะเรื่องนี้มันยังไม่จบ มันเพิ่งจะเริ่มยกที่ 2 เท่านั้น แล้วมาดูกันว่ามันจะเป็นมวยไทย 5 ยก หรือมวยสากล 10 ยก 12 ยกหรือ 15 ยกเหมือนโบราณกาล เลยคัดลอกคำตัดสินของศาลในคดีประวัติศาสตร์มา
จาก http://www.norsorpor.com/ข่าว/t386418/เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดีประวัติศาสตร์ทุจริตซื้อที่ดินรัชดาฯ

คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และคุณหญิง พจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยในคดีประมูลซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2551

คำพิพากษาคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก 33 ไร่ มูลค่า 772 ล้านบาทเศษ ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิง พจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกันเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีและเป็นเจ้าพนักงาน และผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 มาตรา 4, 100 และ 122 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33, 83, 86, 91, 152 และ 157 โดยท้ายคำฟ้อง อัยการสูงสุด ขอศาลมีคำสั่งให้ยึดที่ดินและเงินที่ซื้อที่ดิน ให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วย
ศาลพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 1-2 โต้แย้งว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 ข้อ 2 และข้อ 5 และ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 4, 100 และ 122 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2540, รัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) ปี 2549 และรัฐธรรมนูญปี 2550 ศาลเห็นว่าเรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยที่ 5/2551 แล้วว่า ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และมีคำวินิจฉัยที่ 11/2551 ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 4, 100 และ 122 ว่า ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2550 องค์คณะจึงมีมติเอกฉันท์ว่าข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่า เมื่อประกาศ คปค. ฉบับที่ 3 ให้รัฐธรรมนูญ 2540 สิ้นสุดลงวันที่ 19 กันยนยน 2549 มีผลทำให้ พ.ร.บ.ดังกล่าวสิ้นสุดลงตามไปด้วย ศาลเห็นว่า การทำรัฐประหารเป็นการยึดอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ แต่ไม่ได้เป็นการประสงค์ล้มล้างการใช้อำนาจแต่อย่างใด เมื่อ คปค.ออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 3 ที่ให้รัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง และศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง แต่ศาลอื่นยังคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีได้ แสดงให้เห็นว่า กฎหมายที่ยังใช้อยู่ในขณะนั้นไม่ได้ถูกยกเลิกไปด้วย ซึ่ง พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มีสถานภาพเทียบเท่ากับกฎหมายทั่วไป จึงยังสามารถใช้บังคับใช้ได้ ที่ คปค.ออกประกาศฉบับที่ 19 ให้ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. ใช้บังคับต่อไปก็เป็นการยืนยันว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้ถูกยกเลิก องค์คณะจึงมีมติเอกฉันท์ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ข้อโต้แย้งของจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินไม่ใช่ผู้เสียหาย และไม่ได้มีการร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย คตส.ไม่ใช่พนักงานสอบสวนตาม ป.อาญา และไม่มีอำนาจสอบสวนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. และจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ศาลเห็นว่า หลังการยึดอำนาจแล้วมีประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 เรื่อง คตส. แต่งตั้ง คตส. ซึ่งข้อ 5 ของประกาศดังกล่าวให้ คตส.มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. และข้อ 9 หาก คตส.มีมติว่ามีบุคคลกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการให้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินการต่อไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้น คตส.จึงมีอำนาจสอบสวนได้ตามกฎหมาย

ส่วนการไต่สวนจะเป็นไปโดยชอบหรือไม่ ศาลเห็นว่า ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ข้อ 5 วรรคท้าย ให้ คตส.มีอำนาจตรวจสอบเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการของหน่วยงานอื่นใด ขณะที่นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. พยานโจทก์เบิกความว่า คตส.ดำเนินการเรื่องนี้ตามที่มีผู้ร้องเรียน หลังการไต่สวนแล้ว คตส.เห็นว่ามีมูลจึงแจ้งให้ผู้เสียหายมาร้องทุกข์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 66 ต่อมากองทุนฯมีหนังสือกล่าวโทษแจ้งไปยัง คตส.

องค์คณะจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า คตส.มีอำนาจตรวจสอบดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองและมีการร้องทุกข์โดยชอบถูกต้องตามกฎหมาย โดยศาลฎีกาฯมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (1) และ (2)

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำผิดฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 อนุ 1 หรือไม่ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่ากองทุนฯไม่ใช่ผู้เสียหาย และไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจกำกับควบคุมดูแลกองทุนฯ ศาลเห็นว่า พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 4 ไม่ได้บัญญัติคำว่าหน่วยงานของรัฐไว้เป็นการเฉพาะ แต่ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 3 บัญญัติว่าหน่วยงานรัฐ คือกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นใดที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ในการป้องกันการใช้อำนาจรัฐกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ และกฎหมายทั้งสองฉบับตราขึ้นในปีเดียวกัน ดังนั้น คำว่าหน่วยงานของรัฐจึงมีความหมายเป็นไปทำนองเดียวกัน

จากการไต่สวนได้ความว่ากองทุนถูกตั้งขึ้น ตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 มาตรา 29 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีอำนาจดูแลและพิจารณาส่งเงินเข้าสนับสนุนเป็นครั้งๆ ดังนั้น องค์คณะจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่ากองทุนฯเป็นหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 อนุ 1

ที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่กำกับควบคุมดูแลกองทุนฯนั้น ศาลเห็นว่า พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ และรัฐมนตรี ซึ่งขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกฯ มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน และตาม พ.ร.บ.บริหารระเบียบราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกฯมีอำนาจบริหารราชการ 3 ส่วน คือส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น โดย มาตรา 11 กำหนดให้นายกฯเป็นหัวหน้ารัฐบาล มีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปทั้ง 3 ส่วนราชการ มีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการทั้งในกระทรวง ทบวง กรม เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย และมาตรา 40 กำหนดให้แต่ละกระทรวงมีรัฐมนตรีดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา จึงมีอำนาจการบริหารเหนืออำนาจข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม

ขณะที่กองทุนฯก่อตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ธปท.กองทุนฯจึงเป็นหน่วยงานของรัฐ แม้กรรมการจัดการกองทุน จะมีอิสระ แต่ก็มีผู้ว่าการ ธปท.เป็นประธาน และปลัดกระทรวงการคลังเป็นรองประธานล้วนมีความเกี่ยวข้องที่จะให้คุณให้โทษได้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

จากคำเบิกความของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท.และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เบิกความว่า กองทุนมีหนี้จำนวนมาก ซึ่งในยุครัฐบาลของนายชวน หลีกภัย นั้นนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนั้น ได้เสนอต่อรัฐบาลเพื่อขอออกพันธบัตรจำนวน 5 แสนล้านบาท เพื่อล้างหนี้ให้กองทุนฯ นอกจากนี้ พยานยังเคยเสนอรัฐบาลออกพันธบัตร 7.8 แสนล้านบาทอีกด้วย ขณะที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เบิกความว่า เงินที่สนับสนุนกองทุนฯได้มาจากการอุดหนุนของรัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังมีอำนาจเข้ามากำกับดูแลผ่านปลัดกระทรวงการคลังที่เป็นรองประธานกรรมการกองทุนฯ

จากคำเบิกความของพยานโจทก์แสดงให้เห็นว่า ในทางปฏิบัติ นายกฯจะใช้อำนาจกำกับดูแลกองทุนได้โดยผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังตามลำดับชั้น ดังนั้น องค์คณะจึงมีมติ 6 ต่อ 3 ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับควบคุมดูแลกองทุนฯ ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อว่า การทำสัญญาซื้อขายของจำเลยที่ 1 เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 อนุ 1 หรือไม่ ศาลเห็นว่า เหตุที่ต้องตั้งกองทุนฯเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจ หากปล่อยให้สถาบันการเงินล้มจะทำให้ประชาชนเดือดร้อน จึงจำเป็นต้องนำเงินส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือ อาทิ นำเงินไปซื้อที่ดินหรือทรัพย์สินซึ่งมีมูลค่าสูงเกินกว่าความเป็นจริงเพื่อให้สถาบันการเงินได้กำไร นำเงินไปชำระหนี้ ให้ดำรงอยู่ได้ ซึ่งที่ดินพิพาทคดีนี้กองทุนฯซื้อมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอราวัณ ทรัสต์ จำนวน 13 โฉนด เนื้อที่ 35 ไร่เศษ มูลค่า 2,140 ล้านบาทเศษ และอีกหนึ่งแปลงซึ่งอยู่บริเวณศูนย์วัฒนธรรม มูลค่า 2,749 ล้านบาทเศษ เมื่อปี 2538

ต่อมาปี 2544 กองทุนฯปรับมูลค่าหนี้ให้ลดน้อยลง เพื่อให้เกิดสภาพคล่องโดยลดราคาที่ดินเหลือ 700 กว่าล้านบาท
ต่อมากองทุนฯนำที่ดินออกประมูลทางอินเตอร์เน็ตตั้งราคาขั้นต่ำ 870 ล้านบาท กำหนดวางมัดจำ 10 ล้านบาท เมื่อถึงเวลาไม่มีการเสนอราคาจึงเลิกประมูล แล้วเปิดประมูลใหม่โดยไม่กำหนดราคาขั้นต่ำ และเพิ่มวางมัดจำเป็น 100 ล้านบาท อันเป็นการกีดกันทำให้มีผู้เข้าประมูลน้อยลง

จำเลยที่ 2 เข้าร่วมประมูลด้วย แม้ว่าจะมีอีก 2 บริษัท คือบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนต์ ร่วมเสนอ แต่รู้ว่า ต้องแข่งขันกับภริยานายกฯ จึงไม่กล้าสู้ราคา แม้กองทุนฯจะเห็นว่าราคาที่จำเลยที่ 2 เสนอ 772 ล้านบาทเป็นราคาสูงสุด แต่ก็ยังต่ำกว่าราคาขั้นต่ำในการประมูลครั้งแรกซึ่งอาจจะขายได้ราคาที่สูงและเหมาะสมกว่า

อีกทั้งขณะนั้นจำเลยที่ 1 เป็นนายกฯมีอำนาจบารมีเหนือรัฐมนตรีและมีอำนาจทางการเมืองสูงอีกทั้งฐานะการเงินมั่งคั่ง ตามหลักธรรมาภิบาลนายกรัฐมนตรี ภริยา หรือบุตรไม่สมควรเข้าไปประมูลซื้อเพราะการซื้อได้ราคาต่ำก็เป็นผลทำให้กองทุนฯมีรายได้น้อยลง

ขณะที่จำเลยที่ 2 (คุณหญิงพจมาน)มีผู้รู้จักจำนวนมาก ประกอบกับข้าราชการมีค่านิยมจำนนต่อผู้มีบารมีสูง นอกจากนั้น ยังอาจให้คุณให้โทษทางราชการได้

เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ให้บัตรประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีลงนามยินยอมให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินย่อมถือได้ว่า เป็นการเข้าทำสัญญาด้วยตัวเอง ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 (1) วรรคสาม

ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าการลงชื่อยินยอมเป็นเพียงทำตามระเบียบราชการ แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีหลักฐานมาแสดงให้เห็นได้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นต่อการซื้อขาย

องค์คณะจึงมีมติ 5 ต่อ 4 เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 (1) วรรคสาม และต้องรับโทษตาม มาตรา 122 ขอต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนจำเลยที่ 2 องค์คณะมีมติ 7 ต่อ 2 เห็นว่า ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 (1) วรรคสาม ไม่ต้องรับโทษตาม มาตรา 122 เพราะ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 ไม่ได้กำหนดบทลงโทษสำหรับคู่สมรสที่กระทำความผิด มีแต่บทลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงต้องมีการตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามหลักกฎหมายอาญา เมื่อไม่มีกฎหมายให้ลงโทษศาลจึงไม่อาจลงโทษได้

สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152,157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐและผู้สนับสนุนเข้ามีส่วนได้เสียกับหน่วยงานของรัฐเพื่อประโยชน์ตน องค์คณะ 8 ต่อ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิด เพราะการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำในฐานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐที่ดูแลกองทุนฯ แต่จำเลยดำเนินการในฐานะคู่สมรสของจำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมทำสัญญาซื้อขายที่ดินอันผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. จึงไม่ผิดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 มาตรา157 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิด จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน

ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินและเงินซื้อที่ดินจำนวน 772 ล้านบาท องค์คณะมีมติ 7 ต่อ 2 เห็นว่า ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง จึงมิใช่ทรัพย์อันพึงริบตามประมวลฎหมายอาญามาตรา 33 (1) (2)
เมื่อพยานหลักฐานรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิด ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นนายกฯ ได้รับมอบหมายให้บริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและประชาชน แต่จำเลยที่ 1 กลับฝ่าฝืนกฎหมายทั้งที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องกระทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ประพฤติตนในสิ่งที่ดีงามตามจริยธรรมของนักการเมืองให้เหมาะสมกับที่ได้รับความไว้วางใจในตำแหน่งหน้าที่อันสำคัญยิ่ง จึงไม่สมควรรอการลงโทษ

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 100 (1) วรรคสาม และมาตรา 122 วรรคหนึ่งให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ส่วนความผิดฐานอื่นและคำขออื่นให้ยกฟ้อง เนื่องจากจำเลยที่ 1 หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยที่ 1 เพื่อมาปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป

ส่วนจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้องจึงให้เพิกถอนหมายจับเฉพาะคดีนี้

ก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ เมื่อผู้ที่เคยมีอำนาจสูงสุดของฝ่ายบริหารถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดและถูกตัดสินจำคุก และเป็นการยืนยันถึง อำนาจตุลาการ ว่าไม่ได้ถูกครอบงำโดยฝ่ายบริหาร(เหมือนกับเมื่อก่อนนี้น่ะ สมัยท่านผู้นำยังคงเรืองอำนาจในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร) แต่ก็ยังมีเสียงโต้แย้งหาว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยพิกลพิการไปเสียแล้วที่บังอาจตัดสินว่าอดีตท่านผู้นำมีความผิด ทั้งที่เป็นเพียงการดำเนินกรรมวิธีทางธุรกิจบนพื้นฐานของความฉ้อฉลตามตำราเศรษฐศาสตร์ของท่านที่เคยใช้มานับเรื่องไม่ทัน ประกอบกับอาศัยเทคนิคทางข้อมูลข่าวสารในฐานะผู้นำนิดหน่อย ผสมผสานกับความเป็นผู้นำตัวจริงของท่านศรีภรรยาต่างหาก มันเป็นความผิดโดยสุจริตเท่านั้นเอง

เคยกล่าวไว้แล้วว่า ความยุติธรรม นั้น คือการที่ฝ่ายตนได้รับผลประโยชน์จากคำตัดสินของศาลเท่านั้น
หากคำตัดสินผิดไปจากที่คาดหวังย่อมแสดงถึงความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรมที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กลอุบายบางเรื่องมาทำให้เรื่องยุติ ไม่ว่าจะเป็นการปลุกระดมชนชั้นที่ไม่ชอบใช้สมองให้ออกมาเป็นมือเท้าทำงานแทน การออดอ้อนรำพันผ่านสื่อมวลชน การตัดพ้อต่อว่ากับผู้ที่เคยสร้างบุญคุณเอาไว้เช่น สมาชิกกองทุนหมู่บ้าน และบรรดาลูกหนี้เอื้ออาทร 108 เรื่อง

เราจะมาคอยดูผลที่จะติดตามมาว่าจะออกมาดีได้หรือไม่ ...แต่เชื่อในทางร้ายไว้ก่อนจะดีกว่า
ประเทศชาติไม่มีวันที่จะได้พบกับความสงบสุขอย่างแน่นอน ... หากสถานการณ์ยังคงสถานภาพเหมือนปัจจุบันนี้

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -