บทความยอดนิยม

Posted by : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551

วันนี้ 31 สิงหาคม 2551 เวลา 13.30 น. มีปรากฎการณ์พิเศษเกิดขึ้นคือ การจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา(สมัยสามัญนิติบัญญัติ) ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญ
มาตรา 179 ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้
เหตุผลที่ต้องจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งนี้ เริ่มมาจากการหารือของพรรคร่วมฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมาโดยมีการประสานกับพรรครัฐบาลและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาความวุ่นวายที่เกิดขึ้น(โดยโยนผลการตัดสินใจให้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐสภาเสีย) และนำผลการหารือไปแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบเพื่อขอให้เปิดประชุม ส่วนอีกเหตุผลหนึ่ง คือมาจากการเสนอแนวทางของพรรคฝ่ายค้านกับเป็นแนวคิดของนักวิชาการบางท่าน ซึ่งมึความเชื่อว่า น่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับสถานการณ์ในขณะนี้
แต่เท่าที่ติดตามรับฟังการประชุม ก็ยังคงปรากฎภาพและเสียงเหมือนกับที่เคยเป็นมานับแล้วเกือบร้อยปี ที่การอภิปรายจะต้องประกอบด้วยคำพูดที่เป็นทางการสวยหรูเพราะพริ้ง(เพราะมีการถ่ายทอดสดทั่วประเทศและทั่วโลกด้วย)หลังจากนั้นก็จะเริ่มมีการกล่าวพาดพิงไปถึงบุคคลที่สาม และจะต้องมีการพูดดักคอ ขัดคอ กระทบกระแทก เสียดสีเปรียบเปรย ตามรูปแบบ
ประกอบกับเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาท่านผู้นำได้ไปออกอากาศรายการสนทนาประสาท่าน และเอ่ยมธุรสวาจาตามเคย ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการกำหนดแนวทางการตัดสินใจของท่านไว้ล่วงหน้าเสียแล้วโดยที่ยังไม่ทันจะได้รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาหน้าไหนทั้งสิ้น นับว่าอัจฉริยะที่สุด ต่อเนื่องมาในการประชุมท่านก็สามารถลุกขึ้นมายืนโต้ตอบได้ทุกคำกระทบแบบไม่เกรงฟ้าดิน
คำว่าการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาหาทางออก ดูจะเป็นเรื่องไร้ค่า เพราะสิ่งที่ได้มาคือการคัดแยกสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติออกจากกันเพื่อแบ่งฝ่ายให้ชัดเจนขึ้นมาว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายพันธมิตร ซึ่งคล้ายกับตอนที่ท่านผู้นำพูดไว้กับสื่อมวลชนว่าจะต้องไม่มีความเป็นกลางแต่จะต้องเลือกข้างได้แล้วว่าจะอยู่ฝ่ายไหน และวันนี้ภาพนั้นกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อปรากฎวาจาท่านผู้นำที่คาดคั้นเอากับบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติอย่างดุเดือดหลายช่วง
นึกไม่ออกเลยว่าจะไปลงเอยที่จุดไหน ในเมื่อฝ่ายรัฐบาลก็ยืนยันเต็มที่แล้วว่าไม่ลาออก แม้จะมีการเปิดประชุมร่วมกันกับ ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาก็ตามที่ แต่ฝ่ายรัฐบาลกลับตั้งธงไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วว่าต้องการอย่างไร
ดังนั้น การตัดสินใจดำเนินการด้วยวิธีการต่างๆ ที่เกิดขึ้น จากการกระทำครั้งต่อไปของรัฐบาลจะไม่ใช่การตัดสินใจของรัฐบาลอีกแล้ว แต่จะถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการตัดสินใจร่วมกันของสมาชิกรัฐสภา
นี่เอง ทางออกของรัฐบาล ก็คิดได้เท่านี้แหละครับพี่น้องจะเอายังไงกันนักหนา
ย้อนกลับมาดูสาระ(ที่หาไม่ได้เลย) จากการประชุมบางเสี้ยวบางตอนออกจะดูแกว่งๆ ไร้หางเสือ ต่างฝ่ายต่างสงวนท่าทีไม่ยอมบอกออกมาตรง ว่าจะเอายังไง พูดตรงๆ ก็คือตันกันไปทั้งบางกระบือ นอกจากบางท่านที่พูดออกมาโต้งๆ ว่าให้ นายกฯ ลาออก ทำยังกับจะยอมง่ายๆ ยังงั้นเพราะ บางท่านในฝ่ายรัฐบาลก็ออกมาแย้งแบบนักเลงว่า ถ้าคนอื่นเป็นรัฐบาลก็จะพาพวกพ้องมาล้อมให้นายกฯ คนใหม่ลาออกบ้างเหมือนกัน
การใช้เหตุและผล พ้นวิสัยจากการใช้วิจารณญานของคนในคณะรัฐบาลเสียแล้ว
อำนาจที่มีอยู่นั้นหอมหวล อำนาจในมือสามารถสร้างสิ่งอื่นๆ ตามาได้อีกมาก อำนาจเป็นสิ่งที่ต้องยึดไว้ให้มั่น เพื่อตน เพื่อพวกพ้องและวงศ์ตระกูล ใครเล่าจะยอมปล่อยให้หลุดมือไปง่าย การได้กลับคืนมาอีกครั้งนั้นสิ้นเปลืองทรัพยากรหลายด้านเหลือเกิน
อย่าถามนะว่าผลการประชุมเป็นยังไง เพราะเปิดดูช่วงละ 1 นาที เพียง 15 ช่วงแล้วก็มานั่งชงยาหอมกิน หลังจากนั้นก็ไม่ได้กลับไปเปิดดูอีกเลยเพราะมีความรู้สึกอยากจะถนอมอารมณ์และความรู้สึกดีๆ กับรัฐสภาของประเทศชาติเอาไว้ให้คงอยู่ต่อไปอีกนานซักหน่อย ไม่อยากฝันร้ายมองเห็นภาพของนักเลงข้างถนนหรือภาพของผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษาปลอมตัวใส่สูทมายืนด่าทอกันให้ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งต้องมาทนนั่งมองแล้วก็น้ำตาตกในอยู่.....เหมือนหลายครั้งในอดีต

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -