Breaking News
Loading...
วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551

อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ก็จะมีการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่ 26 ของประเทศไทย ซึ่งก็รู้กันอยู่แล้วว่าใครเป็นใคร ปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนปกติที่เคยเป็นมาทุกยุคทุกสมัยก็คือการใช้จำนวน ส.ส.ภายในอาณัติทำการต่อรองเพื่อตำแหน่งทางการเมืองที่มีบทบาทหรือสามารถสร้างฐานะของกลุ่มให้ดูดีขึ้น
อย่างที่เคยกล่าวถึงมาบ่อยครั้งแล้วว่า การที่จะทำให้ ส.ส.ของเรามุ่งถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญตามหลักการที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เอาเสียเลยและเชื่อว่าคงไม่มีโอกาสเป็นไปได้อีกนับร้อยปี หากบรรดา ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ ยังคงคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเป็นสำคัญเช่นเดิม โดยกล่าวอ้างถึงความชอบธรรมตามมติของพรรคที่ตนสังกัด หรือกล่าวอ้างถึงหลักการเพ้อเจ้อไร้สาระสารพัดเรื่อง และที่บ่อยครั้งพร่ำเพรื่อมากที่สุดคือการกล่าวอ้างถึงความชอบธรรมที่ได้รับการเลือกสรรมาจากประชาชน แต่ไม่มีเลยที่จะกล่าวอ้างถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชนที่ได้เคยรับฟัง อวดอ้าง รับปากไว้เป็นมั่นเหมาะก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง บรรดา ส.ส.ประเภทสัดส่วนของพรรคนั้น ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ทางพรรคสามารถจัดลำดับคัดสรรซุกซ่อนคนของตนเข้ามาร่วมเป็น ส.ส.ตามธรรมชาติ แม้ว่าบางคนนั้นจะเป็นที่ครหามานานาสาเหตุ
วันนี้อีกเช่นกันที่ ศาลฎีกาจะมีการพิจารณาคดีอาญาของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีซื้อขายที่ดินของภริยาอดีตนายกฯ ผลที่จะออกมานั้นเป็นที่รู้กันล่วงหน้าว่าไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น ให้หลับตาฟังก็รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร และยังมีอีกหลายคดีที่กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ไม่นับคดีบางคดีที่มีการตัดสินไปแล้วซึ่งมีโทษถึงจำคุก และจนถึงวันนี้ ผู้ถูกกล่าวหาก็หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วอย่างสบายใจทั้งครอบครัว มิหนำซ้ำยังกล่าวหาว่า ระบบยุติธรรมของประเทศไทยไม่มีความน่าเชื่อถือ (เนื่องจากไม่เอนเอียงไปหาท่านเหมือนที่เคยมีมา)
ขณะที่กำลังเขียนอยู่นี้ มีผู้เสนอชื่อผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว สองท่าน หนึ่งก็คือ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน (ซึ่งคะแนนเสียงสู้ไม่ได้อยู่แล้ว) กับอีกหนึ่งคือ รองหัวหน้าพรรคฝ่ายรัฐบาล(และมีความเกี่ยวพันกับอดีตนายกฯ อย่างลึกซึ้ง และก้าวเข้ามาร่วมกับพรรคการเมืองในฐานะผู้ประสานงานหรือผู้ดำเนินการหลักด้วยความจำเป็นซึ่งประชาชนต่างทราบกันดีทั่วประเทศ) ท่านหลังนั้นก้าวเข้ามาด้วยความหวาดเสียวเพราะอำนาจการต่อรองของแต่ละกลุ่มในพรรคเดียวกันที่ต่างก็ดิ้นรนเพื่อหาตำแหน่งที่ดีในรัฐบาล โดยการใช้ จำนวน ส.ส.ในสังกัดของตนมาข่มขู่ ต่อรองยืดเยื้อมาหลายวัน
เซ็งสุดชีวิตกับรูปแบบซ้ำซากตามวิถีทางของการเมืองไทย เบื่อหน่ายกับวิถีทางของนักการเมืองไทย
งวดหน้ามาอ่าน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ควรให้ความสนใจ ดูท่าจะบำรุงสมองประเทืองปัญญา รักษาโรคประสาทเครียด คงจะดีกว่าแน่นอน