บทความยอดนิยม

Posted by : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551

วันนี้อยากจะพาย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ คำว่า กฎหมาย และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งมีผลบังคับใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ (และบางครั้งก็ดูแล้วไม่เห็นจะบังคับใช้กับคนหลายกลุ่มได้)

ความหมายของกฎหมาย
1. ความหมายในทางปรัชญา
1.1 ความหมายของกฎหมายตามความคิดทางกฎหมายของสำนักกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law)
สำนักนี้มีความคิดว่ากฎหมายนั้นมีอยู่เองตามธรรมชาติ หรืออาจกล่าวได้ว่าเกิดจากรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ ที่ไม่ต้องการให้ผู้ใดกดขี่ข่มเหง และขณะเดียวกันก็ไม่ควรไปข่มเหงผู้อื่นเช่นเดียวกัน ดังนั้น กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่มิได้มี ผู้ใดเป็นผู้สร้างขึ้นมาแต่มีที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องของศีลธรรมที่มนุษย์ควรต้องมีทุกคน
1.2 ความหมายของกฎหมายตามความคิดของสำนักกฎหมายฝ่ายบ้านเมือง(Positive Law)
นักปรัชญาชาวอังกฤษท่านหนึ่งได้แก่ จอห์น ออสติน(john Austin) ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า กฎหมาย คือ คำสั่งคำบัญชาของรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งบังคับใช้กฎหมายทั้งหลาย ถ้าผู้ใดไม่ปฏิบัติตามโดยปกติแล้วผู้นั้นต้องรับโทษ
2. ความหมายของกฎหมายในปัจจุบัน สรุปได้คือ เป็นคำสั่ง หรือข้อบังคับของรัฐซึ่งบัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดความประพฤติของบุคคลที่อยู่ในประเทศของตน หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยอมประพฤติปฏิบัติตามก็จะมีความผิดและต้องถูกลงโทษหรือได้รับผลเสียหายด้วย

คุณลักษณะทั่วไปของกฎหมาย
1.กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับ โดยคำสั่ง หรือ ข้อบังคับนั้นออกโดยผู้มีอำนาจในการออกคำสั่งหรือ ข้อบังคับและใช้บังคับแก่บุคคลในสั่งคมเพื่อให้ทุกคนได้ปฏิบัติตาม ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่ากฎหมายนั้นต้องอยู่ในรูปของคำสั่ง คำบัญชา
2.กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์ คำสั่งหรือข้อบังคับต้องมาจากรัฏฐาธิปัตย์ และคำว่ารัฏฐาธิปัตย์นั้น จอห์น ออสติน (John Austin) ได้อธิบายไว้ว่า คือผู้ซึ่งประชาชนส่วนมากยอมรับนับถือว่า เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน หรือบ้านเมืองนั้น ดังนั้น คณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการปกครองประเทศ ก็สามารถออกคำสั่ง หรือข้อบังคับในฐานะที่เป็น กฎหมายของประเทศ
3.กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไป กฎหมายเมื่อมีผลใช้บังคับแล้ว บุคคลทุกคนย่อมต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรืออยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน และเมื่อมีการใช้บังคับแล้วย่อมมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าจะถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิก
4.กฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อให้บุคคลปฏิบัติตาม หลักการดังกล่าวนี้เป็นไปตาม ทฤษฎีว่าด้วยการปฏิบัติตาม ของ จอห์น ออสติน(John Austin) กล่าวคือหากไม่ปฎิบัติตามคำสั่ง หรือข้อบังคับย่อมเกิดสภาพตามกฎหมายได้ และบุคคลที่จะปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อบังคับ ต้องเป็นบุคคลตามกฎหมายด้วย
5.กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ เพื่อให้ประชาชนภายในประเทศปฏิบัติตามคำสั่งข้อบังคับ สภาพบังคับ(Sanction)ของกฎหมาย เช่น สภาพบังคับในทางอาญาคือโทษประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์ หรือสภาพบังคับทางแพ่งได้แก่ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นต้น

ที่มาของกฎหมาย
ที่มาของกฎหมายย่อมมีความแตกต่างกันตามระบบของกฎหมาย คือ ที่มาของกฎหมายในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร กับระบบกฎหมายไม่เป็นรายลักษณะอักษร
1. ที่มาของกฎหมายในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร
ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรนั้นเป็นระบบที่มีที่มาจากกฎหมายโรมันซึ่งยึดถือกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่บัญญัติขึ้นใช้ แต่อย่างไรก็ตาม การบัญญัติ กฎหมายขึ้นมาใหม่นั้นสามารถที่จะบัญญติขึ้นมาครอบคลุมปัญหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ทุกเรื่อง จนทำให้บางครั้งมีความจำเป็นต้องนำจารีตประเพณีมา ปรับใช้ด้วย หรืออาจนำหลักกฎหมายทั่วไปมาปรับใช้ด้วยหากไม่สามารถนำกฎหมายลายลักษณ์อักษรและจารีตประเพณีมาปรับใช้ได้แล้ว
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าที่มาของกฎหมายในระบบกฎหมายลายลักอักษรนั้นมีที่มา 3 ประการคือ
1. กฎหมายลายลักษณ์อักษร ซึ่งจะมีการบัญญัติขึ้นมาโดยมีลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนี้คือ
1.1 รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายใดจะขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญย่อมมิได้
1.2 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่บัญญัติที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกำหนดรายระเอียดต่างๆของรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน ยิ่งขึ้นหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นพระราชบัญญัติที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อเป็นตัวขยายบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง หรือว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เป็นต้น
1.3 พระราชบัญญัติ เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยพระมหากษัตริย์อันเกิดจากคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
1.4 พระราชกำหนด ตราขึ้นโดยพระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยินยอมของคณะรัฐมนตรี ซึ่งแตกต่างจากพระราชบัญญัติ
1.5 พระราชกฤษฎีกา เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยพระมหาษัตริย์ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี เช่นพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร์ เป็นต้น
1.6 กฎกระทรวง เป็นกรณีที่รัฐมนตรีเป็นผู้ออกให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทกำหนดไว้ให้ออกเป็นกฎกระทรวง
1.7 กฎหมายที่ตราขึ้นโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่นข้อบัญญัติ หรือข้อบังคับต่าง ๆ เป็นต้น ที่ออกโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ
2. จารีตประเพณีซึ่งก็คือสิ่งที่ปฏิบัติกันมาเป็นเวลานานแล้ว จนเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปว่าเป็นเสมือนกฎหมาย เช่นแพทย์ตัดแขน ขาคนไข้โดยความยินยอมของ คนไข้ ย่อมไม่มีความรู้สึกว่าแพทย์ทำผิดฐานทำร้ายร่างกายอันเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส คงเป็นเพราะเป็นจารีตประเพณีที่รู้สึกกันโดยทั่วไปว่าเป็นเสมือนกฎหมาย เป็นต้น
3. หลักกฎหมายทั่วไป ศาลจะเป็นผู้ค้นหาหลักกฎหมายทั่วไปซึ่งอาจได้จากสุภาษิตกฎหมายต่างๆ เช่น หลักผู้ซื้อต้องระวัง หรือหลักผู้รับ โอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เป็นต้น
2. ที่มาของกฎหมายในระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
ระบบกฎหมายที่ไม่เป็นรายลักษณ์อักษรนั้นก็คือระบบกฎหมายจารีตประเพณี(common law system) ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าที่มาของกฎหมายก็คือมาจากจารีต ประเพณีนั่นเอง และระบบกฎหมายนี้มีที่มาจากประเทศอังกฤษ โดยมีวิวัฒนาการจากการใช้จารีตประเพณีและนำหลักเกณฑ์อันเป็นจารีตประเพณีนั้นมาใช้ในการตัดสิน คดี ซึ่งต่อมาได้ยึดถือคำพิพากษาฎีกาเหล่านั้นเป็นบรรทัดฐานเรื่อยมา จนกล่าวได้ว่าคำพิพากษาของศาลในระบบกฎหมาย common law นั้นเป็นกฎหมาย นอกจาก นั้นที่มาของกฎหมายในระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้น ยังมีที่มาอีกหลายประการด้วยกัน โดยจะแยกพิจารณาออกเป็น 5 ประการดังนี้คือ
2.1 จารีตประเพณี เป็นสิ่งที่ปฎิบัติกันมาเป็นเวลาช้านาน ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษจึงเป็นที่ยอมรับของคนเป็นจำนวนมาก และจารีตประเพณีถือเป็นรากฐานอันสำคัญใน ระบบกฎหมายไม่เป็นรายลักษณ์อักษร
2.2 คำพิพากษาของศาล การยึดถือคำพิพากษาซึ่งมีวิวั?นาการมาจากจารีตประเพณีโดยนำมาเป็นแนวทางในการตัดสินคดีต่อๆ ไป ที่มีข้อเท็จจริงที่เหมือนหรือใกล้ เคียงกัน และตัดสินตามแนวทงเดียวกันเป็นเวลานาน คำพิพากษานั้นย่อมเป็นที่มาของกฎหมายได้อีกทางหนึ่ง
2.3 ศาสนา มีหลักเกณฑ์และคำสอนที่กล่าวไว้ในลักษณะเดียวกันว่าให้ทุกคนทำความดีละเว้นความชั่ว และมนุษย์ในสังคมก็ได้พยายามปฎิบัติ ตามคำสอนของศาสนาสืบต่อกันมาตามความเชื่อของตนเองและสังคมนั้นๆ จนกลายเป็นการนำหลักเกณฑ์ทางศาสนามากำหนดไว้ว่า เป็นความผิดและกำหนดโทษเพื่อ ใช้ลงโทษผู้กระทำความผิด ศาสนาจึงเป็นที่มาของกฎหมายอีกประการหนึ่ง
2.4 หลักความยุติธรรม เป็นหลักที่มีมาจากประเทศอังกฤษ โดยให้ผู้พิพากษานำหลัก equity มาใช้ กล่าวคือผู้พิพากษาสามารถตัดสินคดีต่างๆ โดยอาศัยหลักความเป็นธรรม ไม่จำเป็นต้อง ยึดถือคำพิพากษาฎีกาเก่าๆเป็นแนวในการตัดสินหรือไม่จำเป็นต้องตัดสินตามจารีตประเพณี ทั้งนี้เพื่อแก้ไขความบกพร่อง ของ Common law เพราะการใช้หลักของจารีตประเพณีเป็นการยึดถือหลักการที่มีมาเป็นเวลาช้านานแล้ว ดังนั้น เมื่อนำมาใช้กับเหตุการณ์ต่างๆ ในปัจจุบันซึ่งมี ความเปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต การนำหลักจารีตประเพณีมาใช้บางครั้งจึงไม่เหมาะสมและไม่เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนเท่าที่ควร
อย่างไรก็ตาม การใช้หลักความยุติธรรมหรือ equity นั้นก็เป็นการใช้ควบคู่ไปกับระบบจารีตประเพณี เพื่อให้ความเป็นธรรมมากขึ้นนั่นเอง
2.5 ความเห็นของนักนิติศาสตร์ ความเห็นของนักนิติศาสตร์ก็สามารถเป็นที่มาของกฎหมายได้เช่นกัน หากเป็นความเห็นของบุคคลที่ได้รับการ ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการนิติศาสตร์ ทั้งนี้เป็นเพราะความเห็นเหล่านั้นศาลเองก็อาจต้องนำไปพิจารณาและทำให้ผลการตัดสินคดีเปลี่ยนแปลงไปได้
(ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.pslc.coj.go.th/)

ดังนั้น เมื่อพิจารณาโดยรวมก็จะเห็นได้ว่า กฎหมายนั้นย่อมเกิดจากการยอมรับกฎกติกาของคนส่วนรวมในสังคมนั้นๆ เพื่อที่จะสร้างความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นในสังคม โดยกำหนดเป็นระเบียบปฏิบัติชัดเจนมีแนวทางการลงโทษต่อผู้ที่ขัดขืนข้อบังคับที่สร้างขึ้นและแน่นอนว่า กฎหมายที่ สร้างขึ้นจะต้องมีผู้รวบรวมไว้เป็นเรื่องเป็นราว ต้องมีผู้ทำหน้าที่กำกับดูแลให้เป็นไปตามนั้น
การจะรวบรวมข้อกำหนดต่างๆ ให้มีผลบังคับใช้ก็จะต้องมาจากความเห็นชอบของคนส่วนรวมในสังคมว่าพร้อมที่จะปฏิบัติตามและยอมรับผลที่จะตามมา เมื่อมีการฝ่าฝืนกฎหมายนั้นๆ
สิ่งหนึ่งที่เป็นความแน่นอนของโลกก็คือ ความไม่เห็นด้วยกับคนส่วนมากของคนส่วนน้อย ซึ่งหากนำเอาหลักประชาธิปไตยโดยอาศัยเสียงส่วนมากเป็นเกณฑ์แล้วยึดเอากฎหมายนั้นเป็นใหญ่ ความไม่ชอบธรรมก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะกฎหมายนั้นไม่เป็นที่ยอมรับของตนส่วนน้อยซึ่งมีศักดิ์ศรีของความเป็นคนทัดเทียมกัน มีสิทธิมีเสียงในการแสดงความคิดเห็นเท่าเทียมกัน เพียงแต่มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเท่านั้นเอง
การกลับไปทบทวนถึงสิ่งที่เป็นต้นตอของความขัดแย้ง จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระทำเป็นลำดับแรกเพื่อค้นหาว่า สาเหตุที่แท้จริงนั้นมีที่มาอย่างไร? และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เกิดมาจากสาเหตุใด? เกิดขึ้นเมื่อใด? ใครเป็นต้นเหตุ?
อย่างที่เคยเอ่ยถึงว่าการออกกฎหมายนั้น ประชาชนเสียงส่วนมากมิได้เป็นผู้กำหนดหากแต่เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ได้ชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่างหากที่เป็นผู้ยกร่างขึ้นมาโดยอ้างสิทธิที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน แต่ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงจะรู้ได้อย่างไร? ว่าสิ่งที่ยกร่างขึ้นไปนั้นเป็นไปตามความต้องการของตนและตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนมากนั้นทุกคนหรือไม่?
คำตอบก็คือ ไม่
เจตนารมณ์แท้จริงของประชาชน ไม่มีเอกภาพพอที่จะนำมาเป็นร่างกฎหมายได้แม้แต่เรื่องเดียว
ทุกเรื่องต้องอาศัยมือของนักการเมืองเข้ามาวางกลไกควบคุมให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ พูดตรงๆ ก็คือ เจตนารมณ์ของประชาชนจะต้องเป็นไปตามเส้นทางที่ถูกวาดหวังเอาไว้แล้วตามวิถีทางของการเมือง
ประชาชนจะมีสิทธิมีเสียงพอได้ยิน และจะมีสิทธิได้รับการไหว้กราบ เฉพาะช่วงเวลาหาเสียงเลือกตั้ง
หลังจากช่วงเวลานั้นผ่านไปแล้ว เสียงของประชาชนก็เป็นเพียงเสียงนกเสียงกา เสียงหมาเสียงแมว และช่วงเวลานี้แม้แต่การหมอบคลานเข้าไปกราบไหว้กลับคืนท่านผู้นั้น ก็จะไม่มีท่านคนใดมองเห็นอีกต่อไป
กฎหมายจึงบิดเบี้ยวแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
และมีผลบังคับใช้เฉพาะผู้คนธรรมดาสามัญทั่วไป
นอกจากบางเวลาที่ประชาชนธรรมดาเหล่านั้นแปรเปลี่ยนทัศนคติกลับมาทวงคืนความชอบธรรมของสิทธิในการออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้ในสังคมส่วนรวม
ด้วย กฎหมู่ เหมือนในทุกวันนี้

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -