บทความยอดนิยม

สิงคาลกสูตร

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ธรรมนูญชีวิต พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นหนังสือที่ผมหยิบขึ้นมาอ่านทุกครั้งที่เกิดความหงุดหงิดในอารมณ์ จะไปนั่งสวดมนต์ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ใช่พระ ยุคนี้สะดวกหน่อยเปิดคอมพิวเตอรร์ขึ้นมาอ่านได้ทุกเวลา ถึงแม้ว่าจะไม่เคยอ่านตามลำดับหน้าจนจบเล่มก็ตาม เพราะนิสัยเสียน่ะครับ ชอบเลือกอ่านเฉพาะช่วงที่เห็นว่านำมาใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในฃ่วงเวลานั้นๆ แบบตรงจุดครับ 

ในตอนหนึ่งของคำปรารภได้กล่าวถึง “สิงคาลกสูตร” ว่าเป็น “คิหิวินัย” คือ วินัยของคฤหัสถ์หรือแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้ครองเรือน จึงลองเข้าไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก็พบอยู่ใน พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค - หน้าที่ 138 ๘. สิงคาลกสูตร (๑๓) แต่เนื้อหาของพระไตรปิฎกฉบับแปลไทยก็ยังคงอ่านยากอยู่ดี สู้หาทางลัดด้วยการเข้าไปขุดมาที่ สิงคาลกสูตร จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี มีเนื้อหาใจความที่อ่านแล้วทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังนี้.....  

สิงคลากสูตร เป็นพระสูตรหนึ่งในพระสุตตันตปิฎก หมวดทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ว่าด้วยทิศ ๖ คือบุคคล ๖ ประเภทที่มีความสัมพันธ์ต่อบุคคลๆ หนึ่ง และวิธีการปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้น ว่าด้วยมิตรแท้และมิตรเทียม และยังว่าด้วยกรรมกิเลส ๔ อบายมุข ๖ และการไม่ทำความชั่วโดยฐานะ ๔ รวมทั้งหมด ๑๔ ประการ โดยผู้ที่ปราศจากความชั่ว ๑๔ ประการ ถือเป็นผู้ปกปิดทิศ ๖ ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อชัยชนะในโลกทั้งสอง คือโลกนี้และโลกหน้า เมื่อตายไปก็จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  

อรรถกถาสิงคาลกสูตรในสุมังคลวิลาสินี กล่าวไว้ว่า "กรรมใดที่คฤหัสถ์ควรทำอย่างใดอย่างหนึ่ง กรรมนั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้ ย่อมไม่มี พระสูตรนี้ ชื่อว่าคิหิวินัย เพราะฉะนั้น เมื่อฟังพระสูตรนี้แล้วปฏิบัติตามที่ได้สอนไว้ ความเจริญเท่านั้นเป็นอันหวังได้ ไม่มีความเสื่อมฉะนี้"  

ฝ่ายปราชญ์ด้านพุทธศาสนา แสดงความเห็นว่า "พระสูตรนี้ชาวยุโรปเลื่อมใสกันมากว่าจะแก้ปัญหาสังคมได้ เพราะเสนอหลักทิศ ๖ อันแสดงว่าบุคคลทุกประเภทในสังคมควรปฏิบัติต่อกันในทางที่ดีงาม ไม่มีการกดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลงไป" 

พระโคตมพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้ ณ พระนครราชคฤห์ คราวที่ทรงประทับ ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร ในวันหนึ่ง "เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ ได้ทอดพระเนตรเห็นสิงคาลกคฤหบดีบุตร ซึ่งลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียกประคองอัญชลี นอบน้อมทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบน" พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงถามว่า สิงคาลกคฤหบดีบุตรกำลังทำอะไร สิงคาลกคฤหบดีบุตรตอบว่ากำลังไหว้ทิศทั้ง ๖ คามคำสั่งเสียของบิดา เหตุที่สิงคาลกคฤหบดีบุตรออกมาไหว้ทิศทั้ง ๖ นั้นสืบเนื่องจากบิดาและมารดาของสิงคาลกคฤหบดีบุตรล้วนแต่ศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยังเป็นโสดาบัน (มารดาต่อมาได้ออกบวชเป็นภิกษุณี บรรลุอรหันต์ คือพระสิงคาลมาตาเถรี) แต่บุตรของคหบดีไม่ศรัทธาในพระพุทธองค์ เมื่อครั้นคหบดีจะสิ้นใจจึงเกิดความคิดว่า "เราจักให้โอวาทแก่บุตรอย่างนี้ว่า นี่แน่ลูก ลูกจงนอบน้อมทิศทั้งหลาย เขาไม่รู้ความหมาย จักนอบน้อมทิศทั้งหลาย ลำดับนั้น พระศาสดาหรือพระสาวกทั้งหลายเห็นเขาแล้ว จักถามว่า เธอทำอะไร แต่นั้น เขาก็จักกล่าวว่า บิดาของข้าพเจ้าสอนไว้ว่า เจ้าจงกระทำการนอบน้อมทิศทั้งหลาย ลำดับนั้น พระศาสดาหรือพระสาวกทั้งหลาย จักแสดงธรรมแก่เขาว่า บิดาของเธอจักไม่ให้เธอนอบน้อมทิศทั้งหลายเหล่านั้น แต่จักให้เธอนอบน้อมทิศเหล่านี้ เขารู้คุณในพระพุทธศาสนาแล้วจักทำบุญดังนี้" ครั้นแล้วคบบดีจึงบอกบุตรให้กระทำเช่นนั้น แล้วก็สิ้นชีพไป ส่วนผู้บุตรก็ปฏิบัติตามที่บิดาสั่งเสีย กระทั่งพระพุทธองค์ทรงมาพบเห็น แล้วทรงไต่ถาม ซึ่งสิงคาลกคฤหบดีบุตรตอบพระองค์ว่า ไหว้ทิศทั้ง ๖ เพราะบิดาสั่งเสียไว้  

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนสิงคาลกคฤหบดีบุตรว่า ในอริยวินัยไม่พึงไหว้ทิศแบบนี้ เมื่อเขากราบทูลถามว่า พึงไหว้อย่างไร จึงตรัสว่า "อริยสาวกละกรรมกิเลสทั้ง ๔ ได้แล้ว ไม่ทำบาปกรรมโดยฐานะ ๔ และไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ อริยสาวกนั้นเป็นผู้ปราศจากกรรมอันลามก ๑๔ อย่างนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ปกปิดทิศ ๖ ย่อมปฏิบัติเพื่อชำนะโลกทั้งสอง และเป็นอันอริยสาวกนั้นปรารภแล้ว ทั้งโลกนี้และโลกหน้าเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก อริยสาวกนั้นย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์" 

จากนั้นทรงแสดงธรรมเป็นลำดับโดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อธรรมต่างๆ ที่ทรงตรัสมา คือ กรรมกิเลส ๔ คือ การกระทำที่เศร้าหมอง มี ๔ อย่างที่อริยสาวกละได้ คือ ๑. ฆ่าสัตว์ ๒. ลักทรัพย์ ๓. ประพฤติผิดในกาม ๔. พูดปด ไม่ทำความชั่วโดยฐานะ ๔ คือ อริยสาวกไม่ทำกรรมชั่วโดยฐานะ ๔ คือความลำเอียง เพราะรัก , เพราะชัง , เพราะหลง , เพราะกลัว ทำกรรมชั่ว อบายมุข ๖ คือ อริยะสาวกไม่เสพปากทางแห่งความเสื่อมทรัพย์ ๖ อย่าง คือ ๑. เป็นนักเลงสุรา ๒. เที่ยวกลางคืน ๓. เที่ยวการเล่น ๔. เล่นการพนัน ๕. คบคนชั่วเป็นมิตร ๖. เกียจคร้าน . ครั้นแล้วทรงแสดงโทษของอบายมุขแต่ละข้อ ข้อละ ๖ อย่าง มิตรเทียม ๔ ประเภท คือ ๑. มิตรปอกลอก ๒. มิตรดีแต่พูด ๓. มิตรหัวประจบ ๔. มิตรชวนในทางเสียหาย พร้อมทั้งแสดงลักษณะของมิตรเทียมทั้งสี่ประเภทนั้น ประเภทละ ๔ ประการ มิตรแท้ ๔ ประเภท คือ ๑. มิตรมีอุปการะ ๒. มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข ๓. มิตรแนะประโยชน์ ๔. มิตรอนุเคราะห์ ( อนุกัมปกะ ) ๒ . พร้อมทั้งแสดงลักษณะของมิตรแท้ทั้งสี่ประเภทนั้น ประเภทละ ๔ ประการ ทิศ ๖ คือ บุคคล ๖ ประเภท ตามนิยามของอริยสาวก คือ ทิศเบื้องหน้า ได้แก่มารดาบิดา ๒. ทิศเบื้องขวา ได้แก่อาจารย์ ๓. ทิศเบื้องหลัง ได้แก่บุตรภรรยา ๔. ทิศเบื้องซ้าย ได้แก่มิตรอำมาตย์ ๕. ทิศเบื้องล่าง ได้แก่ทาส กรรมกร ๖. ทิศเบื้องบน ได้แก่สมณพราหมณ์ 

เมื่อสิงคาลกคฤหบดีบุตรได้สดับพระธรรมเทศนาก็มีความเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องทิศทั้ง ๖ และการไม่กระทำกรรมชั่ว บังเกิดเลื่อมใสพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต อีกทั้งยัง "เฉลี่ยทรัพย์ ๔๐ โกฏิ ไว้ในพระพุทธศาสนากระทำกรรมอันเป็นบุญ ได้เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า" 

ส่วนเนื้อหาโดยละเอียดนั้นหากคุณได้อ่านหนังสือธรรมนูญชีวิตแล้วก็จะพบว่าเป็นทางออกสำหรับนำมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันได้ในทุกเรื่องราว ถ้าปัญหานั้นเกิดขึ้นกับตัวของคุณเอง และแน่นอนว่าปัญหานั้นก็คงจะต้องเกิดขึ้นมาเพราะตัวของคุณเองมีส่วนร่วมด้วยอย่างแน่นอน โดยส่วนตัวแล้วตัวผมเองเคยศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการดำเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีที่แล้วในช่วงที่วิถีชีวิตตกต่ำลงจนถึง “ขีดสุด” แต่เมื่อผ่านพ้นสถานการณ์เลวร้ายนั้นมาได้ก็ไม่เคยที่จะละทิ้งหรือวางมือเลิกราไปแต่อย่างใด กลับพยายามศึกษาค้นคว้าเพื่อแสวงหาคำอธิบายถึงองค์ประกอบและปัจจัยในแก่นแท้อย่างจริงจังตลอดมาไม่เคยหยุดยั้ง ทุกครั้งที่เดินหน้าไปตามเส้นทางพบว่าหนทางนี้ยาวไกลเกินกว่าที่คาดเอาไว้ มันเหมือนกับไม่มีจุดสิ้นสุด แต่บางครั้งกลับดูเหมือนว่าเรากำลังเดินวนไปมาอยู่บนเส้นทางที่ย้อนกลับมาบรรจบ ณ จุดที่เราเคยเดินผ่านมาแล้วครั้งหนึ่งหรือหลายครั้ง คล้ายกับจะเป็นการยืนยันว่าเราเดินมาบนเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว เพียงแต่ว่าหนทางนี้มีอยู่มากมายหลายเส้นทางในการเดินไปให้ถึง และแน่นอนว่ามันไม่มีจุดสิ้นสุด แต่มันจะช่วยให้เรามีความมั่นใจมากขึ้นว่าเราเดินมาถูกทางแล้วและกำลังพยายามที่จะค้นหาเส้นทางอื่นๆ เพิ่มเติมขึ้นมาเท่านั้นเอง  

ครั้งแรกเคยคิดอยู่ว่าอาจจะเพราะอายุที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเหตุให้มาครุ่นคิดเวียนวนอยู่แต่เรื่องเหล่านี้ ซึ่งหากย้อนคิดไปแล้วก็สามารถยืนยันกับตัวเองได้เลยในทันทีว่าไม่ใช่ แต่มันเกิดขึ้นมาครั้งแรกตั้งแต่เมื่อตอนที่อายุประมาณ 13 ปีเศษเท่านั้นเองและก็ยังจำได้ดีว่าเป็นเพราะสาเหตุใด มันเริ่มต้นจาก “ความทุกข์ใจ” แล้วตามมาด้วย “ความทุกข์กาย” จึงได้ข้อสรุปว่าเรามองเห็นถึงลำดับความสำคัญของเรื่องราวได้เด่นชัดว่า “ใจ” เป็นใหญ่ ไม่ใช่ “กาย” ความวุ่นวายทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าเกิดจาก “ใจ” ของคน บางคนขวนขวายต้องการมีอำนาจ ทั้งคนที่เข้ามามีอำนาจใหม่ ทั้งคนเก่าที่สูญเสียอำนาจไปจากมือ กับอีกบางคนที่ต้องการทรัพย์สินอย่างไม่รู้จักจบสิ้น อยากได้อยากมีไปเสียทุกอย่างโดยที่ตัวเองก็ไม่เคยหวนคิดบ้างเลยว่าจะเอาไปทำไมมากมายขนาดนั้น อาจจะเพราะติดนิสัยการใช้เงินซื้อทุกอย่างละมั้งก็เลยคิดจะเอาไปติดสินบนยมบาลหรือเทวดาตอนตายไปแล้ว 

ครับ ระมัดระวังรักษาคอยดูแล “ใจ” ของคุณให้ดี อย่าให้กิเลสตัณหาเข้ามาครอบงำได้ล่ะ 

ภาพประกอบบทความนำมาจากอินเตอร์เน็ตแต่ขออภัยที่จำไม่ได้จริงๆ ว่า คัดลอกมาจากเว็บไซท์ของใคร ต้องขอประทานอภัยด้วยนะครับ แล้วก็ไม่ต้องฟ้องผมล่ะครับ เสียดายค่าหมึกกับค่ากระดาษน่ะ

มัชฌิมา

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

จากรายงานของสถาบัน SIPRI (Stockholm International Peace Research Institute) ในปี 2010 ถึง 2014 ระบุว่า 5 ประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลกตามลำดับคือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน เยอรมนี ฝรั่งเศส รวมกัน 5 ประเทศคิดเป็น 74% ของการส่งออกของทั้งโลก ซึ่งสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย รวมสองประเทศส่งออกอาวุธ ประมาณ 58% ของอาวุธที่มีการซื้อขายกัน โดยสหรัฐอเมริกาส่งออกอาวุธให้ 94 ประเทศ ขณะที่รัสเซียส่งออกให้ 56 ประเทศ ในรายงานฉบับเดียวกันในตารางแสดงอัตราการลด/เพิ่มการส่งออกอาวุธ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จีนมีการขยายตัวการส่งออกอาวุธมากที่สุดถึง 143% 10 อันดับบริษัทผลิตอาวุธที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาจากประเทศยุโรปตะวันตกและประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งสิ้น โดยมี บริษัท Lockheed Martin และบริษัท Boeing เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่งและสอง ทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน 

เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่มีการผลิตอาวุธและแข่งขันการส่งออกกันนั้นจะเป็นกลุ่มประเทศที่เรียกตัวเองว่าประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งสิ้น ทั้งจากซีกฝั่งประชาธิปไตยจ๋า ทั้งจากซีกโลกคอมมิวนิสต์ และกลุ่มประเทศที่มีการซื้ออาวุธสูงลิ่วก็คือกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา และในขณะเดียวกันกลุ่มประเทศที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยก็มักจะออกมาตำหนิติเตียนการก่อกบฎ ปฏิวัติ รัฐประหาร ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกว่าเป็นการบั่นทอนความเจริญก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน 

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกประเทศในโลกใบนี้ต่างล้วนมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งหลายประเทศก็มีอารยธรรมที่เก่าแก่ยาวนานมากกว่าประวัติศาสตร์ของประเทศกลุ่มประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป หลายประเทศรวมตัวก่อร่างสร้างเมืองมาด้วยชีวิตและเลือดเนื้อ ของบรรพบุรุษหลายชั่วอายุคนกว่าที่จะสามารถรวมตัวกันเป็นประเทศที่มีความมั่นคงแข็งแรงเป็นปึกแผ่นขึ้นมาได้จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ไม่ได้ก่อตั้งขึ้นมาด้วยประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ประชาธิปไตยในความหมายของสากล จึงสมควรขึ้นอยู่กับความหมายของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียม ประเพณีของท้องถิ่นนั้นๆ เป็นสำคัญ ไม่ใช่ว่าจะไปกวาดคัดลอกมาจากประเทศอื่นๆ โดยไม่มีการพิจารณาไตร่ตรองถึงเหตุและผลที่เหมาะสมอันควรนำมาปรับใช้ให้ถูกต้องตามกาลสมัย  

การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองแบบกระทันหัน ไม่ได้สร้างผลดีให้กับประเทศชาติและประชาชน เนื่องจากปัจจัยหลายประการ ซึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ “ความพร้อมของประชาชน” และนี่คือเหตุผลที่นายทุนหรือนักการเมืองที่ฉ้อฉลนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยการเร่งให้ประชาชนพากันออกมาเรียกร้อง “สิทธิและเสรีภาพ” ในช่วงเวลานี้ ทั้งๆ ที่ตามปกติแล้ว ประชาชนเองก็ไม่มีความเข้าใจถึงบทบัญญัตินี้อย่างถ่องแท้ ทุกคนยังคงมีความเห็นแก่ตัวจนติดเป็นนิสัย ทุกคนเล็งเห็นแต่ผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม ทุกคนยังมีความพอใจที่จะเห็นการทุจริตคอรัปชั่นดำเนินต่อไปได้ในทุกวงการ ตราบใดที่ตนยังมีส่วนได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเข้ามาบ้าง 

และเป็นเรื่องที่น่าแปลกที่ทุกครั้งที่มีความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นภายในประเทศที่กำลังพัฒนา สหรัฐอเมริกาก็มักจะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยทุกครั้งเสมอมา แต่ผลที่ตามมาก็คือทุกประเทศมักจะจบลงด้วยความพินาศล่มจมของระบบเศรษฐกิจ ตามมาด้วยสงครามกลางเมือง ความพินาศย่อยยับของบ้านเมือง และการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน จากนั้นประเทศยักษ์ใหญ่ที่ส่วนมากมักจะแอบให้การสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรืออาจจะให้การสนับสนุนทั้งสองฝ่าย สุดท้ายก็จะจบลงด้วยการใช้อำนาจของสหประชาชาติ กรีฑาทัพเข้าไปกวาดล้าง เข่นฆ่า เพื่อยึดครองประเทศนั้นๆ อย่างเปิดเผย โดยอ้างว่าเพื่อมนุษยธรรมและประชาธิปไตย แล้วก็ตามมาด้วยการจัดตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นมาเพื่อกอบโกยทรัพยากรของประเทศเหล่านั้นต่อไป 

รูปแบบดังกล่าวยังคงดำเนินรุกคืบต่อไปอย่างมีแบบแผน มีจุดมุ่งหมายที่เด่นชัดในการปฏิบัติ แต่ไร้ซึ่งผู้คนจะให้ความสนใจ เพราะประชาธิปไตย .... ยังเป็นเพียงบทบัญญัติที่เขียนไว้ในกระดาษเท่านั้น ไม่สามารถนำมายึดถือปฏิบัติได้จริง 
ตราบใดที่ผู้คนในสังคมยังไม่มีวินัยที่ดีพอ 
ตราบใดที่ผู้คนในสังคมยังไม่มีคุณธรรมที่ดีพอ 
ตราบใดที่ผู้คนในสังคมยังไม่มีจิตสำนึกที่ดีพอ 
ตราบใดที่ผู้คนในสังคมยังไม่มีความรู้เรื่อง “ขอบเขตในสิทธิเสรีภาพของตน” อย่างแท้จริง นั่นหมายถึงบางคนซึ่งรู้มาเฉพาะเท่าที่มีคนมาบอกให้รู้ ส่วนจะเป็นความจริงหรือไม่ .... ข้อนี้ไม่รู้  

ในอดีตไทยเคยเป็นประเทศกันชน ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ในสงครามล่าอาณานิคม 
ในอดีตไทยเคยเป็นประเทศกันชน ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ในยุคสงครามระบอบการปกครอง 
ในอดีตไทยเคยเป็นประเทศกันชน ระหว่างสัมพันธมิตรกับญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่สอง 
ในวันนี้ไทยกำลังเป็นประเทศกันชน ระหว่างประชาธิปไตยของนายทุนกับเศรษฐกิจเปิดของจีน ในยุคสงครามเศรษฐกิจ 

ถ้าจะแพ้ ... ก็คงจะแพ้เพราะคนไทยที่ขายชาติ และหมายความเหมารวมกันไปหมดทั้งคนที่มีเจตนาจะขายชาติโดยรู้อยู่แก่ใจแต่มุ่งหวังเพียงผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น และคนที่ขายชาติเพราะความไม่รู้ หรือไม่อยากจะรับรู้ … และไม่ยกเว้นคนที่ขายชาติเพราะความโง่เขลาแล้วยังอวดฉลาดอีกด้วย

ศาสนากับสังคม

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

น่าแปลกที่สังคมไทยทุกวันนี้กลับหันไปชื่นชมยินดี นิยมชมชอบพระภิกษุที่ก้าวเดินออกไปนอกเส้นทางของพระธรรมวินัยอย่างเปิดเผย โดยให้เหตุผลง่ายๆ ว่าเป็นไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว พระพุทธศาสนามีหลักการและแนวทางคำสอนที่แน่นอนตายตัวไม่มีหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนไปจากคำสั่งสอนที่มีมาแต่โบราณกาลลงไปได้แม้แต่น้อย แม้ว่าจะมีควาพยายามที่จะแบ่งแยกพระพุทธศาสนาออกเป็นนิกายต่างๆ ให้เหมือนกับที่ศาสนาอื่นๆ ได้กระทำกันมาจนก่อให้เกิดสงครามทางศาสนามานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งกับศาสนาอื่นๆ หรือภายในศาสนาเดียวกัน จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ 

แต่ศาสนาพุทธแม้ว่าจะถูกกดขี่ข่มเหงหรือถูกทำลายลงไปอย่างป่าเถื่อนในหลายประเทศ ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่ยังคงมั่นคงที่จะเคารพนับถือในคำสอนของพระพุทธเจ้า ไมใช่ด้วยวัตถุหรือรูปเคารพอื่นใดทั้งสิ้น หลักสัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า สั้น แต่ครอบคลุมถึงหลักแห่งความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ โดยปราศจากข้อโต้แย้งจากนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ด้วยซ้ำไป น่าละอายที่มีผู้คนจำนวนมากพากันหลงเชื่อในคำกล่าวที่บิดเบือนต่อหลักการอันเป็นหัวใจที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา กลับไปหลงเชื่ออย่างงมงายต่อเรื่องที่เป็นเหมือนความเพ้อฝัน มองเห็นการก่อสร้างอันใหญ่โตมโหฬารทางวัตถุนิยมอยู่เหนือกว่าการก่อสร้างความจริงของชีวิตให้ปรากฎขึ้นในจิตใจของตนเอง ซึ่งเป็นการดึงข้ออ้างทางกระแสโลกาภิวัตน์เข้ามาลากจูงพระพุทธศาสนาให้เลื่อนไหลไปสู่เส้นทางแห่งการเสื่อมสลายลงไปอย่างรวดเร็ว

หากเส้นทางเสื่อมของพระพุทธศาสนาเข้ามามีส่วนพัวพันเชื่อมโยงเข้ากับกระบวนการสร้างความแตกแยกขึ้นในสังคม ปัจจัยสำคัญในความพินาศนี้ย่อมจะเกิดขึ้นมาจากกลุ่มคนที่ไร้การศึกษาหรือผู้คนที่มีการศึกษาแต่ไร้สติปัญญาในการพิจารณาไตร่ตรองถึงเหตุและผล ร่วมกับผู้คนที่พากันลุ่มหลงงมงายในความเชื่อทางศาสนาอย่างผิดๆ จำนวนหนึ่งที่เดินไปตามการลากจูงของบรรดากลุ่มนายทุนผู้ที่มุ่งหวังเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้

วิธีการล้างสมองผู้คนด้วยวิธีการสะกดจิตแบบกลุ่มเคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้วในประวัติศาสตร์ เพียงแต่ต้องอาศัยผู้คนที่แต่เดิมมีจิตใจเอนเอียงไปโดยธรรมชาติอยู่ก่อนแล้ว อาจจะเพราะสถานการณ์ทางการเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ การขาดความยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ความเหลื่อมล้ำของประชาชน จากนั้นจึงอาศัยการชักชวน ปลุกระดมด้วยสื่อสารมวลชนบางอย่างมากระตุ้นให้เกิดการคล้อยตามเป็นลูกโซ่ แล้วก็ถึงขั้นตอนของการสร้างสถานการณ์รุนแรงให้เกิดขึ้นเพื่อดำเนินนโยบายขั้นแตกหักกับฝ่ายปกครองจนก่อให้เกิดการบานปลายมากยิ่งขึ้นทุกขณะ 

กลุ่มคนที่แสวงหาผลประโยชน์ ไม่แยแสสนใจแม้แต่น้อยว่าสงครามกลางเมืองระหว่างคนชาติเดียวกันจะก่อให้เกิดความสูญเสียทรัพย์สินหรือชีวิตของผู้คนไปมากน้อยเพียงใด เนื่องจากพวกนี้จะได้รับประโยชน์ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งทุกอย่างจบสิ้นลง ประเทศมหาอำนาจในโลกไม่ใช่ผลิตแต่เฉพาะอาวุธสังหารนานาชนิดออกไปจำหน่ายแก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเท่านั้น แต่กลุ่มบริษัทเหล่านี้จะผลิตแม้แต่ยารักษาโรค สำลี ไปจนถึงผ้าพันแผลออกจำหน่ายควบคู่กันไปด้วย

สงคราม เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการลดจำนวนประชากรโลก
หลังจากที่มีการทดลองไวรัสชนิดต่างๆ ให้ปรากฏตัวออกมามากมายหลายพันธุ์จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งแน่นอนว่าการทดลองอาวุธเชื้อโรคใหม่ๆ จำเป็นที่จะต้องกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดโดยประเทศนั้นจะต้องมีการบริการสาธารณสุขที่ต่ำมากๆ และทวีฟอาฟริกาก็เป็นชัยภูมิที่ดีที่สุดสำหรับการทดลองอาวุธเชื้อโรคเหล่านี้ ทุกครั้งที่มีไวรัสสายพันธุ์ใหม่ระบาดออกมาจะมีคนในท้องถิ่นเสียชีวิตลงไปเหมือนใบไม้ร่วง ก่อนที่กลุ่มนายทุนจะเสนอตัวเข้ามาให้การช่วยเหลือมอบยาถอนพิษให้ภายหลังในรูปแบบของความช่วยเหลือจากต่างชาติ ด้วยวัคซีนต่อต้านไวรัสรูปแบบใหม่ซึ่งได้รับการผลิตจากบริษัทยักษ์ใหญ่ และการช่วยเหลือเหล่านี้จะต้องได้รับสิ่งตอบแทนกลับไปอย่างหลีกไม่พ้น

มูลเหตุสำคัญของสงครามก็คือ ความโลภของนายทุน
มูลเหตุสำคัญของสงครามก็คือ ความไม่รู้ของประชาชน
ขอสันติจงมีแด่ผู้ที่สิ้นลมหายใจ

ขอให้เชื่อมั่นไว้อย่างหนึ่งว่า ......
ศาสนาทุกศาสนาไม่อาจที่จะยืนหยัดอยู่เหนือกว่าหลักของความเป็นจริง 
ศาสนาพุทธยึดถือหลักของความเป็นจริงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มาเป็นหลักสำคัญในคำสอน ซึ่งจำเป็นที่จะต้องอาศัย สติ ปัญญา ในการพิจารณาให้ละเอียดลึกซึ้ง สัจธรรม 4 ประการของพระพุทเจ้า ชัดเจนและยืนหยัดเพื่อรอการพิสูจน์มานานหลายพันปีแล้วว่าเป็นจริงหรือไม่เกี่ยวกับ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค 

อย่ามัวแต่เพ้อฝันถึงแต่สวรรค์ชั้นฟ้ากันเลย 
เพียงแค่เอาตัวรอดจากกองไฟบนเมรุ ... ก็ทำไม่ได้เสียแล้ว

จงมีลมหายใจไว้สำหรับตัวเองต่อไปเถิด
อย่าให้ลมหายใจต้องหมดสิ้นไปเพราะคนอื่น

ภาพหลอน

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

คงต้องยอมรับอย่างเป็นทางการเลยว่าโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่แอนตี้ละครไทยมาตั้งแต่จำความได้เลยทีเดียว แต่ก็ชอบดูภาพยนตร์ทุกประเภทมาตั้งแต่เด็ก ในระยะหลังๆ นี่ต้องยกเว้นภาพยนตร์ไทยไปอีกประเภท เพราะทนไม่ได้กับความห่วยของผู้สร้างที่ต้องการเพียงรายได้มากกว่าสาระที่จะเหลือไว้ให้กับผู้ชมบ้างสักนิดหน่อย และประเภทที่อวดอ้างว่าสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนปัญหาสังคมนั้นกลับกลายเป็นภาพยนตร์ที่กระตุ้นให้ผู้คนในสังคมมีความผิดเพี้ยนเบี่ยงเบนไปจากสภาพสังคมไทยโดยสิ้นเชิง พูดง่ายๆ ก็คือต้องการเอาใจตลาดบางกลุ่มที่กำลังไหลไปตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมนั่นเอง ตรงนี้คงไม่พูดถึงล่ะ ขี้เกียจโดนเขียนมาด่า บ้านเมืองเราไม่ชอบคนขัดใจซะด้วย ใครมีความคิดเห็นตรงกันข้ามเป็นโดนด่ากระเจิงทุกราย ไม่เว้นแม้แต่พระ 555

ภาพยนตร์ที่ฝรั่งสร้างขึ้นเพื่อเอาใจตลาดแนวบู๊ล้างผลาญมักจะได้เงินมากเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้คนยุคนี้ชอบการทำลายล้าง การได้เห็นทรัพย์สินหรือชีวิตของผู้อื่นได้รับความเสียหาย นับว่าเป็นความสุขแบบสุดๆ ทีเดียว ซึ่งส่อให้เห็นถึงจิตใจของผู้คนยุคนี้ได้เป็นอย่างดี หนังฝรั่งระยะหลังๆ มักจะสร้างฮีโร่ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือโลกซึ่งถูกผู้ก่อการร้ายหรือมนุษย์ต่างดาวบุกรุกทำลาย แต่ในขณะเดียวกันเหล่าฮีโร่ก็ไม่ได้เคยสนใจช่วยเหลือชีวิตของผู้คนที่เดินไปเดินมาแม้แต่น้อย มีฉากทำลายตึกสูงๆ ถล่มเมืองแหลกราญ รถบนถนนโดนระเบิดกระเด็นกลิ้งกระจัดกระจาย ผู้คนตายกันเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง แต่ฮีโร่บางตัวมันตั้งหน้าตั้งตาจะช่วยเด็กของมันให้รอดตายเท่านั้นเอง ใครจะฉิบหายบ้านช่องพังทลาย ข้าไม่สนใจ แต่ผู้คนกลับชอบดูหนังประเภทนี้ไปซะอีกไม่มีใครจะนึกไปถึงชีวิตของคนดูเลย ผ่าซิ

สังคมวันนี้เบี่ยงเบนความสนใจของผู้คนให้ห่างไกลออกไปจากความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นในโลกใบนี้ เพราะกลุ่มนายทุนของทุกประเทศในโลกกำลังก้าวขึ้นมากุมบังเหียนการเมืองของแต่ละประเทศไว้ทั้งหมดโดยที่ไม่มีใครเฉลียวใจแม้แต่น้อย เพราะนั่นหมายถึงการได้ก้าวเข้าไปอยู่ในสภานิติบัญญัติเพื่อทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายของทุกประเทศให้เบนเบี่ยงไปในทิศทางที่ต้องการ และเป็นไปตามที่กลุ่มนายทุนทั่วโลกต้องการให้เป็นไป เพื่อกอบโกยทรัพยากรของโลกไปเป็นของตนอย่างแนบเนียน

หากใครมีความสังเกตในเรื่องเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างถี่ถ้วนจะเห็นถึงความพยายามในการก้าวเดินของกลุ่มนายทุนเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง  ตั้งแต่การก่อตั้งสหประชาชาติเข้ามาเป็นตัวประสานงานในการจัดระบบโลกของสหรัฐอเมริกาที่ทำตัวเป็น "ตาอยู่" ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนั่งตีขิมปล่อยให้อังกฤษ ฝรั่งเศส และประเทศในกลุ่มยุโรปหลายประเทศโดนเยอรมันถล่มเสียย่อยยับไปก่อนอย่างใจเย็น รวมถึงประเทศในเอเซียที่ญี่ปุ่นเขมือบหายไปทีละประเทศ แต่ตัวเองกลับนั่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่เฉยๆ ไม่คิดจะช่วยเหลือใครทั้งนั้น พอตัวเองโดนถล่มอ่าวเพิร์ลฮาเบอร์จึงถือโอกาสประกาศสงคราม แต่ตัวเองก็ไม่ได้ทุ่มเทกำลังเข้าช่วยเหลือใครหน้าไหนทั้งสิ้น ได้แต่ยืนมองความล่มสลายของประเทศที่เคยยิ่งใหญ่อย่างสะใจ

เพราะรู้ดีว่านี่คือโอกาสทองของตัวเองที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจแบบเต็มตัว แต่ก็ไม่วายที่จะมีประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง จีนและรัสเซีย ที่ดูเหมือนจะพอรู้ทางต่างคนต่างก็คุมเชิงเก็บออมแสนยานุภาพเอาไว้เงียบๆ ไม่แสดงออกมาจนหมดหน้าตัก มารู้กันอีกทีก็ต่อเมื่อมีการก่อตั้งสหประชาชาตินั่นแหละถึงได้รู้ว่าใครใหญ่จริงและใครแฝงตัวมาใหญ่ตามใบสั่งโดยดูจากสมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศที่มีอำนาจล้นฟ้าเหนือสมาชิกประเทศอื่นๆ อีกนับร้อย แล้วอย่างนี้จะไปมองหาสันติภาพในโลกได้จากที่ไหน ในเมื่อตัวตนของสหประชาชาติเองก็ยังไม่มีความเท่าเทียมกัน

หากคุณกำลังมองหาความร่วมมือกันในระดับโลก คุณก็จะต้องมีความร่วมมือกันในระดับภูมิภาคเสียก่อน นี่คือบันไดที่จะก้าวเดินไปช้าๆ แต่มั่นคงของบรรดานักธุรกิจทั่วโลก ซึ่งต่างก็มีความเห็นพ้องกันในเรื่องนี้ ดังนั้นความร่วมมือของนักธุรกิจกึ่งการเมืองเหล่านี้จึงต้องอาศัยศักยภาพของประเทศใหญ่ๆ เป็นตัวช่วยในการบ่อนทำลายประเทศเล็กๆ เพื่อเปิดทางให้กลุ่มนายทุนเข้าไปมีบทบาททางการเมืองมากยิ่งขึ้น

และแน่นอนว่า "ทหาร" คือขุมกำลังที่คอยขัดขวางขบวนการทางการเมืองของนักธุรกิจเหล่านี้ไว้อย่างมั่นคง นับได้ว่าเป็นเสี้ยนหนามสำคัญของระบอบนายทุนที่จะต้องกวาดล้างให้หมดสิ้นไป หลายประเทศจึงพากันล่มสลายลงไปด้วยการแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาซึ่งให้การสนับสนุนกลุ่มคนที่จะสามารถโค่นล้มรัฐบาลทหารที่แข็งแกร่งของหลายๆ ประเทศเพื่อเปิดทางให้นายทุนได้เข้าไปมีบทบาทในการบริหารปกครองประเทศและเปิดทางให้ระบอบนายทุนเข้าไปครอบงำระบบเศรษฐกิจของประเทศไว้ทั้งหมด

และในทำนองเดียวกันการชูคำขวัญที่ว่า "ประชาชนคือเจ้าของประเทศ" ของพี่เบิ้มอเมริกานั้นก็ทำให้ระบอบกษัตริย์ของหลายประเทศถึงกับล่มสลายไปอย่างกระทันหัน นอกจากประเทศที่ยังคงให้ความเคาระเชื่อมั่นในสถาบันนี้อย่างสูงสุด เช่น อังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ก บรูไน ซาอุดิอาระเบีย ฯลฯ

โดยเฉพาะประเทศไทย พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตนอยู่ในฐานะของประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ทรงเป็นนักรบที่นำทัพออกป้องกันประเทศต่อสู้กับอริราชศัตรูด้วยพระองค์เองมาทุกยุคทุกสมัย ทรงปกครองประชาชนด้วยทศพิธราชธรรมและดำรงตนเป็นพุทธมามกะที่ดีด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาโดยตลอด แต่ก็ไม่เคยปิดกั้นในการนับถือศาสนาอื่นๆ ของประชาชน ทรงให้การอุปถัมภ์ค้ำจุนมาอย่างเท่าเทียมกัน

การเดินทางของระบอบนายทุนของบ้านเราก้าวย่างมาอย่างต่อเนื่อง และทวีความแข็งขันในความพยายามที่จะล้มล้างสถาบันหลักที่สำคัญของประเทศนี้ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้ามากอบโกยทรัพยากรของประเทศชาติให้มาเป็นสมบัติส่วนตัวของพวกตน แต่ก็กล่าวอ้างว่าทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ทั้งๆ ที่กาลเวลาที่ผ่านมาของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับก็คือเงินที่มาจากภาษีเงินได้ที่มาจากประชาชนนั่นเอง แต่ผลประโยชน์ที่แท้จริงนั้นตกเป็นของกลุ่มนายทุนที่เข้ามาเบียดบังกอบโกยแล้วก็ทำการซุกซ่อนโยกย้ายออกไปไว้ในต่างประเทศ

สถาบันหลักแรกที่ตกเป็นเป้าของการโจมตีก็คือ สถาบันทหาร กลุ่มนายทุนได้วางกลไกไว้ตั้งแต่ต้นด้วยการส่งคนเข้ามาแทรกซึมอยู่จนก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ที่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลง ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ ในทางที่จะก่อประโยชน์ให้แก่พวกของตน และเพื่อถ่วงดุลย์อำนาจการถูกล้มล้างการปกครองจากการปฏิวัติ รัฐประหาร เพราะกลุ่มนายทุนเหล่านี้รู้ดีว่าสักวันหนึ่งจะมีประชาชนบางกลุ่มออกมาต่อต้านขัดขวางการทำงานของพวกตน จึงต้องใช้กำลัง จนท.ตร.เป็นด่านแรกในการปราบปรามสกัดกั้นไว้เพื่อป้องกันการลุกลามบานปลาย

เพราะเมื่อสถานการณ์รุนแรงจนควบคุมไม่อยู่
จนเกิดการสูญเสียขึ้น
ทหารย่อมจะออกมาปกป้องคุ้มครองประชาชน

และนั่นคือจุดจบของรัฐบาล
ที่หลายคนอายจนไม่กล้าพูดได้เต็มปากว่า
เป็นรัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมากของประชาชน
ผ่านระบบการเลือกตั้งโดยชอบธรรม

กาลเวลาผ่านไป 80 กว่าปีแล้ว
ผมก็ยังมองไม่เห็นความชอบธรรมของการเลือกตั้งสักครั้ง
มองเห็นแต่ขวดน้ำปลา รองเท้าแตะ ธนบัตรที่เย็บติดกับเบอร์ผู้สมัคร
หรือไม่ก็กลุ่มคนที่พกปืนตุงเอวเดินผ่านไปมาอยู่แถวบ้าน
บางทีก็มีคนมาเคาะประตูบ้านตอนดึกดื่น
แต่บ่างครั้งก็ตั้งโต๊ะเปิดบัญชีรายชื่อคนในหมู่บ้านกลางวันแสกๆ ในศาลากลางบ้านแล้วก็เรียกไปรับเงินเบี้ยเลี้ยงค่าลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกันดื้อๆ ยังงี้ก็มี

หนทางของนายทุนยังเปิดกว้าง
สำหรับระบอบประชาธิปไตย
เพราะหากมีปัญหาเกิดขึ้น พี่ใหญ่อเมริกาพร้อมที่จะเข้าไปเสือก ...เอ๊ย ...เข้าไปเสียบเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยสถานการณ์ให้ .... โดยไม่ต้องเสียเวลาเชิญ
แม้ว่าหลายครั้งแล้วที่มีคนไทยบางคนร้องไห้ร้องห่มไปอ้อนวอนขอความยุติธรรมจากอเมริกาให้มาช่วยขับไล่ทหารออกไปจากประเทศนี้

โดยไม่เคยสำนึกตัวแม้แต่น้อยว่า
กำลังจะชักนำภัยพิบัติครั้งใหญ่มาสู่ประเทศชาติ
และพบกับการล่มสลายของชาติในที่สุด
ด้วยเศษเงินของพวกนายทุนเหล่านั้น

ขอให้โชคดีมีความสุขครับ


คนหลงทาง

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

เคยใช้เวลาว่างที่มีอยู่เหลือเฟือเพราะไม่มีงานที่ต้องทำเป็นหลัก ยกเว้นกวาดใบไม้ ถางหญ้า ฯลฯ มานั่งมองความเป็นไปของบ้านเมืองย้อนหลังไปตั้งแต่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศให้เป็นระบบสากลตามคำสอนของชาติตะวันตก ซึ่งจะเป็นผลดีกับประเทศไหนบ้างก็ไม่รู้ได้ แต่ฝรั่งมันสอนให้เปลี่ยนแปลงตามมันไปเพราะมันบอกว่าถ้าไม่เปลี่ยนแปลงแสดงว่าบ้านเมืองนั้น โง่ดักดาน ล้าหลัง ไม่พัฒนา เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ไม่ทันยุคทันสมัย (ดังนั้น จึงต้องเข้าไปยึดครองเสียเพื่อพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองตามมันไป) ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฝรั่งพวกนี้มันใช้สมองส่วนไหนคิด หรือมันอาจจะมีสมองส่วนพิเศษที่ซุกซ่อนเอาไว้ใต้ฝ่าเท้าอีกชุดหนึ่งก็อาจเป็นได้

แต่ในความเป็นจริงนั้นก็เป็นที่รู้กันดีอยู่ทั่วไปในโลกใบนี้ว่าฝรั่งที่อ้างว่าตัวเองเจริญกว่ามนุษย์หน้าไหนบนโลก มันก็อาศัยความคิดที่ว่าตัวเองเป็นเทวดามันจึงก้าวก่ายรุกรานรังแกประเทศเล็กๆ ที่ด้อยวิวัฒนาการไปทั่วโลก มีการแข่งขันกันล่าเมืองขึ้นอย่างเอิกเกริกยาวนานนับร้อยปี แต่การเข้าไปยึดครองประเทศอื่นนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปพัฒนาประเทศไหนเลย มีแต่จะเข้าไปกอบโกยทรัพยากรของประเทศเหล่านั้นไปอย่างหน้าด้านๆ บางทีก็ทำเป็นหัวหมอร่างสัญญาซื้อขายแต่ก็เอาเปรียบมันดื้อๆ ยังงั้นแหละ มีการทำสนธิสัญญากำหนดเขตเช่าขึ้นเพื่อสร้างให้เป็นเขตแดนประเทศของตนอย่างถาวรในพื้นที่ประเทศของผู้อื่นแล้วก็ล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนเจ้าของดินแดนเป็นประจำก่อนจะเผ่นหนีหางจุกตูดเข้าไปซุกหัวในเขตเช่าของตน

เรื่องเหล่านี้เป็นบทเรียนอันเจ็บปวดของนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเซียที่ต้องตกเป็นเหยื่อกลายเป็นเบี้ยล่างถูกฝรั่งกดขี่มาโดยตลอด 

ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ 

สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังคงดำเนินต่อไปอีกนานเท่านานหากประเทศยักษ์ใหญ่จอมเกเรยังคงมองหาหนทางในการลักขโมยทรัพยากรของประเทศในแถบนี้ไปอย่างไม่มีวันหยุดยั้ง ในขณะเดียวกันก็สร้างรายได้ให้กับตัวเองด้วยการขายอาวุธให้กับทุกฝ่ายที่ทำการสู้รบ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครต้องการสู้รบ ฝรั่งมันก็ต้องหาทางช่วยเหลือยุแหย่สนับสนุนให้มีพวกหิวกระหายอำนาจให้ลุกขึ้นมาทำการสู้รบโดยไม่มีเหตุผลทั้งสิ้น วันดีคืนดีก็สร้างสถานการณ์รุนแรงขึ้นมาภายในประเทศของตน แล้วก็ปัดส่งไปให้ผู้อื่นรับกรรมไป

นักการเมืองของแต่ละประเทศเกือบทั้งหมดตอนนี้เป็นนักธุรกิจการเมืองไปแล้ว 
แนวนโยบายในการบริหารประเทศบิดเบี้ยว ไร้รูปทรง 
มองไปถึงอนาคตของเศรษฐกิจในภาพรวม 
แต่ไม่เคยมองไปถึงอนาคตของผู้คนภายในประเทศ
ว่ามันจะล้มตายไปด้วยเหตุผลใดบ้าง
ความคิดของผู้คนมุ่งตรงไปที่วัตถุ ตามคำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ไม่มีใครหันมาใส่ใจต่อคำว่า "ความถูกต้อง" หรือ "ศีลธรรม" หรือ "จริยธรรม" 
ทุกคนต่างเดินหน้าไขว่คว้ามุ่งตรงไปที่ "ตัวกู" "ของกู" 

ไม่มีใครกล้าออกมายอมรับหรอกว่า เราคือหนึ่งในพวก "คนหลงทาง"

ไม่มีใครยอมรับว่า "ความพอเพียง" เป็นความถูกต้องของสัจธรรม

จนกว่าจะถึงวันสิ้นชาติ

พวกกูพวกมึงพวกมัน

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

นานครั้งจะได้โฉบเข้าไปดูข่าวสารบ้านเมืองซะที ปรากฎว่ายังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ตราบใดที่ผู้คนยังคงสับสนต่อบทบาทหน้าที่ของตนเองในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ควรมองประเทศชาติในแบบที่คนของประเทศนั้นๆ ควรจะมองเห็น แต่ทว่าผู้คนในสังคมยังคงให้ความสำคัญต่อตนเองมากกว่าสิ่งอื่นใดและเชื่อมั่นยึดถือต่อแนวความคิดของตนเองต่อไปอย่างไม่ลืมหูลืมตาสานต่อความสัมพันธุ์กับสังคมอย่างแน่นหนามั่นคง คลั่งไคล้ไหลหลงต่อแนวทางการดำเนินชีวิตภายใต้ระบอบประชาธิปไตยภายใต้การครอบงำของทุนนิยมโดยไม่เหลียวมองถึงเหตุผลที่ถูกต้องตามวิถีทางที่วัฒนธรรมประเพณีไทยเคยมีมาแต่โบราณกาลและดำรงรักษาผืนแผ่นดินและอำนาจอธิปไตยของเราให้อยู่ยั้งยืนยงมานานแสนนาน

การปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยภายใต้ร่มเงาของทุนนิยมกำลังแบ่งแยกชนชั้นห่างออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่ใช่รูปแบบของ กษัตริย์ ขุนศึก พระ พ่อค้า และไพร่ เช่นที่เคยปรากฏในพงศาวดารดั้งเดิม แต่เป็นการแบ่งชนชั้นไว้เพียง 2 ประเภทคือ คนจน กับ คนรวย เท่านั้น คนจนนั้นประชาชนส่วนมากของประเทศ ขณะที่คนรวยนั้นประกอบด้วย นายทุน นักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของสองชนชั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หลายคนเกิดมาบนกองเงินกองทอง มีความพร้อมในทุกด้านตั้งแต่ลืมตาดูโลก ขณะที่คนจนต้องมุ่งมั่นอยู่กับการแสวงหาอาหารมาใส่ปากท้องตนและครอบครัวในแต่ละมื้อ หลายคนพยายามตะเกียกตะกายไขว่คว้าขึ้นสูงด้วยการยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของตนขึ้นมาด้วยวิธีการต่างๆ โดยไม่เลือกหนทางที่กระทำว่าจะผิดหรือถูก

อาชญากรรมและการกระทำความผิดเกิดขึ้นมามากมายในสังคม จนต้องมีการตรากฎหมายขึ้นมาเพื่อควบคุมบังคับใช้แต่ก็ยังคงไม่สามารถกระทำได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากระบบยุติธรรมหลายขั้นตอนถูกแทรกแซงโโยกระบวนการทางการเมืือง การใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ การใช้อำนาจอิทธิพลส่วนตัวที่สืบทอดกันมา แม้แต่กฎหมายที่ออกมาบังคับใช้บางฉบับก็กลับเอื้อประโยชน์ให้กับการกระทำความผิดต่างๆ อย่างไม่กลัวเกรงต่อการตรวจสอบของหน่วยงานต่างๆ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเกลื่อนกลาดแต่ไร้ซึ่งอำนาจที่แท้จริง

กฎหมายที่แท้จริงสามารถเขียนได้ไม่กี่บรรทัดด้วยการกล่าวอ้างพาดพิงไปถึงประโยคสั้นๆ ไม่กี่ประโยค เช่น จริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม และไม่ใช่ด้วยการยกเอาพุทธศาสนามาเป็นกฎหมายหลักของประเทศ แค่ควรยกเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นบรรทัดฐานในการร่างกฎหมายที่เหมาะสมกับแนวความคิดของผู้คนในประเทศของเรา แม้แต่ ศีล 5 หากผู้คนในประเทศนี้ยึดถือปฏิบัติตามก็สามารถขจัดปัญหาความขัดแย้งในสังคมลงได้อย่างราบคาบ

เพราะสังคมเราทุกวันนี้อยู่เพื่อ "ตัณหา" สะสมกิเลสนานาประการไว้ตั้งแต่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่ในสังคมขั้นพื้นฐานคือครอบครัว แล้วมาเริ่มการแข่งขันแก่งแย่งเพื่อชิงความเป็นผู้ที่เหนือกว่าในสังคมของสถานศึกษา มีการอบรมสั่งสอนให้มีความรู้ความสามารถในการแย่งชิงพื้นที่ในสังคมเพื่อความอยู่รอดของตนเอง มุ่งเน้นไปในเรื่องทางวัตถุเป็นเอก โดยไม่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาในด้านของจิตใจแม้แต่น้อย ทำให้ผู้คนในสังคมด้อยศีลธรรมจิตใจเริ่มเสื่อมทรามลงทุกขณะ

ทุกวันนี้คนเรารู้จักแต่คำว่า "พวกกู พวกมึง และพวกมัน" สร้างสังคมที่มีการแตกแยกแบ่งชนชั้นให้ปรากฎอย่างเป็นรูปธรรม ความถูกต้องถูกมองจากมูลเหตุเหล่านี้เป็นลำดับแรก

พวกกู จะต้องถูกเสมอ ขณะที่
พวกมึง นั้นต้องเป็นฝ่ายผิดตลอดไป
และ พวกมัน คือเครื่องมือที่เราจะต้องดึงมาใช้งานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อฝ่ายเรา

ผลสรุปทางสังคมปรากฎให้เห็นชัดแล้วว่า
พวกมัน นั่นก็คือ ประชาชนส่วนมากในแผ่นดินนั่นเองที่ไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมกับ ตัณหา ทั้งหลายทั้งปวง มีความต้องการเพียงสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในสังคมเท่านั้น
แต่ในบางโอกาสพวกมันบางคนก็อาจจะชี้นำหรือชักจูงให้กลับกลายมาเป็นเครื่องมือสำหรับแสวงหาความชอบธรรมเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งให้กับ พวกกู และพวกมึง

พื้นฐานของสังคม

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ภาพประกอบบทความจากเว็บไซต์อะไรก็จำไม่ได้แล้วล่ะครับ ก็นี่มันปีลิงนี่ครับและพอดีผู้เขียนก็เกิดปีลิงซะด้วยก็เลยรักลิงเป็นพิเศษ เหตุผลที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ช้างน่ะคนไทยเราถือว่าเป็นสัตว์ประจำชาติ แต่ก็อย่าลืมนะครับว่าลิงน่ะก็นับว่าเป็นพระเอกของคนไทยเหมือนกัน ไม่เชื่อไปถามพระรามดูซิ ว่าถ้าไม่มีลิงเผือกตัวขาวๆ แล้วจะเอาชนะยักษ์ยี่สิบหัวได้มั้ย?

ย่อหน้าข้างต้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความหรอกครับ เขียนมันไปเรื่อยตามอารมณ์เท่านั้นเอง เรียกได้ว่าเป็นการกลบเกลื่อนความคิดต่างๆ ที่กำลังประทุขึ้นมาเท่านั้นเอง เพราะสันดานของผมมีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่งคือชอบสอดรู้สอดเห็นในเรื่องของชาวบ้านมากเกินขอบเขตไปหน่อย แต่ก็เป็นเฉพาะเรื่องของความรู้สึกเท่านั้นนะครับ ไม่ได้หมายความถึงสอดแทรกเสนอหน้าเข้าไปเสือกกับเรื่องของชาวบ้านหรอกครับ ด้วยความที่มีเวลาว่างมากมายจึงชอบพินิจพิจารณาความเป็นอยู่ของเพื่อนบ้านทั่วๆ ไปว่ามีพฤติกรรมทางสังคมเช่นไร? และชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันอย่างไร? มีแนวคิดทางการเมืองการปกครองแบบไหน? มีความคิดเห็นอย่างไรต่อภาครัฐและระบบราชการบ้านเรา 

ซึ่งก็ได้สรุปออกมาเกือบเด่นชัดในทุกเรื่อง ขอเน้นย้ำว่าข้อสรุปเหล่านี้เกิดจากการสังเกตและพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยความเป็นธรรมจริงๆ และคงไม่จำเป็นที่จะบอกย้ำบ่อยๆ ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นข้อพิจารณาของตัวผมเองซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องไปสอดคล้องกับของผู้อื่นหรือขัดแย้งกับผู้อื่น ส่วนจะถูกต้องตรงกับความเป็นจริงหรือไม่? อันนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญานของแต่ละบุคคลครับ ดังที่เคยกล่าวไว้ว่า "ไม่มีใครเชื่อคำพูดของคนอื่น มากกว่าเชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง"  (คงจะต้องยกเว้นเฉพาะกลุ่มบุคคลที่สมองกลวง พร้อมที่จะรับฟังทุกคำพูดของคนที่หยิบยื่นผลประโยชน์ให้เท่านั้น)
พื้นฐานทางสังคมที่คนเราต้องการมากที่สุดก็คือ ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันของผู้คน และนั่นก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนในความเป็นจริง
ประชาชนส่วนมากต้องการความปลอดภัยและอยากให้เกิดความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของตน ซึ่งมันก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกันในโลกของความเป็นจริง พิสูจน์ได้จาก จำนวนของเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายที่มีอยู่มากมาย กลับไม่ได้สร้างความอบอุ่นให้เพิ่มมากขึ้น มีแต่จะสร้างความวิตกกังวลให้เกิดขึ้นกับผู้คนมากเป็นทวีคูณ เพราะผู้คนส่วนมากเชื่อว่า เขาเหล่านั้นกำลังถือกฎหมายเข้ามาข่มเหงรังแกและควบคุมบงการวิถีชีวิตของประชาชนเสียมากกว่า

ระบบการสื่อสารมวลชนที่มีบทบาทอย่างสูงในการโฆษณาชวนเชื่อและชี้นำประชาชน แทนที่จะเป็นเครื่องมือของรัฐในการพัฒนาประเทศ กลับกลายเป็นเครื่องมือในทางการเมืองของกลุ่มธุรกิจการเมือง ที่อาศัยบทบาททางการเมืองสร้างผลประโยชน์ในทางธุรกิจของพวกตนควบคู่กันไป โดยไม่สนใจใยดีต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

ระบบการศึกษากลับกลายเป็นเส้นทางธุรกิจในการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุน แทนที่จะสร้างประชากรที่มีความรู้ มีคุณภาพที่แท้จริงเพื่อพัฒนาประเทศ  กลายเป็นกระดาษแผ่นเดียวที่รับรองคุณวุฒิการศึกษา ซึ่งสามารถจัดหาได้ในราคาถูกเพื่อใช้เป็นบันไดในการก้าวขึ้นสู่อำนาจนานับประการ และผู้ที่มีความประสงค์ที่จะเข้ารับการศึกษาที่สูงขึ้นหากไม่มีทุนทรัพย์ก็ปราศจากหนทางในการศึกษาโดยสิ้นเชิง เพราะขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ

ระบบอุปถัมภ์ในทุกวันนี้มีความมั่นคง ขยายตัวออกกว้างและเป็นที่นิยม  จนน่าวิตกว่ากำลังจะเข้าครอบงำความเป็นคนไปเสียแล้ว และมีทีท่าว่าจะเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดที่ขาดเสียมิได้ในสังคมไทย 

หากต้องการมีชีวิตอยู่ในสังคมก็ต้องคล้อยตามสังคม

แม้จะรู้ดีว่ามันผิดปกติวิสัยและขัดต่อหลักการของความจริง

คือประชาชน?

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

"พรรคเพื่อไทยเห็นว่ายิ่งการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและสุจริตล่าช้าออกไปเท่าใด ประเทศชาติและประชาชนก็ยิ่งเสียหายและเสียโอกาสในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจซึ่งจำเป็นต้องให้ระบอบการปกครองของประเทศเป็นไปตามหลักประชาธิปไตยสากล โดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน"
"เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการยกร่างรัฐธรรมนูญ"
"ปัญหาทั้งหลายไม่ว่าจะเลวร้ายเพียงใด ล้วนต้องแก้ไขโดยระบบปกติที่เป็นสากล เพื่อสร้างบรรทัดฐานและการตกผลึกที่เหมาะสมต่อไปโดยยึดถืออำนาจการตัดสินใจของประชาชน"

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่หลายฝ่ายในบ้านเมืองฝากความหวังเอาไว้ยังคงเป็นที่คาดหวังอีกต่อไปอย่างน้อยก็ระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งหลายฝ่ายก็ออกมาเร่งรัดผู้มีอำนาจให้ผลักดันรัฐธรรมนูญออกมาโดยเร็ว ทั้งๆ ที่รู้ดีอยู่แก่ใจแล้วว่า "การที่จะมีรัฐธรรมนูญที่ถูกใจนักการเมือง" นั้นเป็นเรื่องที่สมหวังได้ยากยิ่งในยุคนี้อันเป็นผลกรรมที่ประเทศชาติได้ประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายต่อหลายวิกฤติการณ์จากน้ำมือของนักการเมือง ทั้งจากระบบรัฐสภาและที่เล่นการเมืองนอกสภาด้วยวิธีการของ "ผู้ก่อการร้าย" แบบเปิดหน้าชก โดยไม่หวั่นเกรงต่อคำครหาแต่อย่างใด แม้จะมีผู้นำที่ตะโกนสั่งว่า "เผาไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบ" แล้วกรุงเทพฯ ก็กลายเป็นทะเลเพลิงไปตามเจตนารมณ์ทุกประการ แต่บุคคลเหล่านี้ก็ยังคงยืนเชิดหน้าอ้าปากเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมืองต่อไปอย่างหน้าตาเฉย โดยปราศจากความละอายใจ

และก็เช่นเคยในการแสดงความคิดเห็นทุกครั้งก็จะหยิบยก "ประชาชน" มาเป็นตัวชูโรง เหมือนกับว่าพวกตนนั้นเคารพบูชาเสียงของประชาชนเหมือนเสียงสวรรค์ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วพวกตนมองประชาชนเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองชนิดหนึ่งเพื่อในการก้าวข้ามขึ้นไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ด้วยการเหยียบย่ำทุกสิ่งทุกอย่างภายในประเทศนี้ให้แหลกราญราบคาบลงไปคาเท้า ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจ ระบบคุณธรรม จริยธรรม คุณค่าในความเป็นมนุษย์หรือแม้แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 

ในขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งก็ยังคงลุ่มหลง มัวเมา ในความเป็นคนร่ำรวย ความเป็นคนพูดจาโอ้อวดความเหนือมนุษย์ของบุคคลนั้น ยังคงมัวเมาโง่งมอยู่กับความเชื่อโดยไร้สติสัมปชัญญะ ในการพิจารณา ไตร่ตรองถึงเหตุและผลที่ถูกต้องจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มนักการเมือง ข้าราชการชั้นสูง ที่เคยร่วมวงไพบูลย์ในการกอบโกย โกงกิน และร่วมมือในการล้างผลาญชาติบ้านเมือง ด้วยการทุจริตคอรัปชั่นมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ที่ต่างมีความพยายามที่จะหวนกลับคืนมาสู่วงจรอุบาทว์ที่พวกตนมีความคุ้นเคยและรอคอยเวลาที่จะหวนกลับคืนมาอีกครั้ง

ครับ ประชาชน คือ คำตอบของทุกเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของประเทศชาติ แต่ไม่ได้หมายถึงจำนวนของประชากรที่พร้อมจะลงความเห็นให้ระบอบประชาธิปไตยแบบเดิมๆ ของกลุ่มนักธุรกิจการเมืองกลับคืนมากอบโกยผลประโยชน์ให้กับพวกตนอีกครั้ง แต่หมายถึงประชาชนที่มีความรู้ ความเข้าใจ พร้อมแล้วสำหรับระบอบประชาธิปไตยที่มองเห็นถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติและตัวประชาชนอย่างแท้จริง หมายถึงประชาชนที่มองเห็นถึงแก่นแท้ของคำว่าอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงที่มีอยู่ในมือของตน อำนาจที่จะต้องยึดถือไว้ในกำมืออย่างมั่นคง ไม่ปล่อยวางหรือส่งมอบไปถึงมือของผู้อื่นเพื่อแลกกับผลประโยชน์เพียงน้อยนิด แล้วจมอยู่กับน้ำตาไปตลอดชั่วอายุขัย มองดูแผ่นดินถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่มีหนทางที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง

เหมือนหลายครั้งในอดีตที่ผ่านมา พวกเราเสียน้ำตาไปมากเท่าไหร่แล้วกับความผิดพลาดเหล่านี้ ความผิดพลาดที่แทบจะทำให้ประเทศชาติสิ้นสลาย ความผิดพลาดของประชาชนส่วนมากในประเทศที่ลงคะแนนเสียงให้คนกลุ่มหนึ่งเข้ามากอบโกยผลประโยชน์อย่างท่วมท้น พากันร่ำรวยมหา่ศาลไปเพียงไม่กี่คน พากันแบ่งเศษเนื้อเศษหนัง แล้วก็โยนเศษกระดูกส่งมาให้ประชาชนแก่งแย่งกันแทะกินเหมือนฝูงหมาป่าที่หิวโหย 

ทั้งที่ผลประโยชน์เหล่่านี้ทั้งหมดเป็นของประชาชนโดยชอบธรรม

และผลประโยชน์ทั้งหมดของประเทศชาติจะต้องตกถึงมือของประชาชนโดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีคนมาคอยชี้นำต่างๆ นาๆ อีกต่อไป ทำไมเราจะต้องคอยให้คนมาสั่งเราว่า "เผาเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบ" ทั้งๆ ที่ ในอดีตของเรา อมนุษย์ที่พูดคำพูดเหล่านี้ยังไม่เคยมีสัก "ตัว" ที่จะออกมายืดอกรับรองและปกป้องในคำพูดของตัวเองสักครั้งหนึ่ง

การแสดงละครด้วยท่าทางโอบอ้อมอาทรต่อประชาชน รวมถึงคำพูดที่เห็นอกเห็นใจประชาชนผู้ยากไร้เหล่านั้น เป็นเพียงการแสดงที่แม้แต่คนที่โง่ที่สุดในแผ่นดินก็ยังดูออก 

ยกเว้นคนที่ถูกอำนาจเงินอุดปาก 
คนที่ถูกยศฐาบรรดาศักดิ์อุดหู  
และคนที่ถูกตำแหน่งหน้าที่อุดปาก

เป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายที่จะรักษาความเป็น "ประชาธิปไตยแบบสากล" ของพวกมันเท่านั้น ระบอบการปกครองที่สร้างทั้งอำนาจบารมี ทรัพย์สินเงินทอง และความเป็นใหญ่ในแผ่นดินของครอบครัวปัญญาอ่อนที่ร่ำรวยมหาศาลเกินกว่าคนจนที่เฉลียวฉลาดทั้งแผ่นดิน

ทรัพย์สินที่จะนำติดตัวไปในทุกชาติภพ

เพราะชาติหน้าจะหิ้วกระเป๋าเงินเข้าไปอยู่ในท้องแม่ด้วย

แต่มันคงไม่รู้ว่า

แม่คนใหม่ของมันจะไปคลอดอยู่ตรงมุมไหนของกองขยะ

เดือดพล่าน

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

องศาร้อนของกระแสการเมืองในช่วงนี้พุ่งตรงไปที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดที่กำลังตกเป็นเป้าเพ่งเล็งของกลุ่มการเมืองต่างๆ ชนิดตาไม่กะพริบ ทั้งกลุ่มที่มีความมุ่งหวังในความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และ กลุ่มที่จ้องจะทำลายล้มล้างร่างฉบับนี้ลงไปโดยที่ไม่ทันจะเกิดขึ้นมา เรื่องราวเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนสามารถกระทำได้ตามแนวทางของแต่ละคน "หากทุกคนมีความจริงใจต่อประเทศชาติ" 

วันก่อนไปเดินเล่นข้างถนนเห็นบั้นท้ายของ 18 ล้อคันหนึ่งเขียนตัวอักษรใหญ่ยักษ์ติดเอาไว้อ่านได้ชัดเจนว่า "รัฐธรรมนูญใหม่ต้องถูกใจประชาชน ไม่ใช่ถูกใจนักการเมือง" เห็นข้อความนี้แล้วก็คิดถึงบรรยากาศทางการเมืองของบ้านเราทันที เพราะปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทางการบริหาร การปกครอง ล้วนเกิดขึ้นมาจากนักการเมืองทั้งสิ้น ไม่เคยมีประชาชนคนใดเข้าไปสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นกับบ้านเมืองเลยแม้แต่คนเดียว 

เรื่องราวมักจะเริ่มต้นจากพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคการเมืองที่ไม่ได้เข้าไปร่วมในคณะรัฐบาล  มีความมุ่งหมายจะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลซึ่งเป็นไปตามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ด้วยการตั้งกระทู้ถามในสภาถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และฝ่ายบริหารที่เป็นรัฐบาลก็จะต้องตอบข้อซักถามของฝ่ายค้านให้ได้ความตามข้อเท็จจริงที่มีอยู่โดยไม่ปิดบังหรือบ่ายเบี่ยงประเด็น แต่เท่าที่ผ่านมานั้นทุกอย่างไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น บางคำถามถูกเมินเฉย บางคำถามไม่สามารถให้คำตอบได้ บางคำถามถูกเบี่ยงเบนประเด็นไปในทิศทางอื่นและต่อยอดบานปลายกลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่รัฐบาลยังคงดึงดันที่จะบริหารปกครองประเทศต่อไปตามแนวทางของตนด้วยการกล่าวอ้างถึงอำนาจอันชอบธรรมที่ได้รับมาจากประชาชน (แม้ว่าหลายๆ คนจะถูกเสนอชื่อสอดแทรกใส้ในไว้เพื่อหลอกลวงประชาชนมา)

อำนาจและขอบเขตของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคการเมืองอื่นหรือองค์กรอิสระที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่โดยตรงจึงควรมีบทบัญญัติที่ชัดเจน มีบทลงโทษที่เด็ดขาดต่อผู้ขัดขืน ไม่เปิดช่องทางให้รัฐบาลหลบเลี่ยงได้อีกต่อไปด้วยสารพัดข้อกล่าวอ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งบางรัฐบาลในอดีตได้กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับที่เกี่ยวข้องโดยเจตนาเพียงเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกิจการธุรกิจในเครือข่ายครอบครัวของตน รวมถึงความพยายามในการใช้อำนาจของ "เผด็จการรัฐสภา" แก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งรัด เร่งรีบ ผิดขั้นตอนการดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน  การกระทำทั้งปวงก็เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนทั้งสิ้น

ในขณะที่การเมืองภาคประชาชนที่ถูก "จัดตั้ง" ก็กลับกลายเป็นมวลชนที่คอยให้การสนับสนุนโดยไม่ใส่ใจในความถูกต้อง ขอเพียงแต่พวกตนได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว มิได้มุ่งหวังไปถึงเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติเลยแม้แต่น้อย จากการสนับสนุนด้านการเงิน การสนับสนุนด้านตำแหน่งหน้าที่นักการเมืองท้องถิ่น การสนับสนุนด้านกิจการส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ จนมาถึงการต่อสู้กับฝ่ายต่อต้านในรูปแบบใหม่นั่นก็คือ การสนับสนุนในด้านยุทธวิธีและอาวุธร้ายแรง  เนื่องจากการต่อสู้ทางการเมืองในยุคใหม่ ประชาชนมือเปล่าไร้หนทางในการต่อสู้กับนักการเมืองที่อาศัยกองกำลังเถื่อนไว้ใช้งานในด้านการก่อความรุนแรง และในบางโอกาสยัง "ยืมมือ" เจ้าหน้าที่ของรัฐบางหน่วยงานมาใช้สอยได้อีกด้วย ซึ่งจะเป็นหน่วยงานใด คนไทยทั้งประเทศย่อมรู้ดี

กองกำลังทหาร จึงมักเป็นตัวเลือกสุดท้ายของการต่อสู้
เพราะนักการเมืองเกรงกลัวทหารมากที่สุด
เหตุผลก็เพราะ ทหารมีจำนวนมากมายมหาศาลทั่วประเทศไทย
การซื้อตัวทหารผู้ใหญ่ไว้ บางครั้งก็ไม่เกิดประโยชน์ตามที่ต้องการ
เพราะทหารระดับคุมกำลังจริงๆ นั้น ไม่ใช่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ถือปากกา
แต่เป็นนายทหารระดับกลาง 
ที่สนิทแนบแน่นทั้งผู้บังคับบัญชา และผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา

สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ
จะใช้เงินซื้อได้เป็นบางคนเท่านั้น
ไม่ใช่ทั้งหมด

ทุนนิยมรุกหนัก

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ภาพข้างบนนี่ไม่ใชเทคนิคการทำกรอบภาพแบบใหม่นะครับ แต่เป็นภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์ทั่วโลกที่ลงข่าวชาวตุรกีกลุ่มหนึ่งบุกถล่มสถานกงสุลกิติมศักดิ์อิสตันบูลของประเทศไทย อันเป็นวิธีการต่อต้านมาตรฐานสากลของคนเลือดร้อนทุกประเทศ ซึ่งเล็งสถานทูตเป็นเป้าหมายที่เห็นชัดที่สุด ส่วนกรณีที่ชาวอุยกูร์ส่วนหนึ่งซึ่งไทยส่งให้กับจีนนั้นก็ได้รับการชี้แจงแล้วว่า ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบสัญชาติแล้วว่ามาจากประเทศจีนก็ต้องส่งกลับประเทศจีน ส่วนที่มาจากตุรกีก็ต้องส่งกลับตุรกี แต่บังเอิญโลกของเรามีภาษาพูดภาษาเขียนมากมายไปหมด ต่างคนต่างภาษา แต่ละประเทศก็พูดเขียนกันคนละภาษา ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง 

สาเหตุน่าจะมาจากโลกของเราไม่ได้ใช้ "ภาษาคน" ในเวทีโลกละมั้ง

น่างสงสารประเทศไทยก็อีหนนี้เอง ที่หลังจากโดนถล่มสถานทูตไปหมาดๆ เก็บกวาดยังไม่เกลี้ยง ก็โดนสหรัฐอเมริกาออกมาด่าซ้ำเติมหาว่าขาดมนุษยธรรมที่ส่งชาวอุยกูร์กลับจีน ชาว UNHCR ซึ่งอ้างว่าเป็นหน่วยงานเพื่อสันติภาพของโลกและชอบ "เสือก" เข้าไปก้าวก่ายการเมืองของประเทศต่างๆ แบบไม่ลืมหูลืมตาตามคำสั่งการของอเมริกาโดยตรงก็ออกมากล่าวประนามรัฐบาลไทยเสียอีกโดยไม่พยายามรับฟังเหตุผลที่ถูกที่ควร มันทำยังกับว่าไทยเป็นเมืองขึ้นของพวกมันยังงั้นแหละ จะต้องทำทุกอย่างตามที่มันต้องการ 

ถ้าเป็นไปได้นะ ขอลาออกจากองค์กรนี้ซะที ไม่เคยเห็นมันช่วยอะไรใครโดยไม่หวังผลประโยชน์เลยซักครั้ง กว่าจะลงมือช่วยใครบ้างซักหน ก็ประกาศระดมทุนเรี่ยไรมาจนรอบโลก

สันดานแบบหมาป่าน่ะควรจะมีอยู่เฉพาะในหนังสือหลอกเด็กเท่านั้น ความเป็นมหาอำนาจน่ะขู่ได้เฉพาะผู้นำประเทศที่ใจฝ่อ (ซึ่งไทยเราก็เคยมีหลายคน) แต่เชื่อเถอะว่าผู้ยิ่งใหญ่แบบอเมริกาน่ะไม่มีความหมายอะไรในสายตาของคนไทยหรอกครับเจ้านาย เพราะอเมริกาเป็นได้แค่หมาป่าที่คอยยุแหย่ให้ประเทศอื่นทะเลาะวิวาทกัน แล้วก็คอยหาโอกาสฉกฉวยผลประโยชน์จากประเทศเหล่านั้น ทั้งด้านการขายอาวุธ การแทรกแซงทางการเือง การทหาร แล้วก็ยกพลเข้าไปหากวาดต้อนทรัพยากรของประเทศเหล่านั้นจนแห้งเหือด ก่อนจะถอยฉากออกมาหาเหยื่อใหม่ๆ 

เหมือนกับที่เคยทำกับเอเซียของเรามาหลายครั้งหลายหน ไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา เวียตนาม เกาหลี และทุกครั้งอเมริกาประสบกับความพินาศย่อยยับ พาคนของตนมาล้มตายบาดเจ็บพิการกลับไปจนนับไม่ถ้วน เป็นความสูญเสียแบบไม่มีชิ้นดีเอาเสียเลย เอเซียจึงเป็นหนามยอกอกของอเมริกามาโดยตลอด โดยเฉพาะกลุ่มเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นี่แหละ ซึ่งอเมริกาก็รู้ตัวดีว่าอะไรเป็นอะไร

ที่เขียนวันนี้น่ะเพราะมีประกาศมาจากกลุ่มพลเมืองโต้กลับที่ประนามรัฐบาลไทยการส่งกลับชาวอุยกูร์ในประเทศจีนกลับไปประเทศจีนว่าเป็นขาดมนุษยธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตย และคนกลุ่มนี้จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อนำประเทศกลับไปสู่ความเป็นอารยะ ขอโทษที่ไม่ได้นำข้อความทั้งหมดมาลง เนื่องจากเกิดอาการคลื่นใส้อาเจียนเสียก่อน สำนวนภาษาแบบคนปัญญาอ่อนที่ตกเป็นสุนัขรับใช้นายทุนนักการเมืองมานานก็ยังคงเป็นแนวเดิมนั่นแหละครับ สถานกงสุลไทยถูกโจมตี "มันไม่เคยเป็นห่วง" แต่กลับไปกล่าวขอแสดงความเสียใจกับกลุ่มที่บุกโจมตีซะนี่

พฤติการณ์ที่รุนแรงก้าวร้าวกลับถูกส่งเสริมเห็นดีเห็นงามด้วยแบบนี้ รู้สึกคุ้นๆ มั้ยครับ อย่างเช่น "เผาไปเลยครับพี่น้อง ผมรับผิดชอบ" แต่กลับมาลอยหน้าลอยตาเอ้อระเหยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มิหนำซ้ำบางคนยังหน้าด้านหน้าทนก้าวขึ้นมาเป็นถึงระดับรัฐมนตรี วางมาดเป็นผู้ดีใส่สูท พูดจาโอ้อวดวางก้ามทำท่าเหมือนคนมีความรู้ ทั้งๆ ที่ตัวเองนั้นเป็นคนที่เลวทราม ต่ำช้า แถมยังต่ำชั้นกว่าระดับ "ไพร่" อีกหลายขุม และถ้าบ้านเมืองเรายังมีคนประเภทนี้ฝังตัวปะปนอยู่ในทุกวงการ ประเทศชาติก็ยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะ "กุดหัว" แล้วล้างเลือดชั่วๆ พวกนี้ให้หมดไปจากแผ่นดินไทย นั่นหมายความรวมถึงบรรดาขี้ข้าบริวารที่คลานตามคอยรับใช้อยู่ทั่วทุกหัวระแหง

รัฐบาลทหาร ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของอเมริกาเพราะควบคุมยาก ไม่เหมือนกับรัฐบาลในระบบทุนนิยม ที่ผู้นำรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีทุกคนจะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเป็นลำดับแรก เนื่องจากมีธุรกิจหรือกิจการที่สามารถเอื้อประโยชน์ต่อกันได้ ทำให้การเข้าครอบงำระบบเศรษฐกิจของประเทศทำได้ง่ายขึ้น 
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการแปรรูปกิจการสาธารณะต่างๆ ที่มีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตของประชาชน จะสามารถสร้างประโยชน์ให้อย่างมหาศาลแก่บริษัทต่างชาติที่เข้าร่วมทุน 
สิ่งเหล่านี้รัฐบาลจะต้องนำมาใส่พานถวายให้กับนายทุนโดยเร็ว
เพื่อต่อยอดการเติบโตให้กับระบบเศรษฐกิจของคนเพียงไม่กี่คน 

"ไม่ใช่เพื่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ"

ใครยังไม่เข้าใจก็ควรจะทำความเข้าใจซะ 
อย่าลงไปนอนให้ดินกลบหน้าอยู่ในหลุมแบบคนโง่จนถึงวินาทีสุดท้าย

ขอโทษครับวันนี้ของขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่เคยสักยันตร์ มันคงเพราะคนไทยไม่กี่คนที่ยังลุ่มหลงมัวเมาในทรัพย์สิน ลาภยศ สรรเสริญ ว่าตัวเองเก่ง เลอเลิศ เหนือมนุษย์ ทำให้แผ่นดินนี้น้ำท่วมอยู่ได้เพราะมันอยู่อาศัยเพียงเพื่อ "หนักแผ่นดิน" เท่านั้นเอง

ผีพนันเข้าสิง

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ขอยืนยันว่าโดยส่วนตัวผมไม่รู้จักกับท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นการส่วนตัวแม้แต่ท่านเดียว และก็เลิกให้ความสนใจไปตั้งแต่ท่านได้รับการแต่งตั้งเข้ามาแล้วล่ะ เพราะเชื่อแน่นอนว่าทุกท่านเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามาทำหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านก็คงจะต้องทำหน้าที่ของท่านจนสุดความสามารถเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ด้วยความเคารพในวัยวุฒิและคุณวุฒิของท่าน

แต่มาไม่กี่วันที่ผ่านมาก็เกิดอาการ "จี๊ด" ขึ้นมาทันทีเมื่อทราบข่าวว่ามีท่าน สมาชิกของ สปช.กลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่ม สปช.รักชาติ" ประมาณ 12 ท่านกำลังผลักดันให้มีการเปิดบ่อนเสรีขึ้นภายในประเทศไทย และก็มีบรรดาผู้ใหญ่หลายท่านออกมาสนับสนุนแนวความคิดนี้อย่างไม่สะทกสะท้านกระแสต่อต้าน เช่น ข่าวจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับ
เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.58 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ความเห็นถึงกรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กลุ่มรักชาติ เสนอให้รัฐบาลเปิดกาสิโนเสรี จะขอตัดคำพูดบางประโยคมาให้ทราบดังนี้

“มันหนีไม่พ้นอยู่แล้ว เชื่อเถิดว่าการพนันอยู่ในสายเลือดของคนไทยอยู่แล้ว เพียงแต่เราจะบริหารจัดการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะในเมื่อคนมันจะเล่นก็จัดพื้นที่ให้เล่นแบบถูกกฎหมายไปเลย ผมไปศึกษาดูงานมาทั่วโลกและได้เข้าบ่อนหลายแห่ง ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ จนมีแนวคิดให้เปิดบ่อนเสรีในเมืองไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศ เพราะที่ผ่านมาคนไทยนำเงินไปเล่นพนันนอกประเทศจนเม็ดเงินหลุดออกไปมหาศาล เช่น กัมพูชา และมาเก๊า ทั้งที่ควรนำเงินรายได้เหล่านั้นมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการศึกษาในประเทศได้อีกด้วย นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีปัจจัยเกื้อหนุนที่ได้เปรียบประเทศอื่นๆ ทั้งเรื่องอาหารการกิน สถานที่ท่องเที่ยว สถานบันเทิง รวมทั้งแหล่งชอปปิ้งต่างๆ จึงควรสร้างได้แล้ว ผมแนะนำให้สร้างที่ จ.ภูเก็ต เชียงใหม่ อุบลราชธานี และเกาะล้าน ต้องกำหนดด้วยว่าห้ามคนในพื้นที่เล่นการพนันในเขตพื้นที่ของตัวเอง ต้องข้ามพื้นที่ไปเล่นต่างจังหวัดเพื่อเป็นการคัดกรองผู้มีรายได้สูงให้เข้าบ่อนนำรายได้เข้ารัฐ อย่ามัวแต่ห่วงเรื่องศักดิ์ศรีว่าเราเป็นเมืองพุทธ ให้คิดถึงเรื่องเศรษฐกิจปากท้องเป็นหลัก เพราะเงินไปต่างประเทศหมดแล้ว”
“ผมคือ ผบ.ตร.คนแรกที่กล้าพูดว่าเมืองไทยควรมีบ่อนเสียที อย่าหลอกตัวเองว่าเป็นเมืองพุทธเลย แม้แต่ประเทศที่ประชาชนเป็นชาวมุสลิมยังมีกาสิโนเปิดทั่วประเทศแม้กระทั่งในโรงแรม ผมเชื่อว่าวิธีคิดของผมสุดยอด หากรัฐบาลไม่ทำ ผมจะเปิดเว็บไซต์ขึ้นมา ชื่อ สมยศฟอร์กาสิโน เพื่อถามความคิดเห็นประชาชนเลยว่าควรเปิดหรือไม่ รัฐบาลต้องกำหนดว่าจะนำรายได้ 30 เปอร์เซ็นต์จากกาสิโนมาใช้ในเรื่องของการศึกษา ช่วยเหลือคนจน และทะนุบำรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งนี้ ผมพร้อมถูกโจมตีจากกลุ่มต่างๆ ที่จะมาต่อต้าน ไม่กลัวอยู่แล้ว ผมสู้ได้ทุกประเด็น”
ถ้าผู้นำของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีแนวความคิดเช่นนี้ ผมก็ไม่สงสัยอีกเลยว่าทำไมบ้านเมืองของเราถึงได้มีบ่อนการพนันเถื่อนอยู่มากมายเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมืองจนจับกันไม่หวาดไม่ไหว อันเป็นเหตุให้บรรดา  ผกก.และลูกน้อง โดนย้ายเด้งกันเป็นลูกปิงปองอย่างนี้ มีข่าวให้อ่านกันแทบทุกวัน

ขอทบทวนเนื้อหาในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ที่กำหนดให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติขึ้นโดยให้มีรายละเอียด คุณสมบัติและหน้าที่ ดังนี้
มาตรา ๒๗ ให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติมีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
 (๑) การเมือง
 (๒) การบริหารราชการแผ่นดิน
 (๓) กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
 (๔) การปกครองท้องถิ่น
 (๕) การศึกษา
 (๖) เศรษฐกิจ
 (๗) พลังงาน
 (๘) สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
 (๙) สื่อสารมวลชน
 (๑๐) สังคม
 (๑๑) อื่น ๆ
ทั้งนี้ เพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้กลไกของรัฐสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม
มาตรา ๓๑ สภาปฏิรูปแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำ แนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(๒) เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ
(๓) พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้น ในการดำเนินการตาม (๑) หากเห็นว่ากรณีใดจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นใช้บังคับ
ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติจัดทำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาต่อไป
ในกรณีที่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้จัดทำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป
ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะตาม (๒) ต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งแรก
ให้นำความในมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม
ตามความเห็นส่วนตัวผมเชื่อแน่ว่า สปช.ย่อมจะกำหนดหลักการในการพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ไว้อย่างเป็นขั้นตอนมีแบบแผน และย่อมกำหนดลำดับความสำคัญของแต่ละเรื่องราวเอาไว้แล้ว และการเปิดบ่อนเสรีนี่ก็เคยถูกรัฐบาลสมัยหนึ่งนำเข้ามาพิจารณาแล้ว แต่ก็ปรากฎกระแสต่อต้านรุนแรงมากจนต้องล้มเลิกไปในที่สุด ก่อนจะถูกนำขึ้นมา "แหย่" ทดลองหยั่งกระแสดูอีกครั้งพร้อมกับท้าทายอย่างโอหังให้มีการสำรวจประชามติเสียอีกด้วย และมีการอ้างอิงถึงประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับจากความคิดที่ว่านี้ "โดยไม่พูดถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติและประชาชน" เลยแม้แต่น้อย พร้อมทั้งอ้างอีกว่าจะต้องมีการกำหนดมาตรการป้องกันไว้อย่างรัดกุมล่วงหน้า

ประเทศกัมพูชามีบ่อนการพนันเสรีอยู่นับสิบบ่อนติดอยู่กับสีข้างของประเทศเรามานานหลายสิบปีแล้ว แต่ผมก็ยังมองไม่เห็นเลยว่า ประชาชนในประเทศนี้ได้รับประโยชน์อะไรจากบ่อนการพนันเหล่านี้ ยกเว้น ผู้นำประเทศที่เป็นหุ้นลมแบบถาวรเพียงคนเดียว แค่ก็อาจมีบ้างบางส่วน เช่น รายได้ของโสเภณีเด็กที่ได้รับเพิ่มขึ้นจากลูกค้าชาวต่างชาติ หรือจำนวนขอทานที่เพิ่มมากขึ้นโดยรอบบริเวณบ่อนการพนัน และผลประโยชน์จำนวนมากมายมหาศาลนั้นส่วนมากก็จะตกเป็นของเจ้าของกิจการต่างๆ อันได้แก่ นักการเมืองชาวไทยบางท่าน นักลงทุนชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซียและแน่นอนว่าหลายๆ ท่านเป็นคนไทย เนื่องจากมีรายได้จำนวนมากมายมหาศาลในแต่ละเดือน

คงจะไม่ต้องบรรยายต่อนะครับว่าบ่อนการพนันเหล่านี้มีบริการรับส่งฟรีจากประเทศไทยด้วยรถตู้โดยสารสายด่วนสีขาว จาก กท.ทั้งจากที่บางนา อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หน้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต จากฝั่งธนบุรี ฯลฯ ถึงตลาดโดรงเกลือ อรัญประเทศ ด้วยความเร็วเท่ารถไฟหัวจรวด (จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมมันตายกันบ่อยนัก) และบางสายก็เป็นบริการแบบวันสต๊อปเซอร์วิส ผ่านฉลุยตั้งแต่ด่านไทย ด่านเขมร ไปจอดสนิทหน้าบันไดบ่อนทีเดียว นั่นก็เป็นอีกคำถามที่เคยมีคนอยากจะถาม ทั้ง จนท.ตม. จนท.ศุลกากร จนท.ตร.สภ.คลองลึก จนท.ทหารที่ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่ รวมถึง ตชด.หรือ จนท.ทหารพราน ในพื้นที่ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับระบบการผ่านแดนของบ้านเมืองเรา

แต่หากคิดจะตั้งบ่อนเสรีในบ้านเรา
บรรดาท่านนักการเมืองหรือนักวิชาการที่เป็นข้ารับใช้ผีพนันทั้งหลาย
กรุณาไตร่ตรองให้รอบคอบด้วยสมองนะครับ
โปรดใช้คำว่า ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม เป็นที่ตั้งในการพิจารณา
อย่าเอาแต่คำว่า "ผลประโยชน์ส่วนตน" เป็นที่ตั้ง

ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นผลประโยชน์เหล่านั้นเลย
ในยามที่ยังมีชีวิตอยู่
จะมีก็แต่เสียงก่นด่าและสาปแช่งจากผู้คน
ที่จะดังกระหึ่มไปจนถึงหลุมฝังศพของบรรพบุรุษท่านเท่านั้น
หากยังคงถูก "ผีพนันเข้าสิง"


สุดปราถนา

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ขอออกตัวก่อนนะครับว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะไปแย่งอาชีพของคนแก่ที่นั่งเทียนเขียนนวนิยายรักโรแมนติกที่บางเรื่องอ่านแล้วต้องมองหากระโถนไปด้วยเพราะมันเกิดอาการคลื่นเหียนอาเจียรขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ยังมีผู้นำไปแสดงเป็นละครโทรทัศน์ซ้ำๆ ซากๆ ทำเอาชาวบ้านหลายคนทำตัวเป็นเหมือนคุณหนู หรือคุณชาย คุณหญิงในละครไปตามๆ กัน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการชกต่อยกันระหว่างแม่บ้านกับพ่อบ้านที่กำลังเมา กับอีกบทบาทหนึ่งของสื่อสารมวลชนของบ้านเราก็คือการจัดรายการวาไรตี้ เกมส์โชว์ ที่นำเอาบรรดาดาราขวัญใจของคนไทยทั้งประเทศ( ข้อนี้ผมก็ไม่รู้ว่ามันเอาอะไรมาวัด ในเมื่อผมก็ไม่ได้ชอบมันด้วยซักหน่อย แต่มันเป็นความคิดของคนเขียนข่าวเองคนเดียว)

ผมเคยเขียนถึงสื่อสารมวลชนบ้านเราหลายครั้งหลายหนแล้วว่า ในวันนี้อย่าไปหวังความเป็นกลางเสียให้ยาก เพราะกิจการโทรทัศน์ เคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียม รวมไปถึงทีวีดิจิตอล สถานีวิทยุทุกระดับชั้น หนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสารรายสัปดาห์ รายเดือน รายปักษ์ รายปี หรือรายสะดวก(คือมีเงินหรือเหตุการณ์ที่ต้องอาศัยการโฆษณาชวนเชื่อก็ออกมาวางจำหน่ายทีนึง พอหมดเงินอุดหนุนก็หยุดกิจการ)  กิจการเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีนายทุนซึ่งเป็นเจ้าของกิจการอยู่และบริหารงานตามแบบไทยๆ ตลอดมา โดยมีการเลือกข้างอย่างชัดเจน และหากว่าเจ้าของกิจการนั้นเป็นนักการเมืองอยู่ด้วยแล้วก็ยิ่งชัดเจนในนโยบายของกิจการนั้นๆ ว่าเลือกข้างอย่างชัดเจน การที่ผู้เสพจะได้รับรู้ข่าวสารตามความเป็นจริงจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้นมาได้ นอกจากจะได้รับทราบเฉพาะข่าวสารที่กำหนดทิศทางไว้ล่วงหน้าแล้วว่ามีความประสงค์เช่นไร?

บทบาทของสื่อสารมวลชนยังคงครอบคลุมไปถึงการสร้างความกดดันให้แก่ระบบบริหารราชการของภาครัฐ การสร้างความกดดันให้กับระบบงานยุติธรรมด้วยการนำเสนอข่าวในเชิงชี้นำ และบิดเบือนข้อเท็จจริงที่จะนำประชาชนไปสู่ความถูกต้อง แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญในการนำเสนอข่าวสารประเภทนี้ก็คือ "ผลประโยชน์ส่วนตน" เพียงสาเหตุเดียวเท่านั้น การทุจริตคอรัปชั่นในกระบวนการบริหารบ้านเมืองสามารถสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติไม่มากมายรุนแรงเท่ากับความร้าวฉานที่เกิดจากการนำเสนอของสื่อมวลชน เพราะสามารถกระจายไปสู่ประชาชนในทุกระดับชั้นได้อย่างรวดเร็วและแพร่กระจายจากปากสู่ปากต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

กระบวนการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นจึงเป็นแหล่งสำคัญในการแพร่กระจายข่าวสารออกไปสู่ประชาชนหมู่มาก การเข้าไปครอบงำระบบของการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเกิดขึ้นมาจากรากฐานที่เป็นกลุ่มหัวคะแนนของนักการเมืองในระดับประเทศนี่เองที่วางกลไกในการควบคุมคะแนนเสียงของประชาชนไว้แล้วอย่างเป็นระบบ จากผู้ใหญ่บ้าน กำนัน องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ดังนั้นในจังหวัดหนึ่งๆ จึงสามารถพบความเชื่อมโยงของกลุ่มการเมืองเหล่านี้อย่างชัดแจ้ง ไม่มีการปกปิดแต่อย่างใด การผลักดันให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงก็เป็นนโยบายของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ที่ต้องการกุมอำนาจในการใช้จ่ายเงินบริหารราชการของจังหวัดไว้ในมือของตนและพวกพ้องแบบเบ็ดเสร็จ

เมื่อมีเวลาว่างๆ เคยนั่งเขียนรายชื่อผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะมาจากการเลือกตั้งเอาไว้ทั้งหมด 76 จังหวัด และเชื่อแน่ว่าโอกาสผิดพลาดมีเพียงไม่ถึง 5 เปอร์เซนต์เท่านั้น เนื่องจากผู้ที่เป็นตัวเต็งก็ย่อมเป็นคนในสังกัดของ ส.ส.ในพื้นที่นั้นๆ หรือไม่ก็เป็นคนในสังกัดของ "ผู้มีอิทธิพล" ในจังหวัดนั้นๆ (อย่ามาถามผมนะว่ารู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นผู้มีอิทธิพลในจังหวัดของผม) ซึ่งเรื่องแบบนี้คนในจังหวัดไหนก็ย่อมเดาออกว่าใครจะมาเป็นผู้ว่าราชการในจังหวัดของตน ไปถามเด็กประถมในจังหวัดนั้นๆ ก็ยังรู้เลย
ผมเคยพูดย้ำมาหลายหนแล้วว่า "ประชาธิปไตย" ไม่ใช่สิ่งที่คนในโลกใบนี้ต้องการ เพราะประชาธิปไตยเป็นเพียงความเพ้อฝันของคนยากจนที่มีอยู่มากมายบนโลก แต่คนรวยกลับแสวงหาผลประโยชน์ของพวกตนจากทรัพยากรของนานาประเทศมาอย่างต่อเนื่องภายใต้คำว่า "ประชาธิปไตย"  
"ความยุติธรรม" ต่างหากเล่าที่ประชาชนส่วนใหญ่ในโลกต้องการ

และก็จะไม่มีหวังที่จะได้ในสิ่งที่ต้องการอย่างแน่นอน
หากยังหลงไหลกับคำว่า "ประชาธิปไตย" 
ที่วาดฝันให้โดยกลุ่มนายทุนของทุกประเทศบนโลก

ก็ยังคงยืนยันได้ว่าชื่อของบทความกับเนื้อหานั้นเป็นไม่ได้เป็นคนละเรื่องกันอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่ชื่อของนวนิยายน้ำเน่าเรื่องใหม่ของนักเขียนแก่ๆ บางคนที่ยังวนเวียนอยู่กับอดีตของยุคเผด็จการ ที่มีรัฐบาลคอยชักใยให้ก้าวเดินตามผู้นำไปอย่างคนไม่ค่อยเต็มบาท

ก็ถ้าประชาชนในประเทศไม่มีความรู้ อ่านเขียนไม่ออก 
ผู้นำประเทศก็สบายใจได้ว่าจะอยู่ได้อีกนาน
ถ้าไม่โดนเพื่อนร่วมงานถีบตกเก้าอี้เสียเอง


- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -