Breaking News
Loading...
วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551

วันนี้อยู่ว่างๆ รู้สึกเหงาใจที่มีข่าวช่วงเช้าออกมาว่ามีชายสูงวัยอายุ 69 ปีจุดไฟเผาตัวเองหลังจากที่บ่นกับญาติว่าเบื่อการเมืองเต็มที ผลก็คืออาการสาหัส ไม่อยากบอกหรอกว่านี่เป็นผลของการออกมาประโคมกระจายข่าวผสมผสานกับการวิเคราะห์ข่าวอย่างสะเปะสะปะและวิจารณ์แบบไม่ค่อยจะเป็นกลางเอาเสียเลยตามคำสั่งเสียจากท่านผู้นำของสือสารมวลชนบ้านเรา
หยิบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับล่าสุด พ.ศ.2551 มาเปิดอ่านเล่นๆ ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้างแล้วก็นึกสงสัยอยู่ในใจว่า บรรดาผู้แทนราษฎรของเราท่านที่อุตส่าห์สละเวลาเดินไปลงคะแนนเสียงให้นั้นท่านเคยเปิดอ่านกันหมดทุกมาตราบ้างรึเปล่า แล้วก็นึกแปลกใจว่าบ้านเมืองกำลังอยู่ในวิกฤติแล้ว ท่านเหล่านั้นหายศีรษะหลบลี้หนีไปต่างประเทศหมดหรือยังไง เพราะเงียบกริบเป็นเป่าไม้มะค่าโมง ปล่อยให้นักวิชาการ องค์กรอิสระ ส.ว.และ ส.ส.ระดับใหญ่ๆ ออกมาวิเคราะห์กันกว้างขวางบวกกับการออกมาวิจารณ์ของ ส.ส.ซีกรัฐบาล แต่ยรรดา ส.ส.ต่างจังหวัดมากกว่า 90 เปอร์เซนต์ เก็บปากเงียบคาดว่าคงกลังผิดพลาดทางเทคนิคหากให้สัมภาษณ์หรือออกมาปากโป้งแล้วเกิดผิดข้างขึ้นมาจะขาดทุนซะเปล่าๆ ก็ขอบคุณที่สงวนวาจาไว้อย่าพูดจาไม่มีทำนบฝายกั้นเหมือนกับผู้นำท่านเลย
มาวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยรัฐธรรมนูญของเรากันบ้างดีกว่า
มาตรา 26 การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
(ผู้เขียน.....มาตรานี้เป็นหัวใจของการพิจารณาในทุกมาตราต่อมา.....)
มาตรา 28 บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน.........
มาตรา 29 การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และ........
(ผู้เขียน....จาก 2 มาตรานี้ การใช้สิทธิและเสรีภาพของกลุ่มพันธมิตรในครั้งนี้ถือได้ว่าได้ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นไปแล้วอย่างเต็มตัว ทั้งการกีดขวางการจราจร สร้างความเดือดร้อนรำคาญ ฯลฯ เป็นการกระทำความผิดทางอาญาหลายมาตราทีเดียว แต่เป็นที่น่าสงสัยว่า การกระทำความผิดอาญานี้ ไม่มีเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองเข้าไประงับเหตุหรือจับกุมแม้จะเป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้าก็ตามที และผลของการกระทำความผิดนี้ไปรบกวนสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น ตาม มาตรา 30)
มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
และวรรคสี่ มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม
(ผู้เขียน....ตรงนี้เองที่เป็นช่องทางให้รัฐบาลสามารถดำเนินการด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อกลุ่มพันธมิตร โดยการอ้างถึงสิทธิแสรีภาพของบุคคลอื่นที่ถูกรบกวนตามมาตรา 30 แต่ท่านกลับมิได้ปฏิบัติกลับเพิกเฉยปล่อยให้เหตุการณ์ล่วงเลยไปนานกว่า 90 วันจนสถานการณ์เข้าขั้นสุกงอม คือไม่เลือกว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง แต่เลือกที่จะนั่งเฉยอยู่เหมือนทองไม่รู้ร้อนเหมือนเป็นการยื้อเวลาโดยมีจุดมุ่งหมายบางอย่างแอบแฝงอยู่)
มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
วรรคสอง การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะและเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย..........
(ผู้เขียน....มาตรานี้ชัดเจนถึงความผิดของรัฐบาลที่ปล่อยให้มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรตั้งแต่ต้น เนื่องจากสถานที่ที่ใช้ในการชุมนุมตั้งแต่แรกเริ่มนั้นมีผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องการกีดขวางรบกวนการสัญจรไปมาของบุคคลทั่วไป การปิดกั้นเส้นทางจราจรโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ การใช้เสียงให้เป็นที่เดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น การใช้วาจาพูดหมิ่นประมาทกล่าวร้ายต่อผู้อื่น ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ได้ แต่รัฐบาลของผู้นำที่รักของเราก็เลือกที่จะนิ่งเฉยนั่งตีขิมดูไปบ่นไปตามประสา)
มาตรา 69 บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
(ผู้เขียน.....มาตรานี้ตรงใจมากที่สุดในการเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตร เมื่อพิจารณาจากการประพฤติปฏิบัติตัวของบรรดาบุคคลในคณะรัฐบาล หรือจากพรรคร่วมรัฐบาล ในด้านต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่วิธีการสมัครรับเลือกตั้ง การหาเสียง การดำเนินการใต้ดินด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้รับเลือกตั้งเข้ามามากที่สุด และก้าวเข้ามาบริหารประเทศด้วยแนวทางแปลกประหลาด)
...วันนี้ขอพอเท่านี้ก่อนเพราะกำลังจะก้าวเข้าสู่มาตราสำคัญที่สุดในหมวดที่ 4 ว่าด้วย หน้าที่ของชนชาวไทย